เย่ฟางพาฮวาเจาไปยังห้องน้ำกว้างขวางเกินคาดของเธอ ห้องน้ำขนาดราวห้าถึงหกตารางเมตรนี้ ช่างแตกต่างจากภาพจำของฮวาเจาเกี่ยวกับบ้านเรือนในยุคสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง ในห้วงความทรงจำของเธอ บ้านเก่าผุพังหลายแห่งยังต้องใช้ห้องน้ำรวมของทั้งชั้น หรือไม่ก็มีเพียงสองห้องต่อชั้นเท่านั้น ทว่าที่นี่กลับมีเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าติดตั้งอยู่ ฮวาเจาเงยหน้ามองป้ายที่สลักอักษรภาษาเยอรมันเต็มไปหมด ดูท่าจะเป็สินค้านำเข้าชั้นดี
“เดี๋ยวป้าจะสอนวิธีใช้ให้นะ” เย่ฟางก้าวเข้ามาอธิบายการใช้งานเครื่องทำน้ำอุ่นด้วยท่าทีเป็มิตรและอบอุ่น ปราศจากแววดูถูกเหยียดหยามแม้แต่น้อย
เมื่อสอนเสร็จ เธอยังเดินกลับไปในห้อง ก่อนจะหยิบชุดชั้นในมาให้ฮวาเจา
“ป้าซื้อชุดชั้นในมาให้หนูด้วยนะ” สายตาของเธอกวาดมองไปที่หน้าอกของฮวาเจาอย่างรวดเร็ว พลางพึมพำกับตัวเอง “แต่ดูเหมือนจะเล็กไปหน่อยนะ” เล็กกว่าไปหลายไซส์เลยทีเดียว 'ไม่เป็ไรหรอก' เย่ฟางคิดในใจ 'หลานชายคนเล็กของฉันช่างมีบุญจริงๆ!' เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า “หนูใส่ไปก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวป้าจะไปซื้อมาให้อีกสองสามตัว”
“ไม่ต้องหรอกค่ะป้า หนูเอาชุดชั้นในมาด้วยหลายตัวเลย” ฮวาเจารีบเปิดกระเป๋า หยิบเสื้อผ้าออกมา ก่อนจะคว้าชุดชั้นในที่เธอเย็บเองออกมาให้เย่ฟางดู
“เอ๊ะ? ชุดกระโปรงพวกนี้นี่สวยจังเลยนะ” เย่ฟางหยิบกระโปรงผ้าฝ้ายสีครามเขียวขึ้นมาสะบัดพลิ้ว เนื้อผ้าแม้จะเป็เพียงผ้าฝ้ายธรรมดา แต่ดีไซน์กลับแปลกตาไม่เคยเห็นมาก่อน ดูน่ารักน่าสวมใส่ 'ฮวาเจาเป็สาวน้อยน่ารักขนาดนี้ ใส่แล้วต้องสวยแน่ๆ'
“หนูทำเองค่ะ เป็ชุดสำหรับคนท้อง” ฮวาเจาหัวเราะอธิบาย เธอ้าให้คนอื่นรู้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ เมื่อต้องออกไปข้างนอก เธอจึงมักจะสวมใส่ชุดคนท้อง เพื่อที่คนอื่นจะได้ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรืออย่างน้อยก็หลีกเลี่ยงการเฉียดกายเข้ามาใกล้
“สวย สวยกว่าที่ป้าซื้อมาให้อีกนะ แถมยังเป็ผ้าฝ้ายที่ดีที่สุดเลย เดี๋ยวหนูใส่ตัวนี้ให้ป้าดูหน่อยสิ” เย่ฟางกล่าว เธอเองซื้อผ้าโทเรมาให้ เพราะคิดว่าสาวๆ สมัยนี้นิยมผ้าชนิดนี้ และฮวาเจาที่มาจากชนบทคงจะหาซื้อผ้าโทเรได้ยาก จึงตั้งใจจะมอบให้เพื่อแสดงน้ำใจ ทว่าในฐานะแพทย์ เธอรู้ดีว่าผ้าฝ้ายนั้นเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
ฮวาเจาเข้าใจทันที 'ผู้หญิงไม่ว่าจะดูเ็าเพียงใด ก็ล้วนชื่นชอบเสื้อผ้าที่สวยงามกันทั้งนั้น รอให้หนูมีโอกาสซื้อผ้ามาได้เมื่อไร จะตัดชุดกระโปรงสวยๆ ให้ป้าสักตัว ให้ป้าได้ตื่นตาตื่นใจไปเลย'
ฮวาเจาใช้เวลาอาบน้ำชำระกายจนสดชื่น ก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำ สวมชุดกระโปรงสีครามเขียวที่เธอตัดเอง ปล่อยผมเปียหลวมๆ ลงมาข้างหน้าอก ปลายผมรวบผูกด้วยโบว์ผ้าสีเดียวกันกับชุด ซึ่งทำให้เธอดูสวยสง่า เย้ายวน และทันสมัยในคราวเดียวกัน แตกต่างจากภาพลักษณ์ 'สาวบ้านนอก' เมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
เย่ฟางถึงกับตะลึงตาค้าง 'ก็ว่าอยู่' เธอคิดในใจ 'ทำไมหลานชายตัวดีของฉันถึงได้ยอมแต่งงานกับคนที่แทบไม่เคยพบหน้า แถมยังไม่ห่วงชื่อเสียงถึงขนาดเข้าหอในวันแต่งงาน... ที่แท้ก็เพราะเจอของดีนี่เอง'
“มาทานข้าวเร็วเข้าลูก”
ขณะที่ฮวาเจากำลังอาบน้ำ เย่ฟางก็ได้จัดเตรียมอาหารกลางวันเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ทั้งเมนูปลา เนื้อสัตว์ และผักสดสีเขียว หลังทานอาหารเสร็จ ฮวาเจาก็อาสาช่วยล้างจาน เย่ฟางไม่ได้ปฏิเสธความปรารถนาดีนั้น เพราะถึงเวลาที่เธอจะต้องออกไปทำงานแล้ว เนื่องจากเธอต้องไปรับฮวาเจา เธอจึงได้ลาพักครึ่งวัน บ่ายนี้จึงต้องรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เพราะในฐานะแพทย์ เธอไม่อาจละทิ้งหน้าที่ได้
“หนูอยู่บ้านพักผ่อนนะจ๊ะ ถ้ามีคนมาเคาะประตูก็อย่าเปิดเลย ทำเป็ไม่ได้ยินไปเสีย” เย่ฟางกำชับ
ฮวาเจาถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ เธอเคยคิดว่าเย่ฟางเป็คนจริงจังและเข้มงวด แต่ที่ไหนได้ กลับเป็คนที่น่ารักและมีอารมณ์ขันจริงๆ
เมื่อเห็นฮวาเจาหัวเราะ เย่ฟางก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย ใบหน้าอ่อนเยาว์และรอยยิ้มของเด็กสาวตรงหน้าช่างน่ามอง ทำให้เธออารมณ์ดีอย่างประหลาด
“แล้วก็อย่าออกไปเดินเล่นที่ไหนล่ะ ถ้าหนูหายไป ป้าจ่ายค่าเสียหายให้ไม่ไหวแน่ หลานชายป้าคงฆ่าป้าแน่ๆ!” เย่ฟางหัวเราะอย่างร่าเริง ก่อนจะเสริมว่า “รอวันหยุดสุดสัปดาห์ ป้าจะพาหนูไปเดินเที่ยวให้หนำใจเลย”
“ค่ะป้า” ฮวาเจารับคำอย่างว่าง่าย
เย่ฟางยิ้มและเดินออกไป ทว่าในใจก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ที่เมื่อก่อนไม่ได้มีลูกสาวสักคน การมีลูกสาวมันดีแบบนี้นี่เอง สวยน่ารัก มองแล้วก็มีความสุข ไม่เหมือนลูกชายตัวดี ตอนเด็กก็กวนประสาท โตมาก็ปีกกล้าขาแข็ง หายหน้าหายตาไปเลย มีเหมือนไม่มี!
เมื่อเย่ฟางจากไป ฮวาเจาก็ทำตามคำแนะนำ ตรงไปยังห้องนอนเพื่อพักผ่อน ในที่สุดก็ได้มาอยู่ในที่ที่รู้สึกปลอดภัย ได้ชำระล้างร่างกายจนสดชื่น เธอปรารถนาจะหลับใหลอย่างเต็มอิ่ม
ทว่ายังไม่ทันจะเคลิ้มหลับ ประตูก็พลันดังขึ้น เธอแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินตามที่เย่ฟางบอก แต่คนด้านนอกกลับไม่ยอมแพ้ เคาะประตูไม่หยุดหย่อนจนผู้ที่อาศัยอยู่ชั้นบนชั้นล่างเริ่มส่งเสียงโวยวาย ฮวาเจาจึงจำต้องลุกขึ้น เธอพอจะคาดเดาได้ว่าใครคือผู้มาเยือน และก็เป็เช่นนั้นจริงๆ เมื่อประตูเปิดออก ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องนอกคือสตรีที่ชื่อจ้าวต้าหนี ซึ่งเคยโวยวายเมื่อครู่ และข้างกายหล่อนก็มีสตรีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ ฮวาเจารู้ได้ทันทีว่านั่นคือสวีเหมย
หล่อนอยู่ในวัยยี่สิบกว่าๆ ถักผมเปียสองข้าง ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย ใบหน้าสวยคมชัด แต่แววตากลับฉายความหม่นหมอง ท่าทางก็ดูแข็งกร้าว หล่อนกวาดสายตามองฮวาเจาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า แววตาหม่นหมองยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็มิตร
“เธอชื่ออะไร? มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้ว... ผู้หญิงบ้านนอกของเย่เซินคนนั้นอยู่ไหน?”
แม่ของหล่อนไปหาหล่อนที่ทำงาน เล่าว่าเย่ฟางพาผู้หญิงบ้านนอกที่แต่งกายซอมซ่อมาที่บ้าน แล้วบอกว่าเป็ภรรยาของเย่เซิน หล่อนจึงรีบรุดมาดู
ทว่าสตรีที่เปิดประตูให้กลับงดงามจนแสบตา 'นี่เป็ญาติคนไหนของบ้านเย่กันนะ?' หล่อนคิดในใจ
“ฉันนี่แหละค่ะ คือผู้หญิงบ้านนอกที่เย่เซินแต่งงานด้วย” ฮวาเจาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
สวีเหมยเบิกตากว้าง ใบหน้าที่เคยสวยงามพลันบิดเบี้ยวกลายเป็ความกราดเกรี้ยว
“เธอเหรอ? เธอชื่ออะไร? มาจากไหน? ฐานะทางสังคมเป็อย่างไร? ที่บ้านมีประวัติเกี่ยวข้องกับพวกชนชั้นต่ำหรือผู้ไม่หวังดีหรือเปล่า? แล้วแต่งงานกับเย่เซินเมื่อไหร่? ใครเป็คนอนุญาต? มีใบรับรองไหม?” 'เฮ้อ! ถามเหมือนกำลังสอบสวนประวัติส่วนตัวเลยนะ' ฮวาเจาคิดในใจ
“ฉันชื่อฮวาเจาค่ะ ส่วนคำถามอื่นๆ หล่อนไม่มีสิทธิที่จะถามฉัน และฉันก็ไม่มีหน้าที่ต้องตอบด้วย”
สวีเหมยขมวดคิ้วมุ่น เตรียมจะโต้เถียงกับฮวาเจา หวังจะใช้คารมคมคายข่มเธอให้จนมุม ทว่าหล่อนกลับประเมินความหน้าด้านของอีกฝ่ายต่ำเกินไป
“ฉันคือคู่หมั้นของเย่เซิน” สวีเหมยประกาศกร้าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาดผสมความมุ่งมั่น
“เฮ้ย! ยัยนี่มันพูดอะไรออกมาเนี่ย?”
“หน้าไม่อายจริงๆ!”
“อยากแต่งงานกับเย่เซินจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง!”
“ทำไมเมื่อก่อนไม่ทำ? ถ้าชอบเย่เซินขนาดนั้น ทำไมเมื่อก่อนถึงไปพัวพันอยู่กับเฝิงหลงล่ะ พอโดนเฝิงหลงทิ้งก็วิ่งกลับมาหาเย่เซินเนี่ยนะ!”
“คิดว่าบ้านตระกูลเย่เป็ของเล่นหรือไงกัน?”
“ชู่ว... หล่อนไม่ได้โง่นะ หล่อนกล้าไปอาละวาดกับเย่ฟางได้ยังไงกัน? นี่มันแค่่ที่เย่ฟางไม่อยู่ ถึงได้กล้ามาหาเื่ภรรยาของเย่เซินต่างหากล่ะ”
“เอ๊ะ! แต่ไม่ใช่ว่าภรรยาของเย่เซินเป็คนชนบทหรอกเหรอ?”
“ดูไม่เหมือนเลยนะ สวยกว่าคนในเมืองเสียอีก”
“ใช่แล้ว ยัยคนนี้แหละ ฉันเห็นเมื่อครู่แล้ว สวยจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเย่เซินถึงได้หลงรัก”
บทสนทนาของผู้คนเริ่มออกนอกประเด็นกันไปไกล แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้้ารุมสวีเหมยมากนัก เพราะเป็เพื่อนบ้านกันมาหลายสิบปี เห็นสวีเหมยเติบโตมากับตา แถมยังเคยโดนผู้ชายทิ้ง เคยแท้งลูก อีกทั้งยังหาคู่ยากอีกด้วย จึงรู้สึกสงสารหล่อนอยู่บ้าง ทว่าก็เพราะเหตุผลเหล่านี้แหละ ที่ทำให้พวกเขารู้สึกโกรธมาก! หากรู้จักเจียมตัว ก็ควรไปหลอกลวงคนอื่นที่ไหนก็ได้ ทำไมต้องกลับมารังแกเย่เซินด้วย! พวกเขาก็เห็นเด็กคนนั้นเติบโตมากับตาเช่นกัน! พวกเขาคิดว่าตัวเองได้แสดงความปรานีแล้ว ทว่าสวีเหมยกลับไม่คิดเช่นนั้น หล่อนจ้องมองคนรอบข้างด้วยสายตาอาฆาตแค้น
“พวกเธอจะมายุ่งอะไรด้วย! วันๆ เอาแต่พูดจาไร้สาระ ระวังตายไปแล้วจะตกนรกโดนตัดลิ้น!”
คำพูดนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก แถมยังเป็การโจมตีผู้คนโดยทั่วหน้า ความเห็นอกเห็นใจเล็กๆ น้อยๆ ที่คนรอบข้างมีให้ก็พลันมลายหายไปในพริบตา
“กระทืบยัยนั่นเลย! กล้าเชื่อเื่งมงาย!”
“แจ้งตำรวจเลย! แถมยังหนีงานอีก!”
“ไล่ออกไปเลย!”
เหล่าป้าๆ ร่างท้วมที่ลงมาจากชั้นบน ผลักสวีเหมยและจ้าวต้าหนีลงบันไดไปอย่างรวดเร็วในพริบตา
