บทที่ 20
ชีวิตในฝ่ายนอก จะ... ลำบาก... มากไหม?
หลังจากที่ทุกคนกลับไปหมดแล้ว ซูว่านฉีนั่งลงที่โต๊ะหยกดำ แววตาไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
จังหวะหัวใจของนางยังคงราบเรียบและคงที่มาโดยตลอด ทว่าแผ่นหลังกลับเริ่มมีความชื้นจากเหงื่อซึมออกมา
เมื่อนึกถึงการหยั่งเชิงของเซี่ยทิงไป๋เมื่อครู่ นางก็ค่อยๆ หลับตาลง
สมกับเป็คนที่ทำให้พระเอกในนิยายต้นฉบับต้องเสียท่าจริงๆ
การหยั่งเชิงทุกครั้งของเขา ล้วนแฝงไปด้วยกับดักที่ซ่อนเร้นและอันตรายนับไม่ถ้วน
หากนางไม่มีสติสัมปชัญญะที่เยือกเย็นถึงขีดสุด ป่านนี้นางคงจะ...
ซูว่านฉีถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างที่แทบสังเกตไม่ได้ ยังดีที่ในตอนนั้น นางเลือกคำตอบที่เป็ประโยชน์ต่อนางมากที่สุด
ทั้งตัวตนเดิมและตัวนาง ต่างก็ค่อนข้างชอบสีฟ้าเหมือนกัน
เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ในตอนนี้ หรือแม้แต่พืชิญญาในลานบ้านก็มีสีฟ้า
คิดว่าเซี่ยทิงไป๋คงจะไม่สงสัยนางในเื่ดอกโบตั๋นโปรยฝนอีกแล้ว
แต่นี่เป็เพียงการผ่านพ้นวิกฤตไปได้ชั่วคราวเท่านั้น เซี่ยทิงไป๋ไม่มีทางเชื่อคำลวงของนางอย่างสนิทใจเพียงเพราะการแสดงออกในวันนี้แน่นอน
เขาพร้อมจะกลับมาหยั่งเชิงนางต่อได้ทุกเมื่อ
ยังดีที่ตอนนี้นางมีเป้าหมายแล้ว เป็เป้าหมายที่เซี่ยทิงไป๋ไม่มีทางรู้เลยว่าทำไมนางถึงต้องทำให้สำเร็จ
หากนางยังคงเอาแต่เฝ้าคอยความตายและไม่ตอบสนองต่อโลกภายนอก มันจะถูกเขาจับช่องโหว่ได้ง่ายมาก เพราะไม่ว่านางจะทำร้ายตัวเองแค่ไหน นางก็ยังคงจะมีชีวิตอยู่
แต่ในตอนนี้ ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญเพียรและเกี่ยวข้องกับการประลองใหญ่ของสำนัก
เซี่ยทิงไป๋ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของนาง ดังนั้นหากเขาจะหยั่งเชิงอีกครั้ง นางก็ยังมีโอกาสที่จะเป็ฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้ก้าวหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น— เมื่อนึกถึงเื่ที่เซี่ยทิงไป๋กำลังกลัดกลุ้มอยู่ในนิยายต้นฉบับขณะนี้ ปลายนิ้วของซูว่านฉีขยับเบาๆ
น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
ในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประลองใหญ่ของสำนักในอีกเจ็ดวันข้างหน้า
ตราบใดที่นางได้รับบัวสามกลีบ ภัยคุกคามจากเซี่ยทิงไป๋หรือแม้แต่สำนักไท่ชิงทั้งสำนักที่มีต่อนางก็จะลดน้อยลง
คิดได้ดังนั้น ซูว่านฉีหลุบตาลงเล็กน้อย มองไปที่มือของตนที่วางอยู่บนโต๊ะหยกดำ
ความขาวซีดตัดกับสีดำสนิทของโต๊ะอย่างชัดเจน ราวกับว่าในวินาทีถัดไปความขาวนั้นจะถูกความมืดมิดกลืนกินไป
นางเบือนสายตาออกอย่างเฉยเมย การประลองใหญ่ครั้งนี้ นางแพ้ไม่ได้ ต้องชนะเท่านั้น
ณ ยอดเขาชิงจู๋
เซี่ยทิงไป๋ไม่ได้หลอมโอสถอย่างที่หาได้ยาก เขานั่งอยู่บนศิลาิญญา มองดูป่าไผ่เบื้องหน้าพลางครุ่นคิด
เขาบังเอิญได้รับม้วนไม้ไผ่จากซากโบราณสถานแห่งหนึ่ง จึงได้รู้ว่าบนยอดเขาปี้อวี้เคยมีทุ่งดอกโบตั๋นโปรยฝน
เื่นี้เขาเคยลองหยั่งเชิงผู้าุโคนอื่นๆ ในสำนักไท่ชิงอย่างแเีมาแล้ว
แม้แต่ผู้าุโใหญ่ที่เคยพบปะกับท่านเซียนชิงเหยียนอยู่หลายครั้ง ก็ยังไม่รู้เื่นี้เลยสักนิด
แต่ซูว่านฉีกลับรู้
เมื่อนึกถึงคำตอบของซูว่านฉีในตอนนั้น ปลายนิ้วของเซี่ยทิงไป๋ขยับเล็กน้อย
ไร้ซึ่งช่องโหว่
ความเข้าใจที่นางมีต่อท่านเซียนชิงเหยียน ดูเหมือนจะเหนือกว่าเซียนทุกคนในสำนักไท่ชิงไปแล้ว
ดังนั้น... มันคือเื่จริงงั้นหรือ?
ก็อาจจะไม่แน่
เพราะท่านเซียนชิงเหยียนดับสูญไปนับร้อยปีแล้ว ย่อมไม่มีทางมาเอ่ยยืนยันคำตอบด้วยตัวเองได้
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็เพียงคำพูดจากปากของซูว่านฉีฝ่ายเดียว
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร... โลกที่สามารถฆ่าญาติสังหารบุตรเพื่อผลประโยชน์และวาสนาได้
จะมีมิตรภาพหรือความรักที่บริสุทธิ์และปราศจากผลประโยชน์แอบแฝงขนาดนั้นเชียวหรือ?
เมื่อหวนนึกถึงสีหน้าที่ดูบริสุทธิ์และงดงามของซูว่านฉียามพูดถึงดอกโบตั๋นโปรยฝน แววตาของเซี่ยทิงไป๋ก็ค่อยๆ มืดมนลง ไม่เป็ไร
หากเป็เื่เท็จ ย่อมต้องมีรอยรั่วปรากฏออกมา
เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะหยั่งเชิงจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่้า
บนยอดเขาว่านเจี้ยน
ต้วนจื่อเหวยประคองกล่องอาหารที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณ เดินเข้ามาหาซูว่านฉีด้วยท่าทางกระตือรือร้น
ใน่ที่ผ่านมา ตระกูลต้วนรู้ดีว่าต้วนจื่อเหวยเป็คนช่างเลือกและไม่ชอบรสชาติของโอสถิญญา จึงได้ส่งผู้บำเพ็ญสายอาหารมาเพื่อเตรียมอาหาริญญาให้เขาโดยเฉพาะ
เมื่อต้วนจื่อเหวยเห็นอาหาริญญา เขาก็พลันนึกถึงใบหน้าที่ขาวซีดราวกับแก้วเจียระไนของซูว่านฉีขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
เขาเคยเห็นนางในสภาพที่ใจดาบแตกสลาย เคยเห็นนางควักบัว์เหมันต์ทมิฬออกมาจากเืเนื้อ และเคยเห็นนางยอมาเ็สาหัสเพื่อต้นลวงโฉมต้นเดียว
เขาจึงไม่รอช้า ฉีกยันต์เคลื่อนย้ายทิ้งแล้วประคองอาหาริญญามาที่ยอดเขาว่านเจี้ยนทันที
เขามองดูสีหน้าของซูว่านฉีที่ตอนนี้ยังไม่ดูดีขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร่นัก ใจของเขาก็พลันสลดลง ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว แผลตามตัวนางยังไม่หายดีอีกหรือ?
ในขณะเดียวกัน มือของต้วนจื่อเหวยก็อยู่ไม่สุข เขาอยากจะเอาหินิญญาหรือของวิเศษออกมาเปย์นางใจจะขาด
เขาวางกล่องอาหารลง แล้วยื่นมือไปทางหยกเก็บของที่ข้างเอวตามความเคยชิน
แต่พอปลายนิ้วััโดนหยก เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ซูว่านฉีไม่มีทางรับของวิเศษที่เขามอบให้แน่นอน
เผลอๆ ถ้าเขาเอาของวิเศษออกมา นางอาจจะนึกถึงของที่เขาเคยให้ก่อนหน้านี้ แล้วนางก็จะไล่ให้เขาขนของพวกนี้ในลานบ้านกลับไปให้หมด
แบบนั้นจะไปยอมได้ยังไง!
มือของเขาจึงเปลี่ยนทิศทาง ทำเป็เนียนดันกล่องอาหารไปตรงหน้าซูว่านฉี “ข้าน่ะถูกที่บ้านกรอกยามาั้แ่เด็ก รสชาติมันแย่สุดๆ ไปเลย!”
พูดมาถึงตรงนี้ แววตาของต้วนจื่อเหวยฉายแววซับซ้อนวูบหนึ่ง
แม้เขาจะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่มีพร์ที่คู่ควร เป็เพราะคนในตระกูลยอมทุ่มเทของวิเศษไปมหาศาลเพื่อดึงวรยุทธ์ของเขาให้มาถึงระดับจินตาน
แม้โอสถจะช่วยยกระดับรากิญญาและวรยุทธ์ได้ แต่มันก็เป็ข้อจำกัดอย่างหนึ่งเช่นกัน
โอสถจะดีแค่ไหน ก็ย่อมมีพิษของยาตกค้างอยู่ การที่วรยุทธ์ของเขาจะพัฒนาขึ้นอีกครั้งนั้นยากเย็นแสนเข็ญ
ต้วนจื่อเหวยสลัดความคิดทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ต่อหน้าทุกคนเขายังคงเป็คุณชายตระกูลต้วนที่โอหังและเอาแต่ใจเสมอ
เขายิ้มร่าพลางพูดต่อ “เ้าต้องเบื่อโอสถรสชาติแย่ๆ พวกนั้นแล้วแน่ๆ ลองมาทานอาหาริญญาพวกนี้ดูสิ!”
“พวกมันช่วยบำรุงร่างกายได้เหมือนกัน แถมรสชาติยังดีอีกด้วย เ้าต้องชอบแน่ๆ!”
ซูว่านฉีไวต่ออารมณ์ของคนมาก นางััได้ถึงความเศร้าที่วูบผ่านคำพูดของต้วนจื่อเหวย
เมื่อนึกถึงเนื้อเื่ในนิยาย ปลายนิ้วของนางขยับเล็กน้อย
นางซ่อนทุกความคิดไว้ในใจ เอ่ยเสียงเรียบ “ขอบคุณศิษย์พี่ต้วนเ้าค่ะ”
เมื่อต้วนจื่อเหวยได้ยินคำขอบคุณ แววตาก็เป็ประกาย นางขอบคุณเขา! แสดงว่านางต้องชอบอาหาริญญาแน่ๆ!! ต่อจากนี้เขาจะระดมส่งอาหาริญญามาให้แบบถล่มทลายเลย!!!
ทันใดนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าแ่เบาดังมาจากหน้าประตู
ต้วนจื่อเหวยหันไปมอง ก็เห็นเจียงเจ๋อที่มาพร้อมกับกลิ่นอายหนาวเหน็บ
เจียงเจ๋อปรายตามองเขาอย่างเ็า คนเสเพลพร์ต่ำต้อยคนหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะพื้นเพตระกูลต้วน เขาคงไม่จดจำคนคนนี้ไว้ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ต้วนจื่อเหวยััได้ถึงความดูถูกนั้น เขากำหมัดแน่น เชิดหน้าเบือนสายตาหนี
แม้ภายนอกจะดูเหมือนมีท่าทีข่มขวัญ แต่ในใจเขากลับมีความรู้สึกซับซ้อนพุ่งพล่าน
ไม่ว่าจะเป็พื้นเพตระกูล พร์ หรือวรยุทธ์ เขาก็เทียบเจียงเจ๋อไม่ได้เลยสักนิด
ในขณะที่เขาแสร้งทำเป็มองไปที่โต๊ะหยกดำ ซูว่านฉีก็ยกน้ำชาิญญาที่ต้วนจื่อเหวยนำมาขึ้นจิบเบาๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ดวงตาของต้วนจื่อเหวยเป็ประกายขึ้นมาทันที ซูว่านฉีไม่รังเกียจเขา นางยอมทานของที่เขานำมาให้!!
อารมณ์ที่เคยห่อเหี่ยวก็พลันฮึกเหิมขึ้นมาทันที ถึงเขาจะพร์ไม่ดี แต่เขาเอาใจเก่งนะ! อย่างเจียงเจ๋อที่บ้าแต่ฝึกวิชาน่ะหรือ จะมาดูแลเตรียมอาหาริญญาให้นางอย่างใส่ใจได้เหมือนเขา?
คิดได้ดังนั้น สายตาของเขาก็กลับมาโอหังและทะนงตัวอีกครั้ง
เขารู้ว่า่นี้นเจียงเจ๋อกำลังช่วยซูว่านฉีหล่อหลอมใจดาบใหม่ เขาจึงยิ้มร่าพูดว่า “อาหาริญญานี่เ้าชอบก็ดีแล้ว!”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้... ไม่สิ ต่อไปนี้ข้าจะเอามาส่งให้เ้าทุกวันเลย!”
พูดจบโดยไม่รอให้ซูว่านฉีตอบ เขาก็วิ่งปร๋อออกจากลานบ้านไปทันที
เจียงเจ๋อฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ไกลออกไป ใบหน้ายิ่งเ็ากว่าตอนที่มาเสียอีก
เขามองดูอาหาริญญาบนโต๊ะหยกดำอย่างเฉยเมย แววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
ใน่ไม่กี่วันต่อมา
ต้วนจื่อเหวยมาถึงตรงเวลายิ่งกว่าพระอาทิตย์ขึ้นเสียอีก
ทุกครั้งก่อนที่ซูว่านฉีจะฝึกดาบ เขาจะนำอาหาริญญามาส่ง แล้วพอเจอหน้ากับเจียงเจ๋อเสร็จเขาก็จะเดินกร่างออกไป
และสายตาของเจียงเจ๋อที่หยุดอยู่ที่ตัวต้วนจื่อเหวยในแต่ละวันก็เริ่มนานขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายรอบกายดูเหมือนจะหนาวเหน็บยิ่งกว่าปกติเสียอีก
ไม่ใช่แค่ต้วนจื่อเหวย
ใน่ไม่กี่วันนี้ เซี่ยทิงไป๋ก็มาที่ยอดเขาว่านเจี้ยนอยู่หลายครั้ง
วันนี้ก็เช่นกัน
เซี่ยทิงไป๋มองดูซูว่านฉีที่นั่งปรับลมปราณอยู่ที่โต๊ะหยกดำ เขาแสดงสีหน้าเป็กังวลพลางรินน้ำชาิญญาให้นาง “อายุขัยของเซียนนั้นยืนยาว การบำเพ็ญย่อมไม่อาจรีบร้อนเพียงชั่วครู่ชั่วยาม”
“มีผ่อนหนักผ่อนเบา ถึงจะเป็วิถีที่ถูกต้อง”
เมื่อเห็นซูว่านฉีไม่ตอบคำ เพียงแต่หลุบตาปรับลมปราณ แววตาของเซี่ยทิงไป๋ก็ฉายแววห่วงใยได้อย่างถูกจังหวะ
ทว่าภายใต้ความห่วงใยนั้น กลับเต็มไปด้วยการสำรวจที่เ็าและไร้น้ำใจ เดิมทีเขาคิดว่า ไม่ว่าเื่ของนางกับท่านเซียนจะเป็เื่จริงหรือเท็จ ตอนนี้ซูว่านฉีควรจะแสดงท่าทางเหมือนศพเดินได้ที่ไร้อาลัยตายอยาก
แต่ใน่ไม่กี่วันนี้ เขาได้เห็นกับตาถึงความบ้าคลั่งในการฝึกฝนของซูว่านฉี
ไม่มีวี่แววของความอยากตายเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะชนะอย่างบ้าคลั่ง
ความมุ่งมั่นที่ยอมเดิมพันด้วยชีวิต
เพียงไม่กี่วัน เขาก็เห็นซูว่านฉีเฉียดความตายมาแล้วหลายครั้ง แต่นางไม่เคยถอยหนีเลยแม้แต่นิดเดียวเพื่อชัยชนะ
ดวงตาของเซี่ยทิงไป๋หรี่ลงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ได้ ช่างน่าสนใจจริงๆ
คนที่เคยพยายามจะตายตามคนรักมาหลายครั้ง ทำไมจู่ๆ ถึงได้หันมาคลั่งไคล้การฝึกวิชาขนาดนี้?
เป็เพราะมีสาเหตุบางอย่าง หรือเพราะว่าโลภมากเกินไปกันแน่? โลภมากเสียจนพอรอดพ้นจากความตายมาได้ ก็รีบหันกลับมาฝึกวิชาอย่างกระหาย
เซี่ยทิงไป๋เลื่อนน้ำชาิญญาไปตรงหน้าซูว่านฉีอย่างนุ่มนวล พลางทอดถอนใจ “ดื่มน้ำชาิญญาก่อนเถอะ”
ซูว่านฉีเงยหน้าขึ้น ที่ใบหน้าด้านข้างมีรอยแผลที่เกิดจากพลังปราณบาดลึก รอยเืสีแดงกระจายตัวอยู่บนใบหน้าที่ซีดเซียวของนาง ดูเป็ความงามที่ดูเหมือนจวนจะแตกสลาย
นางมองเซี่ยทิงไป๋อย่างสงบ ไม่ได้รับน้ำชาิญญานั้น เพียงแต่เอ่ยเรียบๆ “ขอบคุณผู้าุโที่เป็ห่วงเ้าค่ะ”
เมื่อได้รับคำตอบนั้น แววตาของเซี่ยทิงไป๋ยิ่งดูอ่อนโยนขึ้น
เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “ว่านฉีเพิ่งจะอายุครบร้อยปี ก็สามารถบรรลุระดับจินตานได้สำเร็จ”
“ตอนนี้ดูเหมือนว่า แม้จะเกี่ยวข้องกับพร์ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการหมั่นฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อในทุกวัน”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แววตาฉายแววชื่นชมเล็กน้อย “การพากเพียรฝึกฝนนับร้อยปี นอกจากจะมีพร์ที่โดดเด่นแล้ว จิตใจของว่านฉียังน่านับถือยิ่งนัก”
เมื่อฟังคำยกยอของเขา แววตาของซูว่านฉีไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว แม้แต่จังหวะหัวใจก็ไม่ได้เต้นเร็วขึ้นเลยสักวินาที
การหยั่งเชิงแบบนี้ ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมานางเจอมานับครั้งไม่ถ้วน
ครั้งนี้ คือการหยั่งเชิงเพื่อดูว่าตลอดร้อยปีหลังจากที่ท่านเซียนชิงเหยียนดับสูญไป สภาพจิตใจและท่าทีของนางเป็อย่างไร?
หรือจะหยั่งเชิงว่า— นางได้รับบัว์เหมันต์ทมิฬมาเมื่อไหร่?
ยิ่งได้รับกล้วยไม้มาเร็วเท่าไหร่ รากิญญาของนางก็จะถูกชำระล้างได้เร็วขึ้นเท่านั้น และย่อมไม่จำเป็ต้องฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งเหมือนในวันนี้เพื่อเลื่อนสู่ระดับจินตาน
ความหมายของการได้รับบัว์เหมันต์ทมิฬมาเมื่อร้อยปีก่อน กับการได้รับหลังจากท่านเซียนดับสูญไปนั้น ต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในใจของซูว่านฉีสงบนิ่งอย่างที่สุด แต่แววตากลับฉายความเลื่อนลอยออกมาจางๆ
นางหยักยิ้มที่มุมปากอย่างสมเพชตัวเอง “พากเพียรฝึกฝนงั้นหรือเ้าคะ?” “ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ ก็คงดีไม่น้อย”
เซี่ยทิงไป๋ได้ยินคำตอบนั้น แววตาก็ไม่ได้แสดงความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
เขาช่วยอุ่นน้ำชาิญญาที่เย็นชืดให้นาง พลางยิ้มเบาๆ “ว่านฉีใยต้องเข้มงวดกับตัวเองขนาดนี้”
“เ้าสามารถเอาชนะสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากในฝ่ายนอก จนเข้าสู่ฝ่ายในได้สำเร็จ”
“คิดว่าคงไม่ใช่แค่ฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น แต่คงต้องผ่านอุปสรรคมามากมายมหาศาล”
“ด้วยจิตใจและพร์เช่นนี้ ในอนาคตว่านฉีย่อมมีพลังพอที่จะ่ชิงวิถีแห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน”
ซูว่านฉีไม่ได้สนใจคำชมของเขาเลย
นางเงยหน้าขึ้นอย่างเหม่อลอย จ้องมองเซี่ยทิงไป๋ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า น้ำเสียงแฝงความแห้งผาก
“ชีวิตในฝ่ายนอก... จะ... ลำบาก... มากไหมเ้าคะ?”
เซี่ยทิงไป๋หลุบตาลง ซ่อนความประหลาดใจในดวงตาไว้
เขายกน้ำชาิญญาบนโต๊ะขึ้นมาจิบเป็ครั้งแรก พลางเอ่ยเรียบๆ “ก็อาจจะมั้ง”
ไม่ไกลนัก เจียงเจ๋อมองดูภาพซูว่านฉีและเซี่ยทิงไป๋ที่พูดคุยกันอย่างถูกคอ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าฝ่ายหลังขวางหูขวางตาขึ้นเรื่อยๆ
เขาปรายตามองเซี่ยทิงไป๋ที่ดูอ่อนโยนเป็กันเองอย่างเ็า ก่อนจะเบือนสายตาออกอย่างเฉยเมย หันไปมองหอโม่ยวี่ที่อยู่ไม่ไกล
หนึ่งอึดใจ สองอึดใจ สามอึดใจ
จู่ๆ เขาก็เปิดปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บที่ฝังลึกถึงกระดูก
“ควรจะต่อได้แล้ว”
