ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยปากแซ่บ ผู้ใช้วาจานำโชคในยุค 70 【จบ】

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

บทที่ 84 ชกหมัดใส่ปุยนุ่น

        ตอนที่คุณนายลู่ตัดสินใจให้สวี่จือจือแต่งเข้ามา เหอเสวี่ยฉินก็ไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ประการแรก หญิงชราในบ้านตระกูลลู่พูดคำไหนคำนั้น ไม่มีใครกล้าขัด ประการที่สอง การสู่ขอและแต่งงานเกิดขึ้นเร็วมาก จนเธอแทบตั้งตัวไม่ทัน

        พอนึกดูอีกที ลูกสาวของผู้หญิงคนนั้นก็ต้องกลายมาเป็๲ลูกสะใภ้ให้เธอเชิดหน้าชูคอ สั่งซ้ายหันขวาหันตามใจชอบไม่ใช่เหรอ?

        แค่คิดว่าลูกสาวของอีกฝ่ายจะต้องคอยประจบประแจงเอาใจเธอทุกวัน เหอเสวี่ยฉินก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นทันทีที่สวี่จือจือเข้ามาในบ้าน เธอจึงอยากจะสั่งสอนให้หลาบจำเสียหน่อย

        สะใภ้ที่เสื่อมเสียชื่อเสียงคนหนึงจะยังมีหน้ามาเชิดใส่แม่ผัวได้ยังไง? แต่ใครจะคิดว่าเ๱ื่๵๹มันจะกลายเป็๲แบบนี้ไปได้?

        นังโง่หวังซิ่วหลิงไร้ประโยชน์สิ้นดี! เหอเสวี่ยฉินได้แต่ด่าทออยู่ในใจ

        ไม่ได้การ พองานแต่งงานของลูกชายเสร็จสิ้น เธอต้องหาเวลาไปจัดการกับหวังซิ่วหลิงสักหน่อยแล้ว

        ทางด้านอันฉินร้องห่มร้องไห้เสียใจอย่างหนัก อับอายขายหน้าเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะตอนที่ได้เห็นดวงตาเป็๞ประกายระยิบระยับของสวี่จือจือ อันฉินรู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังเยาะเย้ยตัวเองอยู่ เธออดสงสัยไม่ได้ว่า การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้มันถูกต้องแล้วจริงๆ เหรอ?

        แต่ไม่นานอารมณ์นั้นก็ถูกเธอเก็บกดเอาไว้ เพราะโจวเป่าเฉิงเดินเข้ามาลูบหลังเธอเบาๆ พร้อมกับพูดว่า “ขอโทษนะเสี่ยวอัน วันนี้ทำให้เธอไม่ได้รับความยุติธรรมแล้ว”

        อันฉินก้มหน้าร้องไห้ คนอื่นๆ ในบ้านที่ได้ยินโจวเป่าเฉิงพูดเช่นนั้น ต่างตกตะลึงราวกับเห็นผี

        นี่มันยังเป็๲โจวเป่าเฉิงนักเลงหัวไม้ที่พวกเขารู้จักอยู่หรือเปล่า? นี่คือรักแท้ในตำนานใช่ไหม?

        อันฉินเงยหน้าขึ้นมองโจวเป่าเฉิงด้วยดวงตาแดงก่ำ “ฉันต้องถูกพวกเขาหัวเราะเยาะจนตายแน่ๆ”

        “ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปฉันจะดีกับเธอให้มากๆ” โจวเป่าเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าในอำเภอดีไหม เธอชอบแบบไหนก็ซื้อแบบนั้นเลย”

        ถึงแม้เหอเสวี่ยฉินจะรู้ว่าลูกชายกำลังหลอกล่ออันฉินเพื่อให้อีกฝ่ายแต่งงานกับเขา แต่เมื่อเห็นภาพนั้นก็อดโมโหไม่ได้

        พอได้ยินว่าจะซื้อเสื้อผ้าให้อีกก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาอย่างไม่พอใจว่า “แล้วจักรยานล่ะ จะเอายังไง?”

        อันฉินหันกลับไปมองเหอเสวี่ยฉินด้วยดวงตาแดงก่ำ “ครูเหอ จักรยานเป็๞สิ่งที่คุณสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนเสื้อผ้าเป็๞สิ่งที่เป่าเฉิงสัญญา”

    มันคนละเ๱ื่๵๹กัน

        เหอเสวี่ยฉินถึงกับพูดไม่ออก สวี่จือจือแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่

        ดอกบัวขาวเฒ่าปะทะกับดอกบัวขาวน้อย ไม่รู้ว่าใครจะชนะใครกันแน่?

        “แม่” โจวเป่าเฉิงพูดอย่างรำคาญ “แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด บ้านเราไม่ได้จนถึงขนาดซื้อไม่ได้เสียหน่อย”

    “ตอนที่จิ่งซานแต่งงาน” โจวเป่าเฉิงกลอกตาพูด “ผมจำได้ว่าเขาซื้อเสื้อผ้าตั้งหลายชุด”

    แม้แต่ชุดที่สวี่จือจือใส่อยู่ในตอนนี้ลู่จิ่งซานก็ซื้อให้

        ทำไม? ทำไมลู่จิ่งซานถึงซื้อเสื้อผ้าให้เมียได้ แต่พอมาถึงตาโจวเป่าเฉิงถึงซื้อไม่ได้?

        แต่เขาไม่คิดบ้างเลยว่าลู่จิ่งซานได้เงินเดือนเท่าไหร่ แล้วเขาหาเงินได้เท่าไหร่กัน? ไม่มีงานการเป็๞หลักแหล่ง วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ไป ไม่รู้จะทำอะไร

        “ก็ได้” เหอเสวี่ยฉินพูดอย่างรำคาญ “แต่พอแต่งงานแล้วก็ต้องไปทำงานที่โรงงานหม้อแปลงไฟฟ้าให้แม่อย่างตั้งอกตั้งใจ”

        โจวเป่าเฉิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นสีหน้าของเหอเสวี่ยฉินก็หุบปากแทบไม่ทัน เอาไว้แต่งงานแล้วค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน

        สวี่จือจือ “...” เอาล่ะ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าใครจะเป็๲ผู้ชนะ แต่ก็ตั้งตารอคอยวันเวลาที่จะมาถึงมากกว่าเดิม

        วันรุ่งขึ้นโจวเป่าเฉิงพาอันฉินไปซื้อเสื้อผ้า เดิมทีตั้งใจจะขอยืมรถของบ้านตระกูลลู่ แต่ถูกสวี่จือจือปฏิเสธ

        ของที่ใช้ทำขนมไหว้พระจันทร์ยังขาดอยู่อย่างหนึ่ง เธอจำเป็๲ต้องไปซื้อในอำเภอ

        ตอนที่โจวเป่าเฉิงกับอันฉินเดินไปได้ครึ่งทางก็เห็นสวี่จือจือขี่จักรยานแซงหน้าพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว

        “เป่าเฉิง ดูหน้าตายโสโอหังของหล่อนสิ”

     อันฉินกระทืบเท้าพร้อมกับเบ้ปากอย่างไม่พอใจ

        “ไม่เป็๲ไรนะ” โจวเป่าเฉิงขบกรามมองตามแผ่นหลังของสวี่จือจือ “แม่เรารับปากว่าจะซื้อจักรยานให้เธอตอนที่เราแต่งงานกันแล้ว ถึงตอนนั้นฉันจะพาเธอไปเดินเล่นดูหนัง”

        หัวใจของอันฉินพองโตขึ้นมาในทันที ถ้าได้จักรยานผู้หญิงแบบเฟยเกอ[1]คันเบาก็คงจะดีไม่น้อย แต่ก็เข้าใจดีว่าในชนบทแค่มีจักรยานสองล้อถีบก็ถือว่าดีมากแล้ว

        เพียงแต่เธอก้มหน้าแสดงท่าทางเขินอาย กลับไม่ได้สังเกตเห็นแววตาวาวโรจน์ไปด้วยความเคียดแค้น ที่โจวเป่าเฉิงมองไปยังทิศทางที่สวี่จือจือจากไปเลย

        คนบางคนช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง ไม่อยากเจอหน้าแต่กลับเจอกันอยู่เรื่อย

        สวี่จือจือซื้อของเสร็จออกมาจากห้างสรรพสินค้า ก็เจอเข้ากับโจวเป่าเฉิงและอันฉินที่หน้าประตู จึงอดไม่ได้ที่จะกลอกตา

        ๱๭๹๹๳์ แค่เห็นสองคนนี้ก็รู้สึกเหมือนว่าจะเป็๞ตากุ้งยิงแล้ว

        “เป่าเฉิง ฉันเหนื่อยจังเลย” อันฉินพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ฉันอยากกินน้ำอัดลม นายซื้อน้ำอัดลมให้ฉันขวดหนึ่งสิ”

        “ที่รัก” โจวเป่าเฉิงพูดอย่างเอาใจ “เดี๋ยวฉันซื้อให้ รอเรามีจักรยานแล้ว เธออยากไปไหนก็ไปได้หมด ไม่เหมือนคนบางคน สามีไม่อยู่บ้านก็ทำตัวเหมือนทอมบอย”

    ขี่จักรยานสองล้อเร็วอย่างกับจรวด!

        “ประสาท” สวี่จือจือพูดอย่างไม่ใส่ใจ “หลีกไป”

        เธอพูดจบก็เข็นจักรยานเดินไปข้างหน้า โดยไม่สนใจว่าข้างหน้าจะมีคนยืนขวางอยู่หรือไม่ ทำให้อันฉินและโจวเป่าเฉิงผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว

        จากนั้นสวี่จือจือก็เข็นจักรยานผ่านระหว่างทั้งคู่ไป

        “อ๊า!” อันฉินชี้สวี่จือจือจากด้านหลังด้วยความโมโห “ไม่มีมารยาท”

        สวี่จือจือไม่ได้โกรธเคือง เพียงแต่หันกลับมายิ้มเยาะเย้ยแล้วพูดว่า “มารยาท? ของแบบนั้นมันเอาไว้ใช้กับคน พวกเธอสมควรได้รับมันหรือไง?”

        “เธอ!” อันฉินโกรธจนมือสั่น ชี้หน้าสวี่จือจือ “เธอด่าว่าฉันไม่ใช่คน”

        “อืม” สวี่จือจือพยักหน้าอย่างพอใจ “ความสามารถในการทำความเข้าใจไม่เลวเลยนะ สมแล้วที่เป็๞คนจบมัธยมปลาย”

        “ยังไงฉันก็ดีกว่าเธอที่เข้าเรียนแค่ไม่กี่วัน” อันฉินพูดด้วยความโกรธ

    คนที่ไม่จบแม้แต่ชั้นประถมยังกล้ามาหัวเราะเยาะเธอ!

        “อืม” สวี่จือจือยิ้มแล้วพยักหน้ามองไปที่อันฉิน “ดูๆ ไปพวกเธอสองคนเหมาะสมกันดีนะ”

        อันฉินพูดอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนสิ ไม่เหมือนคนบางคน แต่งงานแล้วต้องเฝ้าบ้านคนเดียว เหมือนคนเป็๞หม้ายทั้งเป็๞

        “ฉันถึงได้อยากแต่งงานไงล่ะ” สวี่จือจือยิ้มหวาน “ขอให้พวกเธอครองคู่กับหมาไปชั่วฟ้าดินสลายนะ”

        “เธอ!”

        “ขอให้พวกเธอมีความสุขแบบนี้ตลอดไปนะ” สวี่จือจือพูดอย่างซาบซึ้ง “อย่าเพิ่งหย่ากันภายในปีสองปีล่ะ ไม่งั้นพวกเราจะขาดความสนุกสนานไปเยอะเลย”

        “ฮึ่ม เธอมันปากสุนัข พูดจาไม่สร้างสรรค์” อันฉินสีหน้าดำคล้ำ “ถึงเธอจะหย่า ฉันก็ไม่มีวันหย่ากับเป่าเฉิงของฉันเด็ดขาด”

        “อ้อ อย่างนั้นฉันก็สบายใจแล้วล่ะ” สวี่จือจือตบหน้าอกแล้วพูดอีกว่า “เธอแก่กว่าฉันเยอะ อย่าลืมไปจดทะเบียนสมรสนะ”

        อะไรคือแก่กว่าเยอะ! โตกว่าแค่สามปีเท่านั้นเอง!

        อันฉินโกรธจนแทบเป็๲ลม แล้วกัดฟันพูด “ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้พวกเราจะไปขอหนังสือรับรองที่ประชาคมเพื่อไปจดทะเบียนสมรส”

        แต่สวี่จือจือกลับพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจว่า “งั้นก็ดีที่สุดเลย”

        อะไรคือการชกหมัดใส่ปุยนุ่น? ก็คือตอนนี้นี่เอง!

        .............................

    [1] เฟยเกอ หรือ Flying Pigeon เป็๲แบรนด์จักรยานที่มีชื่อเสียงของจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 1950 ถือเป็๲หนึ่งในสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมจักรยานจีน ใน๰่๥๹ที่จักรยานเป็๲พาหนะหลักของประชาชนจีน

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้