บทที่ 130 ยืมเอกสาร
สัญญาเขียนโดยยุวปัญญาชนคนหนึ่งที่ทุกคนเลือกมา มีทั้งลายเซ็นของยุวปัญญาชนทุกคน รวมถึงเลขาและหัวหน้ากองงานด้วย
ไม่นาน คนทั้งหมู่บ้านผานสือก็รู้เื่เดิมพันของอันฉินกับสวี่จือจือ และรู้ว่าพวกเธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“งั้นต่อไปก็จะกลายเป็บัณฑิตหญิงแล้วสิ?” คุณยายในหมู่บ้านหรี่ตามองแล้วพูด
เด็กผู้หญิงจะสอบเป็บัณฑิตได้ด้วยเหรอ?
“บัณฑิตอะไรกัน” มีเด็กหนุ่มยิ้มแล้วอธิบาย “นั่นคือนักศึกษามหาวิทยาลัย ตอนนี้ฟื้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ใครก็สอบได้”
แค่ไม่ใช่ว่าใครสอบก็ติด
“ใครก็สอบได้ แต่ไม่ใช่ว่าใครก็สอบติด” ลู่ฉางเซิงพูด “แต่พี่สะใภ้ผมไม่มีปัญหาแน่นอน”
“โกวต้าน แกมั่นใจยังไงว่าภรรยาจิ่งซานสอบติด?” มีคนยิ้มถาม “ได้ยินว่าเมียเขาเรียนไม่จบประถมด้วยซ้ำ”
“ไม่จบแล้วยังไง?” ลู่ฉางเซิงพูด “พี่จิ่งซานเก่งขนาดนั้น ผมได้ยินว่าพี่สะใภ้แต่งงานกับเขาแล้วอ่านหนังสือทุกวัน ฝึกเขียนตัวอักษรทุกวัน”
“ตัวหนังสือที่เขียนน่ะ” ลู่ฉางเซิงพูดอย่างอิจฉา “เขียนดีกว่าบัณฑิตเก่าในหมู่บ้านเราอีก”
“โม้ไปเถอะ” บางคนไม่เชื่อ “บัณฑิตเก่าเขียนพู่กันนะ จะเทียบกันได้เหรอ?”
“ปากกาน้ำมันยังเขียนดีกว่าผม” บัณฑิตเก่าเบ้ปากพูด “เด็กผู้หญิงคนนั้นเขียนตัวอักษรมีพร์อยู่นะ แต่เสียดาย”
ถ้ายอมเรียนกับเขา ตัวอักษรพู่กันคงเขียนได้ดีแน่
แต่คนเขาจิตใจไม่อยู่ที่ตรงนี้
คำวิจารณ์ในหมู่บ้านไม่กระทบสวี่จือจือเลย ่นี้เธอติดใจองุ่นในลานบ้าน
“ยังไม่สุกเลย เธอมองอยู่ใต้เถาทั้งวัน คอไม่เมื่อยเหรอ?” ลู่ซือหยวนรำคาญพูด
“ไม่เมื่อยค่ะ” สวี่จือจือพูด “ฉันไม่รีบกินตอนนี้หน่อย พอหลังจากนี้พวกเราไปเมืองหลวง องุ่นจะไม่ถูกพี่ยึดไปคนเดียวเหรอ?”
ลู่ซือหยวนโมโหอยากตีอีกฝ่าย
“ฉันไม่ตะกละเหมือนเธอ” เธอรำคาญพูด “ทำไมยังไม่ไปอ่านหนังสือ? รู้ไหมว่าข้างนอกเขาพูดถึงเธอยังไง?”
“เขาจะพูดยังไงก็พูดไป ปากเขา ฉันจะไปปิดปากเขาได้เหรอคะ?” สวี่จือจือพูดจบก็ยิ้ม “นี่มีตั้งหลายลูกแน่ะ”
ไม่รอลู่ซือหยวนพูด เธอก็ะโอย่างดีใจ “คุณย่า มากินองุ่นกันค่ะ”
ลู่ซือหยวนมองดู อีกฝ่ายหาองุ่นใสแจ๋วมาได้ชามหนึ่ง
“คุณย่า” พอไม่มีคน ลู่ซือหยวนที่เป็กังวลก็คุยกับหญิงชรา “ย่าคิดว่าเธอคิดอะไรอยู่คะ?”
ตอนนี้ฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ยุวปัญญาชนที่แต่งงานในหมู่บ้านเริ่มมีความหวัง
หลายบ้านทะเลาะกันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย กลัวเมียยุวปัญญาชนสอบติดแล้วหนีไป
รวมไปถึงโจวเป่าเฉิงกับเหอเสวี่ยฉินด้วย
โจวเป่าเฉิงเป็คนแบบนั้น ถึงหลังจากนั้นจะเข้าหอกับอันฉินแบบมึนงง แต่ทุกครั้งก็ไม่นาน จนอันฉินเริ่มสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นเมืองหลวงและมหาวิทยาลัยมีผู้ชายดีๆ มากมาย
อันฉินเป็คนยังไง?
ถ้าไม่เห็นเงื่อนไขของโจวเป่าเฉิงและตระกูลลู่ เธอจะแต่งงานกับโจวเป่าเฉิงเหรอ?
เพราะอย่างนั้นห้ามให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยเด็ดขาด
อันฉินคงรู้ว่าเหอเสวี่ยฉินจะคัดค้าน เลยเดิมพันกับสวี่จือจือต่อหน้าคนเยอะๆ
มีเดิมพัน เธอก็ต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่อย่างนั้นต้องยกหน้าร้านให้สวี่จือจือ
เหอเสวี่ยฉินเกลียดสวี่จือจือขนาดนั้น จะยอมให้อีกฝ่ายได้เปรียบเหรอ?
เพราะอย่างนั้น ตอนนี้เหอเสวี่ยฉินจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากและตัดสินใจไม่ได้
ยอม? สะใภ้อาจบินหนี
ไม่ยอม? หน้าร้านต้องยกให้คนอื่น
“เป่าเฉิง” อันฉินร้องห่มร้องไห้พูดกับโจวเป่าเฉิง “นายดีกับฉันขนาดนี้ ฉันเป็คนที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีงั้นเหรอ?”
คืนนั้นอันฉินใช้ทุกวิถีทางจนโจวเป่าเฉิงยอมพยักหน้า
เขายอม เหอเสวี่ยฉินคัดค้านก็ไม่มีผล
อันฉินเคยเรียนเก่ง คราวนี้เพราะคาดหวังกับสวี่จือจือ โจวเป่าเฉิงให้โจวต้าไห่หาเอกสารมาให้ เธอเริ่มทบทวนทั้งวันทั้งคืน
ยุวปัญญาชนในศูนย์พักรู้ว่าเธอมีเอกสารทบทวน อยากจะยืม แต่ถูกอันฉินปฏิเสธว่าเธอยังต้องใช้
หลายคนโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้
ของเป็ของคนอื่น ยืมคือน้ำใจ ไม่ยืมคือสิทธิ์ พูดอะไรไม่ได้
แต่ทุกคนมาจากเมืองหลวง ฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็ทางเดียวที่หลายคนจะกลับเมืองหลวงได้ โดยเฉพาะคนที่ลงชนบทสิบกว่าปี ไม่มีเส้นสายพากลับ
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือทางออกเดียวของเขา แต่ไม่มีหนังสือและเอกสาร แล้วจะทบทวนยังไง?
“พวกเราไม่ได้จะเอาไป หนังสือที่เธอยังไม่อ่านชั่วคราว พวกเราขอคัดลอกอยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอ?” เด็กสาวคนหนึ่งร้องห่มร้องไห้พูด
“หนังสือพวกนี้มีค่า ถ้าทำเสียหายจะแย่” อันฉินพูด
ทุกคนเห็นเธอแบบนี้ จะพูดอะไรต่อไม่ได้
“ว่าแต่” อันฉินพูดต่อ “ฉันได้ยินว่าบ้านสวี่จือจือมีเอกสารและหนังสือเยอะ ลองไปยืมหล่อนดูสิ ยังไงหล่อนก็สอบไม่ติดอยู่แล้ว หนังสือเยอะๆ ไม่มีประโยชน์กับหล่อนหรอก”
เฮอะ หนังสือเธอเป็สมบัติ หนังสือคนอื่นไร้ค่าเหรอ?
เหล่ายุวปัญญาชนจนถึงตอนนี้ได้เห็นธาตุแท้อันฉินอย่างชัดเจน
“ถ้าพี่ย่วนย่วนอยู่ที่นี่คงไม่ยอมให้เธอกร่างแบบนี้” เกาจิงจิงตาแดงก่ำ
ฟางย่วนย่วนกลับเมืองไปั้แ่ปีที่แล้ว ก่อนกลับไปยังตั้งใจไปหาสวี่จือจือ ให้ที่อยู่ในเมืองหลวงอีกฝ่าย บอกให้ไปหาถึงเมืองหลวง
เหล่ายุวปัญญาชนได้ยินก็ถอนหายใจ
ตอนนี้พูดไปจะมีประโยชน์อะไร? ที่สำคัญคือต้องมีหนังสือ ไม่มีหนังสือจะทบทวนยังไง?
“หรือพวกเราต้องอยู่ที่นี่ไปทั้งชีวิต?” เด็กสาวขี้กลัวร้องไห้ออกมา
“ไปหาสวี่จือจือ” บางคนพูด “ยืมหนังสือเธอ”
“แต่อันฉินยังไม่ให้พวกเรายืม คนเขาจะให้พวกเรายืมทำไม?” เกาจิงจิงพูด
สมัยก่อนอันฉินกับสวี่จือจือขัดแย้งกันบ่อย แต่พวกเขาไม่สนถูกผิด เพราะอันฉินเป็ยุวปัญญาชน ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าข้างอันฉิน
ตอนนี้จะไปขอให้สวี่จือจือช่วยเหรอ?
เฮอะๆ อาศัยอะไรล่ะ?
คนเขาก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน เอกสารและหนังสือไม่สำคัญเหรอ?
เหล่ายุวปัญญาชนก้มหน้าลง
ผู้ชายบางคนแอบปาดน้ำตาเงียบๆ
ไม่มีหนังสือแล้วจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไง?
ตอนนั้นเอง ประตูบ้านตระกูลลู่เปิดออก เด็กสาวคนหนึ่งเดินออกมา เธอเห็นยุวปัญญาชนที่ท้อแท้ก็อึ้ง แล้วยิ้มกวักมือเรียกเกาจิงจิง “จิงจิง มานี่สิ”
เป็สวี่จือจือ
“เอกสารและหนังสือพวกนี้พวกเราใช้ทบทวนแล้ว” สวี่จือจือพูด “เธอเอาไปใช้เถอะ”
อะไรนะ…หมายความว่ายังไง?
เกาจิงจิงอึ้ง แล้วรีบโบกมือ “พี่จือจือ หนังสือพวกนี้มีค่านะ”
“ฉันรู้ เป็หนังสือและเอกสารมัธยมปลายปีหนึ่ง มีบันทึกที่ฉันทำไว้ด้วย” สวี่จือจือยิ้ม “พวกเราทบทวนเสร็จแล้ว ถ้าเธอไม่รังเกียจก็เอาไปใช้ หรือว่าเธอมีเอกสารแล้ว?”
“ไม่มีเลยค่ะ” น้ำตาของเกาจิงจิงไหลออกมา
.............................