ใบหน้าคมเข้มของชายวัยกลางคน เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและร่องรอยของการคร่ำเคร่งอยู่กับกิจกาม เสื้อคลุมบนกายมีกลิ่นหอมของชาดจากสตรีลอยออกมาอ่อนๆ
เสิ่นเล่อเหยียนได้ยินเสียงจากด้านนอง หญิงสาวเพียงแง้มม่านรถม้าออกเล็กน้อย แววตาของนางสบเข้ากับบิดาเพียงชั่วขณะ ก่อนนางจะลดม่านลงโดยไม่เอ่ยสิ่งใด รถม้าของทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ทิ้งไว้เพียงสีหน้าเ็าและดูห่างเหิน จากคนที่เคยถูกครอบครัวทอดทิ้งมานาน
เมื่อท่านโหวเสิ่นก้าวเข้าสู่เรือนใหญ่ พ่อบ้านรีบเข้ามารายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เขาไม่อยู่ทันที ทั้งเื่พิธีขับไล่สิ่งอัปมงคล ที่ฮูหยินใหญ่เชิญนักพรตมา ทั้งเหตุการณ์ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
รวมถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองในยามนี้ ทว่าชายผู้นั้นกลับไม่แสดงสีหน้าอื่นใด ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ
พ่อบ้านชราที่รับใช้จวนเสิ่นผิงโหวั้แ่รุ่นท่านโหวผู้เฒ่า ส่ายหน้าให้กับความไม่เอาไหนของทายาทที่นายของตนเหลือทิ้งไว้ สายตาที่เริ่มฝ้าฟางแหงนมองฟ้า หากนายท่านของตนไม่อายุสั้น บุตรชายผู้นี้ของท่านจะเป็เช่นทุกวันนี้หรือไม่
“นายท่าน จวนโหวที่ท่านใช้ชีวิตและเืเนื้อแลกมา ดูเหมือนจะจบลงในอีกไม่ช้า บ่าวชราที่ไร้ความสามารถผู้นี้ คงไม่มีหน้าไปพบท่านที่ปรโลกแล้ว” พ่อบ้านผมขาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปทำหน้าที่ของตน
ภายในห้องพักส่วนตัว เสิ่นผิงโหวเปลี่ยนชุดเดิมของตนออกจากนั้นจึงสวมชุดที่ข้ารับใช้เตรียมเอาไว้ให้ ก่อนจะออกจากเรือนอีกครั้งโดยไม่เอ่ยคำใด ทิ้งให้พ่อบ้านและบ่าวไพร่ยืนมองตามด้วยสีหน้าว่างเปล่า
เมื่อรถม้าของเสิ่นเล่อเหยียนและเสิ่นซีหยางหยุดลงที่หน้าประตูศาลต้าหลี่ เ้าหน้าที่เวรยามที่เห็นสัญลักษณ์จวนโหว พวกเขาก็รีบเข้ามาต้อนรับ และทั้งสองได้ถูกเชิญเข้าไปยังเรือนรับรองด้านใน
ภายในห้องรับรองของศาลต้าหลี่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย กลิ่นชาอ่อนๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เสิ่นเล่อเหยียนนั่งเงียบๆ พร้อมจิบชา ส่วนเสิ่นซีหยางเดินดูรอบๆ ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เพราะที่นี่ไม่อะไรให้ทำนอกจากนั่งมองหน้ากันเอง
“เรามาที่นี่ทำไมหรือ หรือว่าเ้าคิดถึงพี่ใหญ่”
ชายหนุ่มเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบ ถ้าหากไม่ใช่ว่า้าตามเสิ่นเล่อเหยียน เขาไม่มีทางมาเหยียบที่นี่แน่
“เปล่า ข้ามาเพราะเื่หมู่บ้านของข้า” หญิงสาวตอบเรียบๆ
“อ่อ...” แล้วความเงียบงันก็เข้ามาปกคลุมอีกครั้ง
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงฝีเท้าหนักแน่นพลันดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ก่อนที่มู่ลี่ประตูจะถูกเปิดออกอย่างเบามือ เสิ่นลู่เสวียนในชุดขุนนางของศาลต้าหลี่ ก้าวเข้ามาด้านใน ใบหน้าคมเข้มดูสงบแต่แฝงความเฉียบคมในแววตา
บรรยากาศภายในห้องรับรองพลันเปลี่ยนไปทันที สองสายตามองไปยังผู้มาใหม่ เสิ่นเล่อเหยียนวางถ้วยชาลงอย่างแ่เบา
“ข้ามาหาท่าน” หญิงสาวลุกขึ้นยืนเพื่อต้อมรับพี่ชายคนโต
“มีเื่อันใดหรือ หรือว่าเกิดเื่อะไรขึ้นอีกแล้ว” มารดาของตนคงก่อเื่ระหว่างที่ตนไม่อยู่ที่จวน ชายหนุ่มคิดในใจอย่างเบื่อหน่าย
“เปล่า ที่ข้ามาหาท่านเพราะ้าถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับ...การสังหารหมู่ที่หมู่บ้านสกุลจาง”
“อ่อ...เื่นั้น...”
ชายหนุ่มมีท่าทีอึกอักทันที เพราะหลังจากคนของศาลต้าหลี่ที่ถูกส่งไปตรวจดู ก็ไม่พบอะไรที่เป็หลักฐานเป็ชิ้นเป็อัน ส่วนศพก็จำต้องฝังในหมู่บ้านไปก่อน เพราะเก็บเอาไว้นานไม่ได้
“ทำไมหรือ ตัวข้าเองก็เป็คนในหมู่บ้านอีกทั้งยังเป็พยานที่มีชีวิตรอด ข้ามาที่นี่มิใช่เื่นั้นเพียงอย่างเดียว ท่านหาเขาพบหรือไม่ ชายหนุ่มที่หายตัวไป”
เสิ่นลู่เสวียนส่ายหน้า เป็เื่ยากที่จะตามหาชายหนุ่มที่ความจำเสื่อม แถมยังไม่รู้ที่มาที่ไปของเขา
“พี่อยากให้น้องเผื่อใจเอาไว้บ้าง ถึงแม้เราจะยังหาศพของเขาไม่พบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า...เขาจะยังมีชีวิตอยู่”
หญิงสาวถอนหายใจพร้อมกับพยักหน้า ตัวนางเองทำใจเกี่ยวกับเื่นี้มาสักพักแล้วเช่นกัน
“ข้ารู้...แล้วเื่ฆาตกร ท่านทราบเบาะแสอะไรหรือไม่”
“ก็พอมีบ้าง ดูเหมือนจะไม่ใช่โจรูเาแน่นอน การทำงานมีระบบแบบแผน แม้จะเป็การสังหารหมู่แต่ทุกคนล้วนถูกฆ่าในดาบเดียว ทางเราเดาว่า...อาจเป็คนจากองค์กรลับที่ไหนสักแห่ง ถูกจ้างวานให้มาทำงานนี้โดยเฉพาะ” ร่างบางขมวดคิ้วมุ่นหลังได้ฟังเื่ราว
“จะเป็ไปได้อย่างไร เราไม่ใช่ขุนนางหรือผู้มีอำนาจ เราแค่ทำนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ จะไปมีเื่บาดหมางกับใครได้”
“เช่นนั้นก็มีอย่างเดียว น้องอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านสกุลจางสิบปี แต่ไม่เคยเกิดเื่อะไรขึ้นเลย กลับกัน ตงหยาง...บุรุษที่น้องช่วยชีวิต อาจเป็เป้าหมายของคนกลุ่มนั้น หากเขายังไม่ถูกฆ่า นั้นก็หมายความว่าเขาอาจถูกจับตัวไปแล้ว”
บรรยากาศการพูดคุยระหว่างพี่น้องตระกูลเสิ่นในยามนั้น เต็มไปด้วยความตึงเครียด กระทั่งเสียงรายงานจากด้านนอกดังขึ้น
“รองหัวหน้า ท่านอ๋องแปดมาที่นี่ขอรับ” ชายร่างสูงโปร่งอายุราวยี่สิบ ก้าวเข้ามารายงานต่อชายหนุ่มด้วยสีหน้าตึงเครียด
“เขามาทำอะไรที่นี่”
เสิ่นลู่เสวียนแสดงสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาทันที อย่างที่ไม่เคยได้เห็นบ่อยนัก เสิ่นเล่อเหยียนมองเสิ่นซีหยางที่นั่งเงียบๆ รอฟังเื่ราวอยู่ด้านข้าง หวังจะถามชายหนุ่มว่าอ๋องแปดเป็ใคร
“ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน รองหัวหน้าออกไปพบก่อนดีหรือไม่”
“ได้” ร่างสูงรับคำ ก่อนจะหันมาทางน้องทั้งสองของตน
“พวกเ้าสองคนกลับไปก่อน...” เสิ่นลู่เสวียนเอ่ยยังไม่ทันจบ ร่างสูงในอาภรณ์สีทมิฬก็ก้าวเข้ามาภายในห้องรับรองอย่างถือวิสาสะ เหล่าผู้ใต้บัญชาที่เคยเห็นฤทธิ์เดชของชายหนุ่มทั้งสอง ต่างกลั้นใจไปตามๆ กัน และหวังว่าพวกเขาจะไม่ทะเลาะกันอีก
“ท่านผู้ตรวจการ มิทราบว่ามาที่ศาลต้าหลี่ของข้าด้วยธุระอันใด” ร่างสูงเอ่ยถามอย่างเ็า พร้อมกับเคลื่อนกายมาบังเสิ่นเล่อ เหยียนเอาไว้ เพราะั้แ่ก้าวเข้ามาภายในห้อง สายตาคมกริบก็ตกอยู่ที่หญิงสาวเพียงผู้เดียว
“ข้าคือผู้ตรวจการที่ฝ่าาแต่งตั้ง จะไปที่หน่วยงานไหน ต้องแจ้งรองหัวหน้าเสิ่นก่อนหรือ”
น้ำเสียงยียวนนั้น ทำร่างสูงกำหมัดแน่น เขาอย่ากจะต่อยปากที่ชอบพูดแต่เื่น่าโมโหนั่นให้เืกบปาก หากแต่ชายหนุ่มยังมีน้องทั้งสองอยู่เื้ั ไม่อาจแสดงกิริยาที่ไม่น่าเคารพของพี่ชายออกไปได้
“สรุปว่าท่านอ๋องมาที่นี่ทำไม”
“ข้าก็แค่...ได้ยินมาว่าเกิดคดีใหญ่ขึ้นที่อำเภอเฟิงหลิน ก็เลยแวะมาดูว่า ท่านรองหัวหน้าเสิ่นที่มีความสามารถปิดได้ทุกคดี มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว” ชายหนุ่มผู้มาใหม่พูดกับคนตรงหน้า ทว่ากลับโน้มกายไปด้านข้าง หวังจะได้มองหน้าสตรีน้อยหนึ่งเดียวในห้องนั้น
“เฮ่อ!...อันที่จริงข้าลำบากนะเนี่ย งานก็เยอะด้วย หากไม่ใช่ว่าฝ่าาทรง้าทราบผลในเร็ววัน ข้าคงไม่มาที่...ซ่อมซ่อเช่นนี้ด้วยตนเอง”
“เ้า!” ร่างสูงชี้หน้าชายหนุ่มที่เอ่ยดูแคลนศาลต้าหลี่
“รองหัวน้า!...” ลูกน้องของเสิ่นลู่เสวียนพยักเพยิดไปทางด้านหลัง ชายหนุ่มมองตามสายตา พบว่าน้องสาวกำลังมองมาที่ตนด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
“อะแฮ่ม...เช่นนั้นท่านตามข้าไปที่ห้องตรวจสอบเอกสารเถอะ ข้าจะให้ท่านอ่านรายงานจนอ้วกแตกไปเลย” ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหม่า หลังสบตาน้องสาวของตน
อวิ๋นโม่เฟย หรือรุ่ยอ๋อง ที่ใครๆ ต่างเรียขานชายหนุ่มว่าท่านอ๋องแปด น้องชายคนเล็กของฮ่องเต้ที่อายุห่างกันเกือบยี่สิบปี และเกิดจากพระมารดาคนเดียวกัน
ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็ผู้ตรวจการแผ่นดิน สามารถตรวจสอบทุกหน่วยงานได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว
อายุยี่สิบสองปี มากกว่าเสิ่นลู่เสวียนหนึ่งปี ทว่า...ไม่ว่าจะทางบุ๋นหรือบู๊ ทั้งสองก็มีอาจารย์คนเดียวกัน แต่กลับไม่ถูกกันั้แ่เด็ก และชายหนุ่มสองคนไม่ต่างจากน้ำมันกับไฟ เมื่ออยู่ด้วยกันมักเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น
คนหนึ่งเคร่งขรึม จริงจับกับทุกเื่ มีความสามารถโดเด่นเป็ที่ประจักษ์ ส่วนอีกคนดูเหมือนจะไม่เอาไหน เห็นทุกอย่างเป็เื่ล้อเล่น ทว่าเมื่อยามถูกทดสอบทั้งสองกลับไม่มีใครด้อยไปกว่าใครเลย
ในเมืองหลวง ทุกคนต่างเรียกสองคนนี้ว่าหยินหยางที่มีนิสัยต่างขั้ว แต่คนที่รู้จักเสิ่นลู่เสวียนดีที่สุดก็คือ อวิ๋นโม่เฟยผู้นี้ และเขายังรู้ว่าชายหนุ่มนั้นหลงน้องยิ่งกว่าใครๆ เพียงแต่ไม่แสดงออกให้ใครเห็นง่ายๆ เท่านั้น
