ห้าปีให้หลัง
เฉียวรุ่ยนอนอยู่บนพื้นหญ้า มองก้อนเมฆขาวบนท้องฟ้าอย่างผ่อนคลาย เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่าก้อนเมฆสีขาวล่องลอยอย่างอิสระอยู่ท่ามกลางนภาสีฟ้าครามงามนั้น ดึงดูดสายตาเป็พิเศษ
“มองอะไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉีหันมองคนรักข้างกายพลางเอ่ยถาม
“กำลังมองเมฆอยู่ เทียนฉี เ้าดูสิ ก้อมเมฆบนท้องฟ้าสะอาดยิ่งนัก น่ามองมากเลยมิใช่หรือ?”
หลิ่วเทียนฉีได้ยินอย่างั้นก็เงยหน้าขึ้น สายตาหมุนไปมา ก่อนกลับมาจับจ้องบนใบหน้าเฉียวรุ่ย
“ข้าคิดว่า อย่างไรเสี่ยวรุ่ยของข้าก็น่ามองที่สุด!” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยอย่างตั้งใจ ค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้ จุมพิตบนริมฝีปากคนรักครั้งหนึ่ง ผละออกแล้วจุมพิตอีก
“เ้านี่ ข้านอนดูเมฆอยู่ดีๆ เ้าทำอะไรฮึ?” เฉียวรุ่ยรู้สึกถึงน้ำหนักที่คนรักโถมทับลงมาก็ทำหน้าอ่อนใจ
“เมฆน่ามองกว่าข้างั้นหรือ?” หลิ่วเทียนฉีลูบใบหน้าน้อย ถามอย่างไม่พอใจ
เฉียวรุ่ยได้ยินวาจาหึงหวงของบุรุษก็โกรธปนขำเล็กน้อย “กระทั่งก้อนเมฆเ้ายังจะหึงอีกหรือ?”
“ข้าไม่สน เสี่ยวรุ่ยน่ามองที่สุดในสายตาข้า ดังนั้น ข้าก็ต้องดีที่สุดในสายตาเสี่ยวรุ่ย” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยพลางจูบริมฝีปากน้อยอย่างเผด็จการ
“อืมๆ...” เฉียวรุ่ยกะพริบตา รับจุมพิตร้อนแรง
“เสี่ยวรุ่ย พวกเราทำตรงนี้ดีหรือไม่?” หลิ่วเทียนฉีกัดใบหูคนรักแ่เบา เสียงแหบพร่า เผยอารมณ์ปรารถนาลึกล้ำ
“นี่? ที่นี่หรือ?”
“วางใจเถอะ ั้แ่ตีนเขาถึงยอดเขามีค่ายกลสามอัน ไม่มีผู้ใดหรือสัตว์อสูรตัวใดขึ้นมาได้หรอก” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางปลดกระดุมของเฉียวรุ่ย
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ใบหน้าแดงช่วยคนรักปลดกระดุมบ้าง
.........
การฝึกวิชาประสานกายครั้งนี้ดำเนินไปหกสิบห้าวันเต็ม กระทั่งทั้งสองคนต่างดูดซับ หลอมกลืนพลังทิพย์เข้าไปในชีพจรทิพย์หมดถึงสิ้นสุด!
“เสี่ยวรุ่ย พวกเราอยู่บนเขาแสงทองมายี่สิบห้าปี วันนี้อุกกาบาตทองถูกพวกเราหลอมกลืนจนหมด เลื่อนระดับเป็ระดับดวงปราณได้ทั้งคู่ ไหนจะห้าปีมานี้ พวกเรากวาดเขาแสงทองไปรอบหนึ่ง ทำให้พลังระดับดวงปราณเสถียรดียิ่งนัก ดังนั้น ข้าอยากออกไปจากที่นี่ ลองไปสถานที่อื่นในแดนลับดู เ้าคิดว่าอย่างไร?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักในอ้อมแขนพลางถามเสียงเบา
“เอาสิ เขาลูกนี้ข้าอยู่จนเบื่อแล้ว ควรไปสถานที่อื่นดูบ้าง แต่ผ่านไปยี่สิบห้าปีแล้ว ไม่แน่ว่าของดีพวกนั้นอาจถูกผู้ฝึกตนคนอื่นเอาปหมดแล้วก็เป็ได้!” พูดถึงตรงนี้ เฉียวรุ่ยก็หดหู่เล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ อย่าละโมบปานนั้นสิ? โชควาสนาที่ใหญ่ที่สุดในแดนลับเหิงอวี้ถูกเ้ากับข้าคว้ามาแล้ว โชควาสนาเล็กๆ เ่าั้ เ้าจะไม่ให้ผู้อื่นสักหน่อยหรือ?” หลิ่วเทียนฉีบีบจมูกคนรัก เอ่ยอย่างจนปัญญา
“ก็ ก็จริงนะ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า คิดว่าที่เขาพูดมามีเหตุผล
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราพักผ่อนอีกสองวันค่อยไปจากที่นี่กัน!”
“ดี!” เฉียวรุ่ยตอบรับ ไม่มีความเห็น
.........
สองวันให้หลัง
พวกเขาพักผ่อนเรียบร้อยถึงเริ่มรื้อค่ายกล เตรียมไปจากเขาแห่งนี้ ทั้งสองคนใช้เวลาราวสองเดือนครึ่งถึงรื้อค่ายกลทั้งสามอันเสร็จ ออกจากเขาแสงทองไป
“เทียนฉี พวกเราจะไปที่ไหนกันล่ะ?” เฉียวรุ่ยมองคนรักที่อยู่ข้างกายพลางยิ้มแล้วเอ่ยถาม
“เ้าเลือกเถอะ อยากไปที่ไหนก็ไปที่นั่น!” อย่างไร โชควาสนาที่ใหญ่ที่สุดพวกเขาเป็ผู้หาพบ โชควาสนาอื่นก็แล้วแต่วาสานาเถอะ! เขาไม่สนใจอยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้น ไปด้านนั้นดีไหม?” เฉียวรุ่ยพูดพลางชี้ไปทิศหนึ่งตามใจตนเอง!
“ดี!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า จูงมือเฉียวรุ่ย มุ่งหน้าไปยังทิศที่เฉียวรุ่ยบอก
“เทียนฉี เ้า ทำไมเ้าต้องกดพลังวัตรไว้ด้วยเล่า?” ฉับพลัน เฉียวรุ่ยรู้สึกถึงคลื่นพลังทิพย์บนร่างคนรัก เมื่อเขามองคนรักอีกที เทียนฉีที่ระดับดวงปราณ่ต้น พริบตากลับแปรเปลี่ยน กลายเป็พลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย
“ไม้เด่นเหนือป่า ลมย่อมโค่นมัน เก็บพลังไว้หน่อยสำหรับพวกเราแล้วไม่ใช่เื่ร้ายแน่นอน!” เขาไม่อยากออกไปแล้วถูกพวกพระเอกกลุ่มนั้นตอแย อย่างไรถ่อมตัวไว้ก่อนย่อมดีกว่า
“อืม เ้าพูดมีเหตุผล!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า กดพลังไปถึงระดับสร้างรากฐาน่ปลายเช่นกัน
“ฮ่าๆๆ...” หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักกดพลังลงมาเช่นเดียวกับตนก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน
.........
หลายวันให้หลัง
“เทียนฉี!”
ใบก่วมสีแดงเพลิงร่วงเกลื่อนกลาดหล่นอยู่เต็มพื้น กลายเป็พรมสีแดงที่งดงามและดูเรียบง่าย ปูเต็มป่าใบก่วมทั้งผืน เมื่อเห็นภาพมหัศจรรย์ตรงหน้า เฉียวรุ่ยก็อุทานอย่างตกตะลึง
หลิ่วเทียนฉีเห็นสีหน้าตื่นเต้นของคนรักก็ยกมุมปากนิดๆ “หยุดรถด้วยรักป่าก่วมยามค่ำคืน ใบพราวน้ำค้างแดงยิ่งผกาเดือนสอง ความงามของใบก่วมนี่มีเสน่ห์อีกแบบจริงๆ!”
“ป่าก่วมยามคืนค่ำอะไร? ผกาอะไร?” เฉียวรุ่ยกะพริบตา
“ฮ่าๆๆ ข้าจะบอกว่าใบก่วมช่างงดงามนัก เห็นทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ยิ่งทำให้ตัดใจจากไปไม่ลง” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักตัวน้อยอย่างรักใคร่ ระบายยิ้มบางก่อนอธิบาย
ชีวิตก่อน หนึ่งในงานอดิเรกสำคัญที่สุดของหลิ่วเทียนฉีคือการท่องเที่ยว ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวมากมายในประเทศ เขาเคยไปมาหมด นอกจากนี้ สถานที่ซึ่งมีทิวทัศน์งดงามที่อยู่ต่างประเทศ เขาก็เคยไปเช่นกัน แต่เวลานั้นที่มีเพียงเขา แม้ทิวทัศน์งดงามเพียงไรกลับมักรู้สึกว่าขาดสิ่งใดไปเสมอ คราวนี้ เมื่อมีเสี่ยวรุ่ยอยู่ด้วยกัน เขาถึงรู้สึกได้รับการเติมเต็มอย่างแท้จริง
เป็จริงดังที่ว่า คนงามทิวทัศน์งามยิ่งขับเน้นกัน เดินทางชมทิวทัศน์คนเดียวกับสองคน ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“อ้อ! ข้าก็มองแล้วตัดใจจากไปไม่ลงเหมือนกัน!”
“ระวังหน่อย ที่นี่แม้งดงามแต่ก็อยู่ในแดนลับ ไม่แน่อาจมีสัตว์อสูรซ่อนอยู่ในป่าก็ได้” สถานที่งามอีกเท่าใด อยู่ในแดนลับก็ไม่อาจลดความระวังลงได้
“อืม ข้ารู้!” ต่อให้คนรักไม่เตือน เฉียวรุ่ยก็เข้าใจ
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเหยียบใบก่วมสีแดงเพลิงใบแล้วใบเล่า เดินเข้าไปในป่าผืนนี้
เพิ่งเดินไปไม่กี่ก้าว หลิ่วเทียนฉีก็หยุดฝีเท้า สายตาจับจ้องบนต้นก่วมต้นหนึ่งที่อยู่ด้านข้างอย่างเ็า
“ฮ่า!” เฉียวรุ่ยหันหน้ามา หนึ่งหมัดชกเข้าใส่ต้นไม้นั้น เงาหมัดสีแดงเพลิงข้างหนึ่งลอยโถมเข้าใส่ทันที
“เปรี้ยง...” งูน้อยสีแดงตัวหนึ่งร่วงหล่นจากบนต้นไม้
“ฮ่าๆๆ พอดีเชียว เอามาทำน้ำแกงงู!” เฉียวรุ่ยพูดพลางก้าวเข้าไปจะเก็บศพงูน้อย แต่ถูกหลิ่วเทียนฉีรั้งไว้
“ออกมา!” หลิ่วเทียนฉีมองไปยังที่ห่างไม่ไกลนัก เอ่ยเสียงเ็า
ชีวิตก่อนเป็มือสังหาร เดิมที ความรู้สึกของหลิ่วเทียนฉีก็เฉียบคมผิดคนธรรมดาอยู่แล้ว หลังเลื่อนเป็ระดับดวงปราณ พลังิญญายิ่งยกระดับอีกขั้นหนึ่ง ความรู้สึกกับสัญชาตญาณจึงเฉียบคมตามไปด้วย
ได้ยินเข้า สามคนที่หลบอยู่เดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง
เมื่อเห็นคนที่มา เฉียวรุ่ยกะพริบตา พวกเขาไม่ใช่ใครอื่น สุ่ยจือหลิง อวี้ิจูและหลิวเยี่ยนถิง ผู้ใช้ค่ายกลขั้นสามจากแคว้นหลันสุ่ยนั่นเอง
“พวกเ้าเองหรือ?” เฉียวรุ่ยเห็นทั้งสามคน อดเลิกคิ้วไม่ได้
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่ว สหายผู้ฝึกตนเฉียว!” สุ่ยจือหลิงประคองอวี้ิจูไว้ในอ้อมแขนพร้อมเรียกเสียงเบา
“สหายผู้ฝึกตนวิทยาลัยเซิ่งตูทั้งสองท่าน ศิษย์น้องอวี้ต้องพิษ ้าดีงูของอสรพิษใบไม้แดงตัวนี้มาแก้พิษอย่างเร่งด่วน ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านจะสละให้ได้หรือไม่?” หลิวเยี่ยนถิงมองทั้งสองคนพลางถามอย่างมีมารยาท
“ข้ายินดีใช้ศิลาทิพย์แลกเปลี่ยนกับพวกเ้า หรือสมบัติวิเศษก็ได้ ขอพวกเ้าโปรดช่วยิจูด้วย!” สุ่ยจือหลิงมองหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก่อนวิงวอนเสียงเบา
“นี่?” เฉียวรุ่ยหันไปมองหลิ่วเทียนฉี ถามความเห็นของอีกฝ่าย
“ช่วยคนเป็เื่สำคัญ ให้พวกเขาไปเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า ส่งสัญญาณให้มอบดีงูแก่พวกเขา
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ก้าวเข้าไปพลางหยิบกริชเล่มหนึ่ง เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ถลกหนังงูอย่างรวดเร็ว ควักเนื้องูออกมาส่งดีงูให้สุ่ยจือหลิง
“ขอบคุณสหายผู้ฝึกตนทั้งสองยิ่งนัก!” สุ่ยจือหลิงรับดีงูมา รีบร้อนเอ่ยขอบคุณ
สุ่ยจือหลิงประคองอวี้ิจูนั่งลงใต้ต้นก่วมต้นหนึ่ง จิ้มหนังข้างนอกของดีงูทะลุ ป้อนน้ำดีให้อวี้ิจู
“อืม...” อวี้ิจูที่มีใบหน้าซีดขาวฝืนทนกลิ่นคาวและรสขมของดีงู ดื่มน้ำดีลงไป
“ิจู รู้สึกอย่างไรบ้าง?” สุ่ยจือหลิงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำดีที่มุมปากคนรักออก
“อืม ดีขึ้นมากเลย!” อวี้ิจูพยักหน้าบอก
รออยู่ข้างกายอวี้ิจูเป็เวลาหนึ่งก้านธูป เห็นสีหน้าคนรักค่อยๆ ดีขึ้น สุ่ยจือหลิงถึงวางใจ หันกลับไปมองหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย
พบว่าหลิ่วเทียนฉีเอาหม้อกับเตาออกมา ล้างเนื้องูจนสะอาดใส่ลงไปในหม้อ เตรียมทำน้ำแกงงูแล้ว! ส่วนเฉียวรุ่ยที่อยู่ด้านข้าง กำลังเอากระดูกสัตว์อสูรที่สลักลายค่ายกลจำนวนหนึ่งออกมาวางรั้วป้องกัน
“ขอบคุณสหายผู้ฝึกตนทั้งสอง ที่ตัวข้ามีศิลาอัคนีขั้นสามอยู่ก้อนหนึ่ง เป็วัตถุดิบชั้นดีของการหลอมอุปกรณ์อาคมสายอัคคี หากสหายผู้ฝึกตนเฉียวไม่รังเกียจ ข้าขอมอบให้สหายผู้ฝึกตนเฉียวเอาไปใช้หลอมอุปกรณ์อาคม!” สุ่ยจือหลิงพูดพลางเอาศิลาสีแดงเพลิงขนาดเท่ากำปั้นออกมา
“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจหรอก ศิลาของเ้าเป็สายอัคคี เหมาะให้ข้าใช้พอดี!” เฉียวรุ่ยพูด หัวเราะเล็กน้อยก่อนรับมา
“ขอบคุณสหายผู้ฝึกตนสุ่ยยิ่ง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะบอก
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่วเกรงใจเกินไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัว ไม่รบกวนสหายผู้ฝึกตนทั้งสองรับประทานอาหารกลางวัน!” สุ่ยจือหลิงพูดพลางหมุนกาย พาอวี้ิจูกับหลิวเยี่ยนถิงจากไป
เฉียวรุ่ยมองแผ่นหลังทั้งสามคน ยกมุมปากขึ้น “สุ่ยจือหลิงนี่ใจกว้างจริงนะ! มอบศิลาก้อนนี้ให้ข้า!”
“เ้าใช้ได้หรือ?” หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักยิ้มตาหยีก็เลิกคิ้ว
“ข้าใช้ไม่ได้ แต่ร่มหมื่นตะวันใช้ได้ ก่อนหน้านี้กันอสนีบาตภัยให้ข้า ร่มหมื่นตะวันฉีกขาดหลายแห่งนัก ้าวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์มาซ่อมแซม”
“ตอนนี้เ้าระดับดวงปราณแล้ว อย่างไร ให้ดีที่สุดหาวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ขั้นสี่มาซ่อมแซมเถอะ เช่นนี้อาจยกระดับคุณสมบัติของร่มหมื่นตะวันขึ้นระดับหนึ่ง หากใช้วัตถุดิบขั้นสาม เกรงว่าคงต้องใช้เวลานานถึงจะเลื่อนระดับเป็ขั้นสี่ได้” คราวนี้ ร่มหมื่นตะวันเสียหายไม่น้อย จึงต้องบูรณะซ่อมแซมเสียใหม่ แม้ร่มหมื่นตะวันเป็อุปกรณ์อาคมประเภทเติบโตได้หากถูกเ้านายพาเลื่อนระดับ แต่ถ้าวัตถุดิบที่ผสานเข้าไประดับต่ำเกิน ก็อาจส่งผลกับระดับของร่มหมื่นตะวันโดยตรงเช่นกัน
“ก็จริง แต่วัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ขั้นสี่ ไยจะหาง่ายปานนั้นเล่า?” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย แต่การหาวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ขั้นสี่และยังต้องเป็สายอัคคี คงไม่ได้หาง่ายปานนั้นกระมัง?
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก พวกเราค่อยๆ หา อย่างไรก็คงหาพบ!” หลิ่วเทียนฉีคิดว่า คงแล้วแต่วาสนาล่ะนะ
