ติงเหว่ยพิงอยู่บนแผ่นหลังกว้างของกงจื้อิ รู้สึกอบอุ่นในใจเหมือนมีเตาไฟอยู่ภายใน ชายคนนี้อาจมีความทะเยอทะยานเกินไปบ้างในบางครั้ง หรืออาจละเลยรายละเอียดเล็กน้อย แต่เขาก็ปฏิบัติต่อนางด้วยความรักอย่างเต็มที่ วันนี้เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อประกาศให้คนในจวนทั้งหมดรู้ว่าเขารักนางมากแค่ไหน แม้ว่าในอนาคตเขาอาจไม่อยู่ข้างกายนาง ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนี้ก็คงจะไม่กล้าปฏิบัติไม่ดีต่อนางแม้แต่นิดเดียว
เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็ยื่นหน้าไปจูบแก้มเขาเบาๆ จากนั้นกระซิบที่ข้างหูเขาอย่างแ่เบาว่า “ขอบคุณนะ”
กงจื้อิรู้สึกถึงััอ่อนนุ่มที่แก้มในเสี้ยวเวลานั้น ริมฝีปากของเขาก็ค่อยๆ โค้งขึ้นเป็รอยยิ้ม “ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
แม่นมกู่ที่ได้ยินข่าวก็รีบเดินมาหา นางยืนอยู่ใต้ชายคาระเบียงในสวน มองไปยังนายน้อยที่เคยเ็ากำลังแบกหญิงสาวคนหนึ่งบนหลัง พร้อมกับพูดคุยหัวเราะกัน นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ สุดท้ายก็กลับไปที่ห้องของตนเอง รวบรวมบัญชีและกุญแจห้องเก็บของทั้งหมดแล้วนำไปส่งที่เรือนหลัก
ขณะที่กงจื้อิกำลังสั่งให้อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ไปเอาน้ำมันยามา เขาก็ได้ยินว่าแม่นมกู่เดินเข้ามา ติงเหว่ยรีบจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย แล้วพยายามดึงกงจื้อิที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างหน้านางให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ แต่ก่อนที่จะทำอะไรได้ แม่นมกู่ก็เข้ามาพอดี
ติงเหว่ยรู้สึกอึดอัดใจ ไม่รู้เหตุใดทุกครั้งที่เจอแม่นมกู่ นางมักจะรู้สึกกังวลใจเหมือนลูกสะใภ้ที่เจอแม่สามีอยู่เสมอ ท้ายที่สุดแล้ว แม่นมกู่เลี้ยงกงจื้อิมาั้แ่เด็กๆ หากนางไม่ชอบตนเอง ก็คงจะเพิ่มความหม่นหมองให้กับชีวิตในวันข้างหน้าไม่น้อย
ส่วนกงจื้อิไม่ได้รู้สึกอะไรเป็พิเศษ เขาลุกขึ้นต้อนรับแม่นมกู่แล้วเชิญให้นางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ก่อนจะถามว่า “แม่นมทำไมไม่พักสักหน่อย หรือว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า?”
แม่นมกู่ตบลงบนสมุดบัญชีที่อยู่ข้างๆ แล้วแกะพวงกุญแจที่เอวออก พลางยิ้มและพูดว่า “นายน้อยก็รู้ว่าบ่าวแก่แล้ว ปกติก็รอคอยให้มีนายหญิงเข้ามาดูแลบ้าน จะได้แอบี้เีบ้าง ตอนนี้แม่นางติงมาแล้ว ก็ให้รับ่ต่อสมุดบัญชีและกุญแจไปได้พอดี หากนายน้อยไว้ใจข้า หลังจากนี้บ่าวจะช่วยดูแลนายน้อยเอง”
ติงเหว่ยสบตากับกงจื้อิ ทั้งสองต่างก็มีแววตาแห่งความดีใจ
ว่ากันว่าบ้านใดที่มีความสามัคคี บ้านนั้นจะเจริญรุ่งเรือง คนใช้รู้หน้าที่ เ้าบ้านมีความเมตตา ก็นับว่าเป็ลางดีของบ้านที่จะรุ่งเรือง
“แม่นม ท่านดูแลเรือนหลังของจวนอู่โฮ่วมาหลายปี หลายๆ เื่ในอนาคตก็คงต้องให้ท่านช่วยชี้แนะเหว่ยเอ๋อร์ด้วย” กงจื้อิพูดด้วยความจริงใจ พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว ยายของเขาก็จากไปก่อนเขาเกิด ถ้าจะพูดว่าท่านอ๋องเป็ตัวแทนของพ่อ แม่นมกู่ก็คงจะเป็ยายที่เมตตาต่อเขา ตราบใดที่จวนอู่โฮ่วยังอยู่ ก็จะเลี้ยงดูท่านอย่างสงบจนวาระสุดท้าย
ติงเหว่ยเองก็รู้เื่นี้ดี นางรีบลุกขึ้นแสดงความเคารพและพูดอย่างจริงจังว่า “หลังจากนี้ต้องรบกวนแม่นมช่วยชี้แนะแล้ว ส่วนอันเกอเอ๋อร์เด็กคนนี้ซุกซนมาก เกรงว่าท่านจะต้องเหนื่อยมากขึ้นเสียแล้ว”
แม่นมกู่นึกถึงคุณชายน้อยที่อ้วนๆ ขาวๆ น่ารัก ก็อดยิ้มตาหยีไม่ได้ นางโบกมือพูดว่า “แม่นางไม่เข้าใจเื่เช่นนี้เสียแล้ว เด็กยิ่งซุกซนยิ่งฉลาดเฉลียว ตอนที่นายน้อยของพวกเรายังเด็ก เขาเล่นกับหินไฟจนเกือบเผาจวนทั้งหลัง มาดูตอนนี้สิทั้งสง่างาม ทั้งประสบความสำเร็จ!”
“แค่กๆ” กงจื้อิถูกแม่นมกู่เปิดเผยเื่น่าอายตอนเด็กๆ ก็รู้สึกอับอายพร้อมกระแอมออกมาเล็กน้อย แล้วอ้างว่ามีธุระต้องรีบออกไป ปล่อยให้แม่นมกับติงเหว่ยหัวเราะไม่หยุด “นายน้อยคงเขินอายน่ะ ใครจะรู้ว่าเขาที่ซุกซนขนาดนั้นตอนเด็ก โตขึ้นมาจะกลายเป็คนเงียบขรึมไป”
ติงเหว่ยกำลังจะพูดต่อ แต่เฉิงเหนียงจื่อกลับอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่เพิ่งตื่นออกมา เ้าเด็กอ้วนยังคงงัวเงียอยู่ แม่นมกู่ก็รีบรับเขาไปและอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง เ้าเด็กอ้วนถูเสื้อของแม่นมไปมาแล้วก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง
แม่นมกู่เกือบจะหลั่งน้ำตาออกมา ใจของนางอ่อนยวบไปหมด
“หากว่าฮูหยินาุโและฮูหยินใหญ่ยังมีชีวิตอยู่คงจะดีไม่น้อย หากได้เห็นนายน้อยไม่รู้ว่าจะดีใจมากขนาดไหน?”
ติงเหว่ยไม่รู้จะตอบอะไรจึงชงน้ำชาให้แม่นมกู่ แม่นมกู่กลัวว่าจะรบกวนคุณชายน้อยที่กำลังหลับจึงไม่ยอมดื่มชา แล้วก็พูดพลางบ่นถึงหน้าที่ของแต่ละคนในบ้าน สินค้าต่างๆ ในคลัง และแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับครอบครัวต่างๆ ในแต่ละตระกูล เห็นได้ชัดเจนว่านางกำลัง “อบรม” ติงเหว่ยในฐานะนายหญิงของสกุลกงจื้อแล้ว
ติงเหว่ยฟังอย่างตั้งใจและจำไว้โดยไม่มีท่าทีรำคาญใดๆ ยิ่งทำให้แม่นมกู่รู้สึกสบายใจขึ้นไปอีกหลายส่วน…
ไม่ต้องพูดถึงว่าการรวมตัวกันในจวนอู่โฮ่วจะครึกครื้นขนาดไหน ทั้งนายและบ่าวทุกคนตื่นเต้นอย่างไร พูดเพียงว่าเหล่าขุนนางกว่าร้อยคนที่อยู่หน้าประตูเจิ้งหยางคุกเข่ากันเกือบทั้งวัน ทั้งเหนื่อยทั้งหิว โดยเฉพาะเหล่าขุนนางาุโต่างรู้สึกเ็ปกระดูกไปทั้งตัว
พวกเขามองหน้ากันไปมาแล้วมองไปที่ถนนชิงหลงที่เงียบสงัด และแล้วก็เริ่มรู้สึกไม่ดี เกรงว่าสถานการณ์อาจไม่เป็ไปตามที่พวกเขาคิดไว้
ในที่สุดก็มีคนนึกถึงกองทัพสามแสนนายที่อยู่นอกเมืองขึ้นได้ นึกถึงซือหม่าเชวี่ยนที่อยู่ในสภาพใกล้ตาย นึกถึงชื่อเสียงของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่แข็งแกร่ง…
ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไม่ใช่ฮ่องเต้ที่สืบทอดบัลลังก์จากบรรพบุรุษอย่างราชวงศ์ซือหม่า ที่รู้จักแต่การกินดื่มและเล่นสนุก เขาออกรบั้แ่อายุสิบสี่ ชื่อเสียงที่โเี้ของเขาแพร่กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน จนสามารถทำให้เด็กๆ หยุดร้องไห้ในยามค่ำคืนได้
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาขวางไว้หน้าประตูวังหลวงเช่นนั้น ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้าไปไม่น้อย เกรงว่าเวลานี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่คงบันทึกชื่อพวกเขาไว้ในบัญชีแล้ว แม้ใน่เวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจราชวงศ์จะไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ แต่ในอนาคตล่ะ? เมื่อแผ่นดินสงบสุขแล้ว พวกเขาอาจถูกข้อหาบางอย่างขึ้นมาอย่างง่ายดาย และทั้งครอบครัวอาจถูกส่งไปทำไร่ที่ชายแดนเหนือ หรือไปทำงานหนักที่โรงเกลือทะเลตะวันออก หรือแม้กระทั่งบางทีในคืนหนึ่งเมื่อพวกเขานอนหลับลง ก็อาจไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้อีกเลย…
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ทุกคนต่างก็ใกลัว พวกเขามองไปที่สองสมุหพระอาลักษณ์ที่คุกเข่าอยู่หน้าประตูด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง หากไม่ใช่เพราะเ้าพวกคนไม่รู้จักตายพวกนี้ก่อเื่ พวกเขาจะทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ได้อย่างไร? ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ควรจะเตะพวกเขาตายไปั้แ่แรกแล้ว พวกเขาจะได้ไม่ต้องมาอับอายอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีในตอนนี้…
หัิและหลิวหลี่ที่กำลังพยายามอดทนอยู่ในขณะนั้น สมองของพวกเขาก็กำลังจินตนาการว่าชื่อของพวกเขากำลังจะโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน และลูกหลานจะยกย่องพวกเขาว่าเป็ตัวอย่างที่ดี แต่ขณะที่พวกเขากำลังดีใจอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบรอบๆ ตัว เมื่อเห็นสายตาที่ไม่เป็มิตรจากทุกคน พวกเขาก็รู้สึกงุนงง…
ทุกคนไม่มีอารมณ์มาช่วยพวกเขาคลายข้อสงสัย พวกเขาต่างก็เริ่มทยอยพูดขึ้นมาเพื่อถามขุนนางาุโว่า “ท่านต่ง ท่านซ่ง พวกท่านรีบช่วยคิดหาวิธีแก้ปัญหาหน่อยเถิด เราควรจะส่งใครไปที่จวนอู่โฮ่วหรือไม่?”
ขุนนางาุโหลายคนสบตากัน ต่างรู้สึกว่านี่เป็เื่ที่ไม่ควรล่าช้าอีกต่อไป แต่เมื่อนึกถึงท่านอัครมหาเสนาบดีฟางซึ่งเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด พวกเขาก็เพิ่งสังเกตว่าเขาหายไปแล้ว
“เอ๊ะ ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางล่ะ?”
“นั่นสิ ดูเหมือนเขาจะหายไปั้แ่เมื่อครู่แล้ว”
“ไม่สิ ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางไม่ได้คุกเข่าอยู่ที่นี่ั้แ่แรกแล้ว นี่เขาคงจะไม่ได้กลับไปกับท่านแม่ทัพใหญ่แล้วใช่หรือไม่?”
เ้าเฒ่าเ้าเล่ห์!
ทุกคนต่างกัดฟันด้วยความแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ อยากจะตำหนิท่านอัครมหาเสนาบดีฟางที่ไม่เตือนล่วงหน้า และเสียใจที่เมื่อครู่ใจร้อนไปถึงได้ทำเื่ที่โง่เขลาเช่นนี้ออกมา
ในขณะที่ขุนนางาุโหลายคนยังคงไม่ได้ข้อสรุป ก็มีทหารราชองครักษ์ที่ขี่ม้าเร็ววิ่งเข้ามารายงานว่า “ใต้เท้าทั้งหลาย แย่แล้ว แย่แล้ว! กองทัพนอกเมืองเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว!”
“อะไรนะ?” ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หน้าถอดสี ขณะที่พวกเขาพยายามจะลุกขึ้น แต่เพราะว่าหัวเข่าเจ็บจนชาจึงทำให้กระแทกชนกันล้มระเนระนาดไปหมด
แต่ในตอนนี้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจที่จะคร่ำครวญถึงความเ็ปอีกแล้ว หากเพราะการยั่วยุของพวกเขา ทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่เกิดความคิดจะสังหารขึ้นมาและให้กองทัพสามแสนนายบุกโจมตีเมือง พวกเขาก็จะกลายเป็คนบาปของซีเฮ่าทั้งหมด ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น แค่ราษฎรในเมืองหลวงก็จะไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป
“ไป ลากเ้าคนโง่เขลาสองคนนี้ไปคุกเข่าขอขมาต่อท่านแม่ทัพใหญ่ที่หน้าประตูจวนอู่โฮ่ว ยังไงก็ต้องให้ท่านแม่ทัพใหญ่คลายโทสะให้ได้”
เหล่าขุนนางาุโหลายคนตัดสินใจในทันที พวกเขาไม่กล้าขึ้นนั่งรถม้าและรีบก้าวขาเดินนำหน้าไปยังจวนอู่โฮ่วอย่างรวดเร็ว
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างก็รีบติดตามอย่างใกล้ชิด พวกเขาเกรงว่าหากก้าวช้ากว่านี้สักก้าว เมืองหลวงอาจนองไปด้วยเื
หัิและหลิวหลี่ยิ่งใกลัวจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น พวกเขาถูกทหารลากข้ามถนนและลานหน้าบ้าน
ในตอนนี้การสร้างชื่อให้จารึกในประวัติศาสตร์ถูกโยนทิ้งไปไกล สิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตตนเอง การถูกคนอื่นยกไว้บนแท่นสูงและคำนับให้จะมีเกียรติถึงเพียงไหน ก็ไม่สู้การนอนกลิ้งี้เีอยู่ในบ่อน้ำโคลน ยิ่งไปกว่านั้นในบ้านของพวกเขายังมีคนแก่และเด็กเล็กอีกหลายสิบชีวิตอยู่อีก…
แม้ว่าข่าวลือส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งจะเชื่อถือไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันแพร่กระจายเร็วที่สุด
ข่าวลือที่ว่ากองทัพนอกเมืองเริ่มเคลื่อนไหวและอีกไม่นานจะเริ่มโจมตีเมือง ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกบ้านเรือนในเมืองหลวงภายในชั่วพริบตา ไม่ว่าจะเป็บ้านของคนมั่งคั่งหรือคนทั่วไปต่างใจนทิ้งชามและตะเกียบในมือ พากันวิ่งออกจากบ้านราวกับคนบ้าและพยายามหาที่ซ่อนตัว แต่ในเมื่อเมืองนี้มีพื้นที่จำกัด และถูกกองทัพปิดกั้นทางเข้าออก แล้วจะมีทางหนีรอดได้อย่างไร
ในขณะที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง จึงมีคนเริ่มถามถึงสาเหตุ เพราะท่านแม่ทัพใหญ่ได้เข้าเมืองแล้ว และไม่มีความตั้งใจจะเริ่มการสู้รบใหม่ แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนใจ?
คงไม่ต้องบอกว่าเื่ที่สองสมุหพระอาลักษณ์ขวางประตูเอาไว้ และเหล่าขุนนางกว่าร้อยคนร่วมกันแสดงอำนาจข่มขู่ท่านแม่ทัพได้แพร่กระจายไปสู่หูของทุกคนในทันที โดยมีใครบางคนอยู่เื้ั
“พวกขุนนางชั่วสมควรตาย! พวกมันเอาชีวิตของพวกเราไปเล่นเป็ของเล่น!”
“ใช่แล้ว ปกติเบ่งอำนาจรังแกพวกเราก็ว่าแย่แล้ว ตอนนี้ยังกล้ารังแกถึงท่านแม่ทัพใหญ่อีกหรือ?”
“ทุบพวกมัน แก้แค้นแทนท่านแม่ทัพใหญ่ บางทีท่านแม่ทัพใหญ่จะได้ไม่บุกโจมตีเมือง!”
“ใช่ ใช่ รีบแก้แค้นแทนท่านแม่ทัพใหญ่กันเถอะ!”
มนุษย์มักเห็นแก่ตัวโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเป็อันตรายต่อชีวิต อำนาจหรือความมั่งคั่งใดๆ ก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้อีกต่อไป
สามคน ห้าคน หลายสิบคน หนึ่งร้อยคน หลายพันคน…
ผู้คนทั้งชายหญิง เด็กและผู้สูงอายุจำนวนนับไม่ถ้วนได้รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็มหาสมุทรแห่งความโกรธแค้น และพากันมุ่งหน้ามารวมตัวกันที่ถนนจู๋เชวี่ย
เมื่อเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนอู่โฮ่วในสภาพหอบแฮ่กๆ ด้วยความเหนื่อยล้า พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีราษฎรที่กำลังโกรธแค้นยืนเรียงรายอยู่ตรงข้ามพวกเขา
“ตีมัน ฆ่าขุนนางชั่วเหล่านี้ให้ตาย!”
ไม่รู้ว่าใครในฝูงชนะโออกมา แต่คำพูดนั้นก็เหมือนฉีดเืไก่ให้กับทุกคน ทั้งหมดพากันยกใบผักเน่า มันฝรั่งเหี่ยว หัวผักกาดเน่า แม้แต่แผ่นไม้และก้อนหิน ขว้างปาใส่เหล่าขุนนางที่สวมชุดขุนนางซึ่งสังเกตเห็นได้ง่าย
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยังไม่ทันรู้ตัวก็ถูกขว้างของใส่อย่างจัง
“ไอ๊หยา หัวของข้า!”
“ไอ้พวกชาวบ้านชั้นต่ำพวกนี้คิดจะก่อฏกันหรือยังไง!”
“ทหาร! ทหาร! รีบจับพวกมันให้หมด!”
บริเวณหน้าประตูจวนอู่โฮ่วที่เงียบสงบมาเป็เวลานาน จู่ๆ ก็กลับมาคึกคักขึ้นทันที แม้ชาวบ้านจะโกรธแค้นเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าฆ่าขุนนางเหล่านี้จริงๆ แต่ก็จะไม่ยอมปล่อยให้พวกเขารอดไปได้ง่ายๆ เช่นกัน
ในชั่วพริบตาเดียว เหล่าขุนนางก็เปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง จากขุนนางาุโกลายเป็ขอทานริมถนน เสนาบดีกลายเป็ชาวนาแก่ที่มีใบผักติดบนหัว ขุนนางขั้นสามดูสกปรกยิ่งกว่าสุนัขจรจัด ขุนนางขั้นห้ากลายเป็อันธพาลที่แพ้การต่อสู้ สภาพของพวกเขาช่างน่าสมเพชและตกต่ำจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้
