บทที่ 95 เรือนเดียวกัน
ทุกสิ่งเกิดขึ้นภายในหนึ่งห้วงลมหายใจเท่านั้น
เมื่อขึ้นคร่อมบนร่างเฉียนหลิงอู่ได้แล้ว ฉินชูถึงปล่อยมือออกจากแขนซ้ายของนาง และตีก้นนางหนึ่งที สองที...
ครั้นกำลังจะตีครั้งที่สาม ร่างของเขาก็ถูกพลังปราณของเฉียนหลิงอู่ตรึงไว้อีกครั้ง
เฉียนหลิงอู่ในสภาพไฟโทสะและพลังปราณพลันลุกโชนพลิกฉินชูให้ลงไปที่พื้นและเปลี่ยนเป็ฝ่ายขึ้นคร่อมแทน เสียบหอกปักพื้น มือทั้งสองข้างต่อยหน้าฉินชูไม่ยั้ง จนกระทั่งหมัดสุดท้าย ซัดเข้าที่จมูกของเขาจนแตก
“ไอ้สารเลว ไอ้ลามกตัณหากลับ” เฉียนหลิงอู่ลุกขึ้นและเตะฉินชูที่นั่งอยู่บนพื้นแรงๆ จากนั้นก็ผ่อนพลังปราณลงและหันหลังจากไปทันที
ฉินชูที่นั่งอยู่บนพื้นยื่นมือซ้ายของตัวเองออกมาดู “ฮ่าๆ ก้นขององค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์เฉียน นุ่ม...”
ยังพูดไม่ทันจบ เฉียนหลิงอู่ก็พุ่งเข้ามาซัดใส่หน้าอีกครั้ง
ฉินชูหุบยิ้มและลุกขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเอง
“ดีมาก นี่เป็การต่อสู้ที่ข้าตกเป็ฝ่ายถูกตีอยู่ฝ่ายเดียว ทำอะไรกลับไม่ได้ พวกเราจะไม่สู้ต่อ เื่ที่ข้าควรบอกเ้าก็บอกไปหมดแล้ว ซ้ำยังแสดงให้เ้าดูอีก เื่ทั้งหมดก็จบเพียงเท่านี้ ที่เหลือ เ้าก็จงทำตามสัญญาที่ให้ไว้ด้วย” ฉินชูพูดกับเฉียนหลิงอู่
“ไม่ได้ ข้ายังอยากเห็นมากกว่านี้” เฉียนหลิงอู่พูดขึ้น
“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ควรทำพอประมาณ อย่าโลภมาก อีกอย่างเ้าอย่าเอาเปรียบกันมากเกินไป สู้กันไป สุดท้ายข้าก็ถูกอัดทุกครั้ง มีเพียงคนโง่เท่านั้นถึงจะเล่นกับเ้า” ฉินชูเดินไปอีกด้านหนึ่ง เขาไม่คิดจะสนใจเฉียนหลิงอู่อีกต่อไป เอาแต่ใจชะมัด
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของฉินชู ใบหน้าของเฉียนหลิงอู่ก็เต็มไปด้วยความโกรธ “เวลาหญิงชายสู้กัน ควรโจมตีก้นของฝ่ายหญิงกระนั้นหรือ เ้าเข้าใจคำว่ามารยาทหรือไม่”
“หญิงชายสู้กัน สามารถแทงอาวุธที่คอที่หน้าอกได้ แต่ข้าทำได้หรือไม่ อีกอย่างข้าต่อยหน้าเ้าไม่ได้ แล้วเ้าจะให้ข้าโจมตีที่ไหน เอาล่ะ พอได้แล้ว เ้าไม่ต้องพูดเื่พวกนี้กับข้าแล้ว เ้าต่างหากที่เป็ฝ่ายไม่มีมารยาท ไม่เคารพกฎกติกา เอาแต่ใช้พลังปราณกดดันคู่ต่อสู้ ข้าขอดูถูกเ้าและจะไม่สู้กับเ้าอีก” ฉินชูมองเหยียดเฉียนหลิงอู่ก่อนพูดขึ้น ในความเป็จริง แม้เขาจะถูกต่อย แต่ก็ไม่ได้โกรธ เขาได้ลวนลามตีก้นเฉียนหลิงอู่ไปแล้ว มีผู้ชายที่ไหนไม่กระชุ่มกระชวยบ้าง
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ไม่พูดคุยกันและเริ่มทำาเย็นใส่กัน
เฉียนหลิงอู่ไม่พูดอะไร เพราะคิดว่าสิ่งที่ฉินชูพูดก็มีเหตุผล ตอนฉินชูสู้กับตัวเอง เขาไม่สามารถลงมือเสียบคอแทงอกได้ ดังนั้นก้นของนางจึงเป็หนึ่งในเป้าเล่นงาน แต่ที่นางโกรธก็คือท่าทางหื่นกามของเขา มันเป็การหยามเกียรติศักดิ์ศรีผู้หญิง
ฉินชูรู้สึกน้อยใจ เพราะเฉียนหลิงอู่เอะอะก็ใช้พลังปราณตรึงการเคลื่อนไหวเขา ทำให้เขาตกเป็ฝ่ายถูกอัดทุกครั้ง
ทั้งสองทำาเย็นไปจนถึงตอนเที่ยง เอ้อพั่งนำกับข้าวมาส่ง แต่มีแค่ของฉินชู
ขณะฉินชูกำลังจะกินข้าว เฉียนหลิงอู่ก็เดินมานั่งลงด้านหน้าฉินชู จากนั้นก็หยิบตะเกียบที่มีอยู่คู่เดียวคีบอาหารกินหน้าตาเฉย
ฉินชูทำได้แค่ไปหักกิ่งไม้บนต้นไม้มาและคีบกิน
“ฉินชู เ้าต้องรู้สึกเคารพผู้อื่นบ้าง เ้าทำแบบนั้นกับข้า มันไม่เหมาะสม” หลังจากกินข้าวเสร็จ เฉียนหลิงอู่ก็เป็ฝ่ายพูดกับฉินชู นางคิดว่าเขายังเด็ก บางทีก็ไม่เข้าใจมารยาททางสังคม ดังนั้นจึงไม่ควรถือสาเขามากนัก
“องค์หญิงผู้ยิ่งใหญ่ปล่อยข้าไปไม่ได้หรือ” ฉินชูเริ่มหงุดหงิด เฉียนหลิงอู่ไม่ยอมเขาไปไหนเลย เอาแต่รังควานเขาอยู่ที่นี่ตลอด เขาอึดอัดเสียเต็มประดา
เฉียนหลิงอู่ส่ายหน้า “ข้าอยากพัฒนาตัวเอง ข้า้าเข้าใจวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง ดังนั้นยัง้าการช่วยเหลือจากเ้า ข้าจะไม่สร้างความลำบากใจให้เ้า อ่ะ อันนี้ให้เ้า ถือว่าเป็การชดใช้”
พูดจบ เฉียนหลิงอู่ก็ยื่นหินผลึกแวววาวให้ฉินชูสองก้อน
มันคือหินิญญา ครั้งที่แล้วซั่งซูอวี๋เคยใช้มัน
“แล้วเื่การต่อสู้เรียนรู้กันจะว่ายังไง” ฉินชูถามเฉียนหลิงอู่ เพราะเขาไม่อยากสู้ในการต่อสู้ที่ตัวเองตกเป็ฝ่ายถูกเอาเปรียบ
“หินิญญาล้ำค่าหายากมาก ใช้ตอนใกล้จะทะลวงตบะ ส่วนเื่การต่อสู้ พวกเราสามารถเริ่มได้ทุกเมื่อ แต่เ้า...เ้าก็อย่าทำตัวเกินไป” เฉียนหลิงอู่ลังเลสักพักก่อนพูดขึ้น
“งั้นเ้าเลิกใช้พลังปราณตรึงการเคลื่อนไหวข้าได้หรือไม่ ทำแบบนี้หมายความว่าหากเ้ามีตบะระดับเดียวกับข้า เ้าก็สู้ข้าไม่ได้” ฉินชูพูดขึ้น
เฉียนหลิงอู่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนพยักหน้า
ต่อมาอีกสองวัน ฉินชูกับเฉียนหลิงอู่ก็เข้ากันได้มากขึ้น พอการต่อสู้ดำเนินไปถึงจุดจุดหนึ่งก็หยุดลง ฉินชูไม่ลวนลามเฉียนหลิงอู่ เฉียนหลิงอู่ก็ไม่ใช้พลังปราณเล่นงานเขา
ตกดึก เฉียนหลิงอู่อยู่ภายในกระท่อมไม้ ฉินชูอยู่ด้านนอก ทั้งสองเข้าฌานโดยมีเพียงผนังไม้กั้นเอาไว้
เหมือนจะเข้าขากันได้ แต่เื่บางเื่ก็อยู่เหนือการควบคุม
วันนี้หลังจากกินข้าวเสร็จ เฉียนหลิงอู่เข้ากระท่อมไม้ไปเข้าฌานได้ไม่นาน อยู่ๆ ฝนก็สาดเทลงมา ฉินชูที่เข้าฌานอยู่ด้านนอกทำได้แค่เข้ามาหลบใต้ชายคากระท่อม
ฝนโหมกระหน่ำหอบลมสารทฤดูมาด้วย มันช่างหนาวเย็นจับใจ อีกทั้งฉินชูสวมใส่เสื้อผ้าค่อนข้างบาง
“เ้าเข้ามาเถอะ” เสียงของเฉียนหลิงอู่ดังมาจากด้านในกระท่อม
ฉินชูเปิดประตูเข้าไป จากนั้นก็จุดเทียนภายในกระท่อมและเอาเบาะอาสนะออกมานั่งเข้าฌาน ส่วนเฉียนหลิงอู่ก็นั่งเข้าฌานอยู่บนเตียงของเขา
ผ่านไปสักพัก ฉินชูก็อยากสบถด่าฝนฟ้าที่ยังคงตกหนัก น้ำไหลมาตามหลังคา หยดลงพื้นจนชุ่มแฉะไปหมด ทำเอาเบาะอาสนะของเขาเริ่มเปียก
ฉินชูลุกขึ้นพรวด เดินไปที่ประตู เขานั่งที่พื้นเข้าฌานต่อไม่ได้ ทำได้แค่รอฝนหยุดตกอยู่เงียบๆ หรือไม่ก็ต้องรอจนถึงวันพรุ่งนี้
“เ้า...เ้ามานั่งเข้าฌานที่ปลายเตียงก็ได้” เมื่อเห็นฉินชูเอาแต่ยืนรอฝนหยุดตกอยู่ที่หน้าประตู เฉียนหลิงอู่ก็เอ่ยปากชวน แม้จะไม่ค่อยอยากให้เป็เช่นนี้ แต่นางก็ไม่ใช่คนไร้ความรู้สึกขนาดนั้น นางรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในฐานะศิษย์รับใช้สำหรับฉินชูคงไม่ใช่เื่ง่าย เหล่าตระกูลเชื้อพระวงศ์ มีใครบ้างที่ไม่กินดีอยู่ดี แต่ฉินชูกลับต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง เื่นี้ชวนให้นางรู้สึกประทับใจไม่น้อย
“ช่างเถอะ ข้ายืนสักพักก็ได้ ขอแค่ไม่เปียกก็พอ” ฉินชูหันกลับไปส่ายหน้าให้เฉียนหลิงอู่ อยู่ใกล้นาง มีหวังถูกเตะถูกต่อยอีก
“ทำตัวเชื่อฟังไม่เป็หรือไง ข้าไม่กินเ้าหรอก” เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของฉินชู เฉียนหลิงอู่ก็ยิ้มออกมา สงสัยคงทำให้เขากลัว
ลังเลอยู่สักพักหนึ่ง ในที่สุด ฉินชูก็เดินมานั่งที่ปลายเตียง กวาดมองเฉียนหลิงอู่แวบหนึ่ง ฉินชูคิดว่าตอนที่นางไม่โมโห นางดูงดงามยิ่งนัก เมื่อได้เห็นจากระยะใกล้ๆ ก็ยิ่งงดงาม
“ไหนลองเล่ามาสิ ทั้งที่มีเืศักดิ์สิทธิ์สถิตร่าง ทำไมต้องออกมาใช้ชีวิตลำบากแบบนี้” อยู่ๆ เฉียนหลิงอู่ก็ถามคำถามที่ไม่เข้าหูออกมา
