แม้จะผ่านประสบการณ์ชีวิตในโลกคู่ขนานถึงสองครั้ง แต่เฉินเฟิงก็ยังไม่อาจเปิดใจยอมรับจ้าวฉินเสวียได้อย่างเต็มที่
ส่วนจ้าวฉินเสวียรีบเร่งก้าวเข้าหาเฉินเฟิงด้วยความร้อนรนทันทีที่ได้ยินคำพูดของเขา ด้วยความที่ไม่อยากละเลยหน้าที่แม้เพียงเสี้ยววินาที
ห้าเดือนที่ผ่านมา จ้าวฉินเสวียวางตัวต่ำต้อย ทำงานในวงการบันเทิงอย่างขยันขันแข็ง ยามว่างยังคอยดูแลเฉินเฟิงที่นอนหลับใหลไม่ได้สติ
แต่ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอทำเพื่อชดใช้สำหรับเื่ที่เธอนอกใจเขาในอดีต
บางครั้งาแจากความรักก็บาดลึกเกินกว่าจะเยียวยา
หลังจากนั้น เฉินเฟิงก็เริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดที่เขาได้ประสบพบเจอ ตลอดจนความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากวงการบันเทิงในโลกคู่ขนานให้จ้าวฉินเสวียฟังอย่างละเอียด
จ้าวฉินเสวียเองก็รู้สึกราวกับได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมายจากการพูดคุยกับเฉินเฟิง
ทั้งสองคุยกันเพลินจนลืมเื่ของเวลาไปโดยสิ้นเชิง
กระทั่งแสงไฟยามค่ำคืนเริ่มสว่างไสว
เป็ตอนนั้นเองที่เฉินเฟิงได้รับสายโทรศัพท์ผ่านมือถือเครื่องใหญ่ของเขา หลังจากพูดคุยกันเสร็จและวางสายแล้วเขาถึงได้รู้ว่า
ผู้เฒ่าหวังแห่งเฉียนต๋าผู้เป็พ่อบุญธรรมได้ยินข่าวว่าเขาตื่นแล้ว เขาจึงเชิญเฉินเฟิงและครอบครัวไปร่วมโต๊ะที่ร้านอาหารในย่านธุรกิจย่านใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ
ย่านธุรกิจใหม่นี้เกิดขึ้นบนพื้นที่ของอาคารร้างสร้างไม่เสร็จของปี้หลงเยี่ยนที่เฉินเฟิงเคยประมูลซื้อไว้
หลังจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็เวลากว่าห้าเดือน ย่านธุรกิจใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็ทางการภายใต้ความร่วมมือระหว่างเฉียนต๋าอสังหากรุ๊ปและบริษัทอสังหาฯ เฟิงฮวาเจว๋ต้าย
ด้วยความที่โครงการนี้ใช้พื้นที่ของอาคารเก่าร้างมาปรับปรุงใหม่ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการก่อสร้างมากพอพอสมควรเมื่อเทียบกับการสร้างอาคารขึ้นใหม่ั้แ่เริ่ม
ที่สำคัญกว่านั้น ใน่ห้าเดือนหลังจากที่เฉินเฟิงเข้าสู่นิทรา หอไข่มุกตะวันออกก็กลายมาเป็แลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ในโม๋ตู
ด้วยเหตุนี้ ย่านธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการแปลงโฉมอาคารร้างใกล้หอไข่มุกตะวันออกจึงมีมูลค่าทางการค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวะโ
สำหรับเฉียนต๋ากรุ๊ป ในฐานะผู้ซื้อสิทธิ์อาคารร้าง โครงการปรับปรุงอาคารร้างให้เป็ย่านธุรกิจใหม่ครั้งนี้ถือเป็การจับพลัดจับผลูร่วมกับเฉินเฟิงที่ช่วยให้พวกเขากลับมามีกำไรอีกครั้ง
ผู้เฒ่าหวังจึงรีบต่อสายหาเฉินเฟิงทันทีที่ได้ยินข่าวจากผู้เฒ่าถางแห่งถางกรุ๊ปว่าเฉินเฟิงตื่นแล้ว
เมื่อเฉินเฟิงเดินทางมาถึงย่านการค้าพร้อมด้วยสาวสวยทั้งสี่ อันได้แก่ หลิ่วอีอี จ้าวฉินเสวีย จางหลิงเจี๋ย และหลินชิวหยุน เขาถึงกับรู้สึกตกตะลึงต่อการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งตรงหน้า
นี่ใช่อาคารร้างหลังเดิมที่เคยเต็มไปด้วยวัชพืชรกร้างที่เขาได้พบเห็นเมื่อไม่นานมานี้จริงเหรอ?
แม้ว่าหลิ่วอีอีจะบริหารบริษัทอสังหาฯ เฟิงฮวาเจว๋ต้ายและมีส่วนร่วมในโครงการปรับปรุงอาคารร้างหลังนี้ แต่เธอก็เป็เพียงผู้วางแผนกลยุทธ์และควบคุมดูแลจากระยะไกลเท่านั้น
ในฐานะหญิงแกร่งผู้บริหารเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปทั้งหมดเพียงคนเดียว เธอมีงานล้นมือเกินกว่าจะลงมาดูแลหน้างานด้วยตนเอง
หลิ่วอีอีมองดูย่านการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยความรู้สึกตื้นตันใจจนยากจะบรรยาย
"คุณสามี นายมีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมมาก ตอนนั้นนายใช้เงินเพียงน้อยนิดประมูลซื้อสิทธิ์ในการพัฒนาอาคารร้างนี้มาได้
ถ้าพ่อลูกจากปี้หลงเยี่ยนกรุ๊ปคู่นั้นได้มาเห็นเองกับตา พวกเขาคงเสียดายจนน้ำตาตกในแน่ๆ"
เฉินเฟิงที่ได้ฟังคำพูดของหลิ่วอีอีกลับตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ต่อให้พ่อลูกสกุลหยางคู่นั้นรู้สึกเสียดายแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากสิทธิ์ในการพัฒนารวมถึงกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในพื้นที่แถบนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับปี้หลงเยี่ยนกรุ๊ปอีกต่อไปแล้ว
แต่เื่นี้คงยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อมั่นในการตัดสินใจของผมเกี่ยวกับอนาคตของเส้นทางธุรกิจมากขึ้น อีกทั้งอาจคิดว่าข้อตกลงการเดิมพันกับผมคุ้มค่าเกินกว่าราคาที่ต้องจ่ายไปเสียอีก”
จ้าวฉินเสวียพยักหน้ารับ เธอยังรู้สึกตามทันอยู่ ส่วนจางหลิงเจี๋ยกับหลินชิวหยุนนั้น เนื่องจากพวกเธอไม่ได้ติดต่อกับเฉินเฟิงเป็ระยะเวลานาน ความสัมพันธ์ที่มีจึงเริ่มห่างเหิน
อีกทั้งเฉินเฟิงเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรมากมายกับพวกเธอ มีเพียงความสัมพันธ์ทางกายเท่านั้น
ดังนั้น ทางฝั่งจางหลิงเจี๋ยกับหลินชิวหยุนจึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก เพียงแสดงท่าทีตื่นเต้นราวกับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ได้เห็นภาพย่านการค้าแห่งใหม่
เฉินเฟิงเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็พิเศษ
เพื่อนร่วมชั้นปีสองคนนี้คงได้รับประสบการณ์มากมายใน่ห้าเดือนที่ผ่านมา เฉกเช่นเดียวกับเว่ยจงเม้า พวกเธอคงมีความคิดริเริ่มอะไรสักอย่างเป็ของตัวเองบ้างไม่มากก็น้อย
ส่วนเฉินเฟิงก็ไม่ได้สนใจว่าพวกเธอจะอยู่หรือจะไป หากพวกเธอ้าอยู่ต่อเขาก็ยินดีต้อนรับ และถ้าหากพวกเธอปรารถนาจะแยกตัวออกไปตั้งบริษัทเองก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
