ยามเช้าของวันใหม่ที่อวิ๋นซีได้มาเกิดในโลกโบราณแห่งนี้ ร่างกายเล็ก ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่ภายหลังฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ก็มีแรงมากขึ้นเกือบถึงขั้นของเด็กทั่วไปแล้ว ส่วนมารดาของนางตื่นั้แ่ต้นยามเหม่า ไปก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารให้ท่านปู่ท่านย่าเช่นกัน
ยามที่มารดากลับมาในห้องขนาดเล็กอีกครั้ง ก็มีเพียงถาดไม้ที่วางถ้วยน้ำต้มเศษข้าวไม่กี่เม็ด นี่ทำให้อวิ๋นซีรู้สึกเวทนาตนเองกับครอบครัวไม่ได้ และแน่นอนว่าเื่ที่้าไปจากตระกูลลำเอียงนี้ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว
อวิ๋นซีหายเข้าไปในมิตินำอาหารที่มีทั้งผักและเนื้อ รวมถึงข้าวสวยเต็มถ้วยออกมาให้ครอบครัวได้กิน และไม่ลืมพูดคุยเื่แผนการที่ตนได้คิดเอาไว้ เพราะนาง้าไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“ท่านพี่กินให้มากหน่อยนะจะได้แข็งแรงและหายไว ๆ พวกลูกสองคนก็กินเยอะ ๆ เช่นกันนะ”
“อาเหยาเ้าเองก็ต้องกินให้มากจะได้มีแรงดูแลลูก ๆ ของเรานะ”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราทุกคนต้องกินให้อิ่มเข้าไว้ เพราะวันนี้เราจะต่อต้านท่านปู่ท่านย่าโดยการไม่ไปทำงานเ้าค่ะ หากมีการลงไม้ลงมือรุนแรงนั่นถึงจะเป็ข้ออ้างที่เราต้องใช้ เพื่อจะได้ตัดขาดและออกไปจากที่นี่อย่างไรล่ะเ้าคะ” อวิ๋นซีบอกถึงสิ่งที่นางคิดเอาไว้ให้กับครอบครัวได้ฟัง
หลิ่งจื่อหานพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของน้องสาว เนื่องจากเขาอยากทำอย่างที่อวิ๋นซีพูดมาตั้งนานแล้ว
“ใช่แล้วท่านพ่อ ท่านแม่ ถ้าท่านปู่กับท่านย่าเห็นว่าเราไม่ยอมไปช่วยทำงาน ย่อมโมโหและมาตามถึงห้องแห่งนี้ ยิ่งเห็นว่าเราต่อต้านกลับไปคนใจร้อนเช่นนั้นจะไม่ลงมือทุบตีได้อย่างไรขอรับ”
“ในเมื่อพวกเ้าสองพี่น้องคิดว่านี่เป็แผนการที่ดี พ่อกับแม่ย่อมไม่ขัดขวางหากมันทำให้เราหลุดพ้นไปจากตระกูลนี้ได้” หลิ่งเฟิงหยางเห็นถึงความมุ่งมั่นในสายตาของบุตรทั้งสอง จึงไม่คิดค้านที่จะทำตามแผนที่ทั้งสองคิดขึ้น
“เช่นนั้นก็รีบกินข้าวให้เสร็จเสียก่อนเถิด ถ้าท่านย่าของพวกเ้ามาเห็นอาหารดี ๆ ที่เรากิน นางคงแย่งเอาไปให้คนอื่น ๆ หมดแน่”
“ขอรับท่านแม่ /เ้าค่ะท่านแม่”
ครอบครัวเล็ก ๆ นั่งกินข้าวอย่างมีความสุขในรอบหลายปี แต่ในเรือนของหลิ่งฉางนางหลิวผู้เป็ภรรยากำลังเริ่มโมโห เมื่อรออยู่นานลูกสะใภ้คนรองยังไม่ยอมมาเก็บถ้วยชามไปล้าง
“นี่มันยามใดกันแล้วเหตุใดสะใภ้รองยังไม่ยอมมาเก็บจานชามอีก ประเดี๋ยวก็ไปทำงานที่ทุ่งนาสายกันพอดี”
สะใภ้ใหญ่อย่างจูอีม่านก็เอ่ยสนับสนุนความสงสัยของแม่สามีออีกคน “น้องสะใภ้คงเห็นสามีกับลูกที่ป่วยสำคัญกว่าแน่ ๆ เ้าค่ะท่านแม่”
“ก็แค่คนพิการไร้ประโยชน์กับเด็กใบ้นั่นล้มป่วย จะมีความสำคัญมากกว่าการทำงานในเรือนกับที่นาได้อย่างไร คิดจะแข็งข้อไม่ยอมทำงานตามที่ข้าสั่งงั้นรึ ได้ ๆ ๆ หากไม่สั่งสอนให้หลาบจำเสียบ้างประเดี๋ยวพวกมันจะยิ่งได้ใจไปกันใหญ่ สะใภ้ใหญ่เ้าไปกับข้าวันนี้ต้องมีคนเจ็บตัวหน่อยแล้ว”
“เ้าค่ะท่านแม่”
‘นางซูเหยาวันนี้พวกแกจะเป็ที่รองรับอารมณ์ของนางแก่นี่ก็แทนข้า’
หลิ่งฉางที่อยากรู้ว่าเหตุใดลูกสะใภ้คนรองถึงไม่ยอมมาทำงาน จึงคิดจะไปดูด้วยตาตนเองพร้อมภรรยา “เดี๋ยวข้าจะไปกับเ้าก็แล้วกันยายเฒ่า สะใภ้ใหญ่เ้าอยู่ที่นี่เก็บจานชามไปล้างให้เรียบร้อยล่ะ”
จูอีม่านกำลังจะอ้าปากเอ่ยค้านแต่ก็รีบหุบปากอย่างรวดเร็ว เพราะนางไม่อยากรับความโกรธของพ่อแม่สามีของตน “ข้า...ได้เ้าค่ะท่านพ่อข้าจะจัดการเื่นี้เองเ้าค่ะ”
ลับร่างสองสามีภรรยาที่มีอายุมาก สามีของจูอีม่านอย่างหลิ่งฉวนก็วางตะเกียบ เพราะเขาต้องไปทำงานที่เหลาอาหารขึ้นชื่อของตำบล โดยต้องพาบุตรชายคนโตไปส่งที่สำนักศึกษาด้วย
ส่วนเื่ที่บิดามารดาจะทำนั้นหลิ่งฉวนไม่เคยใส่ใจ เพราะไม่ว่าเขาจะทำงานได้เงินหรือไม่บิดามารดาก็ไม่ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นหากหลานชายคนโตอยากได้สิ่งของเกี่ยวกับการเรียน สองผู้เฒ่าจะรีบควักเงินออกมามอบให้ทันที
“อาม่านเ้าช่วยท่านแม่จัดการเื่ในบ้านให้ดีล่ะ บอกสะใภ้รองว่ามื้อเย็นต้องมีเนื้อมาทำอาหารนะ ถ้าไม่มีอย่าให้พวกมันได้กินข้าวเด็ดขาด ข้าไปทำงานล่ะ”
“เ้าค่ะท่านพี่ พวกเราต้องได้กินเนื้อทุกวันท่านไม่ต้องห่วงเ้าค่ะ”
“อืม”
ภายในห้องของครอบครัวอวิ๋นซีที่กินอิ่มท้อง และเก็บกวาดทำความสะอาดรวมถึงกำจัดกลิ่นอาหารเรียบร้อย อาหารยังไม่ทันย่อยเสียงประตูที่ถูกทุบ พร้อมกับคำที่ใช้เรียกประหนึ่งพวกเขาเป็ทาสก็ดังขึ้น
ปึง! ๆ ๆ “สะใภ้รองไสหัวของเ้าออกมาเดี๋ยวนี้ได้ยินไหม อย่าให้ข้าต้องเรียกซ้ำเป็ครั้งที่สองเชียวนะ”
“เ้ารองบอกให้เมียของเ้าออกมาช่วยทำงานได้แล้ว อย่าคิดทำตัวี้เีสันหลังยาวอยู่ในห้องเด็ดขาด ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่เ้ารอง!”
สี่คนพ่อแม่ลูกมองหน้ากันนิ่ง ๆ และเป็อวิ๋นซีที่พยักหน้าส่งสัญญาณว่า เวลาที่จะเป็อิสระได้มาถึงแล้ว นางจึงลุกขึ้นเดินไปพร้อมกับมารดาและพี่ชาย เพื่อเผชิญหน้าท่านปู่ท่านย่าผู้ลำเอียงที่หน้าประตู
แกรก “หึ ยอมโผล่หัวออกมาแล้วรึ เมื่อวานถูกลงโทษยังไม่เข็ดใช่ไหม หรือคิดจะแข็งข้อกับพ่อแม่สามีเช่นนั้นหรือ หา! ไปรีบไปจัดการทำงานบ้านให้เสร็จ แล้วอย่าลืมไปถอนหญ้าในทุ่งนาด้วย”
“วันนี้ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นเ้าค่ะ สามีกับลูกของข้าล้มป่วยต้องมีคนคอยดูแล ท่านแม่ก็ให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยทำงานพวกนั้นบ้างสิเ้าคะ แค่วันสองวันนางคงไม่มือหักนิ้วกุดเพราะทำงานหรอกกระมัง” จางซูเหยาตอบนางหลิวตรง ๆ ไม่มีท่าทีนอบน้อมเช่นแต่ก่อนอีก
อวิ๋นซีที่คิดใช้วิธีเจ็บตัวจึงขยับไปอยู่ด้านหน้ามารดาของตน และแสร้งพูดคล้ายเด็กเอาแต่ใจกับสองผู้าุโ ซึ่งความคิดของนางมันยังได้ผลเป็อย่างดีอีกด้วย
“ท่านแม่กับพี่ชายของข้าจะไม่ยอมไปทำงานเป็ทาสอีกแล้ว พวกท่านมันคนใจดำอำมหิตข้าวก็ไม่ให้พวกเราได้กิน ข้าไม่ยอมให้ท่านแม่ไปทำงานหนักอีกแล้ว!”
นางหลิวได้ยินสองแม่ลูกปฏิเสธการทำงาน จึงเกิดโทสะในทันทีเมื่อคนที่เคยถูกควบคุม ยามนี้กลับแข็งข้อไม่ยอมทำตามคำสั่งของนาง
“นี่เ้ากล้าขัดคำสั่งของข้าที่เป็แม่สามีของเ้างั้นรึซูเหยา! ไหนว่านางเด็กล้างผลาญนี่พูดไม่ได้อย่างไรเล่า อ้อ ข้าเข้าใจแล้วที่ผ่านมาพวกเ้าโกหกและปิดเื่นี้เอาไว้เพราะอยากได้เงินไว้ใช้สินะ สงสัยข้าจะใจดีกับพวกเ้าเกินไปแค่คำพูดคงไม่มีผลอีกแล้ว ก็ดีเ้าเป็คนบังคับข้าให้ลงมือเองนะ”
อวิ๋นซีเห็นว่าการยั่วยุนางหลิวเริ่มได้ผล จึงเติมเชื้อไฟเพิ่มไปให้แรงขึ้นอีกเล็กน้อย “ท่านย่าเป็นางมารร้ายรักลูกหลานไม่เท่ากัน ข้าเกลียดพวกท่านทุกคนพวกคนใจร้าย...”
“ฮึ่ย! หลีกไปให้พ้น” ผลัก! ปึก! “โอ๊ยยย!”
“ซีซีลูกแม่! /น้องพี่!”
หลิ่งเฟิงหยางที่นั่งเสียงการตอบโต้กันไปมา เมื่อได้ยินเสียงร้องของบุตรสาวก็ใเรียกหานางด้วยเช่นกัน “ซีซี ๆ เกิดอันใดขึ้นอาเหยาซีซีเป็อะไรนางถึงได้ร้องอย่างเ็ปเช่นนั้น”
จางซูเหยาถึงกับร้องไห้ทันทียามเห็นบุตรสาวที่เพิ่งฟื้นาเ็อีกครั้ง “ฮึก ฮือ ๆ ๆ ท่านพี่ท่านแม่ของท่านผลักซีซีหัวกระแทกขอบประตู ตอนนี้เืไหลเต็มไปหมดแล้วเ้าค่ะ”
“ท่านมันไม่ใช่คนน้องสาวของข้านางยังไม่แข็งแรง ท่านกลับทำร้ายนางจนาเ็เืไหลยังยืนมองอย่างเืเย็นอีก!” หลิ่งจื่อหานตะคอกต่อว่านางหลิวด้วยความโกรธอีกคน
นางหลิวยังคงยืนเท้าเอวมองอย่างไม่สะทกสะท้าน “แล้วอย่างไร ใครใช้ให้มันมายุ่งไม่เข้าเื่ล่ะจะเจ็บตัวก็สมควรแล้วมิใช่หรือ”
“ท่านแม่ท่านช่างใจร้ายกับลูกเมียของข้าเหลือเกิน นางยังเด็กร่างกายก็อ่อนแอท่านทำร้ายข้าคนเดียวยังไม่พออีกหรือ คนอย่างข้าไม่ใช่บุตรชายของพวกท่านสองคนใช่ไหม ถ้าไม่มีครอบครัวของข้าอยู่ที่นี่พวกท่านคงจะมีความสุขมากกว่าสินะ”
หลิ่วฉางได้ยินบุตรชายคนรองพูดประชดประชันออกมา ก็เกิดอารมณ์โมโหตามภรรยาเพิ่มอีกคน “ใช่ ถ้าเ้าไม่เกิดมาข้าคงไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้ หากไม่ได้น้องชายของเ้ามาช่วยค้ำชูดวงตระกูล ป่านนี้แม้แต่บ้านก็ไม่มีให้ซุกหัวนอนแล้ว”
“ดี! ในเมื่อข้าเกิดมาเป็ตัวซวยของครอบครัวท่าน เช่นนั้นท่านก็มอบหนังสือตัดขาดให้ข้าเสียเถิด ต่อไปข้ากับลูกเมียจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร จะไม่โทษท่านหรือตระกูลหลิ่งอันสูงส่งของท่านแม้แต่นิดเดียว” หลิ่วเฟิงหยางตัดสินใจพูดเื่นี้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะตีเหล็กควรตีตอนร้อน ๆ ถึงจะดี
“ฮ่า ๆ ๆ น้ำหน้าอย่างพวกเ้าจะไปได้สักกี่น้ำกัน คิดจะลองดีกับข้าใช่ไหมงั้นก็ให้ลูกชายของเ้าไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาสิ ข้าจะรีบลงชื่อประทับลายนิ้วมือในหนังสือตัดขาดอย่างไม่ลังเลเชียวล่ะ”
“ได้ หานเอ๋อร์เ้ารีบไปตามผู้ใหญ่กับคนอื่น ๆ มาเป็พยานเดี๋ยวนี้ พวกเราสี่คนจะได้ออกจากครอบครัวที่น่ารังเกียจเสียที”
“ขอรับท่านพ่อข้าจะรีบไปรีบกลับ”
หลิ่งจื่อหานรีบวิ่งออกจากบ้านตระกูลหลิ่งอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก พอไปถึงก็บอกเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นสั้น ๆ ชาวบ้านที่นั่งพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านได้แต่ถอนหายใจ เนื่องจากพวกเขารับรู้เื่ของคนตระกูลหลิ่งมานานแล้วนั่นเอง
