กุนซือหัวสุนัขชิวเยี่ยนชี มายุยงให้เขามอบของขวัญ? ตอนนี้เป็อย่างไรล่ะ นี่เป็หนแรกที่หนิงโม่ถูกคนเมินใส่
เยี่ยนชีที่แอบดูสถานการณ์อยู่ตรงรอยแง้มประตู
เหอะ บุรุษหนอ ปากบอกไม่้า แต่ร่างกายกลับซื่อตรง! กลางวันผู้ใดกันที่บอกอย่างห้าวหาญว่าไม่ง้อคน?
เปลี่ยนใจเร็วเสียยิ่งกว่าพายุ!
เยี่ยนชีที่ถูกเ้านายกดขี่จนไม่อาจเงยหน้ามาตลอด นี่เป็ครั้งแรกที่ได้เห็นอีกฝ่ายถูกปฏิเสธ เขาแอบสมน้ำหน้าเบาๆ
หลังจากรู้สึกสาแก่ใจ เ้านายกลับมาอีกทีพร้อมกับใบหน้าที่เยือกเย็น เยี่ยนชียังไม่นอนจึงสบตาหนิงโม่เข้า
อืม… อึดอัดเล็กน้อย ไม่สู้พูดอะไรสักหน่อย?
เขากระแอมและเอ่ย “เ้านาย อันที่จริงการถูกปฏิเสธก็ไม่ใช่เื่น่าอาย แม่นางเสิ่นเป็คนที่ไม่อยู่ในกรอบ ไม่เคยทำอะไรที่คาดเดาได้ สำหรับนางไม่สามารถใช้กลยุทธ์ปกติ”
หนิงโม่เริ่มหน่ายใจกับเขาและสีหน้าบึ้งตึง “ชิวเยี่ยนชี”
เขาย้อนนึกทุกครั้งที่เ้านายเรียกชื่อเต็มของตน เยี่ยนชีอดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ “ขอรับ”
“ข้ารู้สึกเบื่อ เ้าออกไปฝึกเพิ่มสามชั่วยาม”
เยี่ยนชีหน้าเศร้า นี่มัน… ปีศาจทรมานผู้คน!
เขาตบหน้าอก “เ้านาย วางใจได้ วันรุ่งขึ้นข้ารับรองว่าแม่นางเสิ่นต้องยกโทษให้ท่านแน่”
หนิงโม่หรี่ตาลงและมองไปทางเยี่ยนชีด้วยแววตาอันตราย “ข้ายังต้องให้นางยกโทษให้อีกหรือ?!”
เยี่ยนชีที่เปรียบดั่งหญ้าที่ขึ้นไปเรื่อยบนกำแพง ความปรารถนาในการมีชีวิตรอดแข็งแกร่งมาก “ใช่ๆๆ นางช่างไม่รู้จักประเมินตน รุ่งขึ้นข้าจะไปพูดกับนางเอง อีกทั้งให้นางรับรู้ความผิดของตนอย่างลึกซึ้ง!”
อืม ค่อยน่าฟังหน่อย
เมื่อได้รับการให้ความสำคัญจากเยี่ยนชี หนิงโม่ก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย เขาปรายตามองเยี่ยนชี “ข้าจะเชื่อเ้าครั้งสุดท้าย”
วันถัดมาก็คือเทศกาลหยวนเซียว รุ่งเช้าหนิงโม่กับเยี่ยนชีออกไปพร้อมกัน
เสิ่นม่านไม่ได้สนใจพวกเขา นางให้ต้าลี่กับที่เหลือช่วยกันแขวนโคมไฟในบ้าน หวังให้เทศกาลสลายบรรยากาศไม่ดีออกไปให้หมด
มื้อนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื้อหมูเป็ดไก่ปลาล้วนเพียบพร้อม ในครัวส่งกลิ่นหอมโชยไปไกลเกือบสองลี้
เด็กน้อยสามคนล้อมอยู่หน้าเตาและช่วยงาน ชุ่ยฮัวเป็ลูกมือให้เสิ่นม่าน ตอนที่อาหารใกล้เสร็จเรียบร้อย คังต้าลี่รีบวิ่งเข้ามาจากด้านนอก ใบหน้าเปี่ยมด้วยความกังวล
“เ้านาย อาจารย์หนิงแย่แล้ว”
เสิ่นม่านเงยหน้าจากหน้าเตา แก้มแดงระเรื่อจากความร้อนของไฟ
“เกิดอะไรขึ้น?”
แม้ว่าจะแกล้งแสดงท่าทางไม่สนใจไยดี แต่ร่างกายกลับไม่รักดีตามพวกเขาออกประตูครัวไป
ในลานบ้าน เยี่ยนชีแบกหนิงโม่ที่มีผ้าพันแผลที่ขา ใบหน้าที่ภักดีเปี่ยมความกังวล
เมื่อเห็นเสิ่นม่าน เขาเอ่ยขึ้น “แม่นางเสิ่น เมื่อครู่เสี่ยวหนิงออกไปกับข้าและไม่ทันระวังถูกหินกลิ้งกระแทกใส่ขาซ้าย เกรงว่าคงต้องพักหลายวัน”
อยู่ดีๆ ก็ถูกหินกลิ้งกระแทกใส่?
เสี่ยวตงถามด้วยสีหน้าตึงเครียด “ท่านลุงหนิงเป็วรยุทธ์ไม่ใช่หรือ? แล้วจะถูกกระแทกได้อย่างไร?”
เยี่ยนชี “…”
“จริงๆ นะ เมื่อครู่… เขาคิดแต่จะช่วยข้า จึงหลบไม่พ้นเสียเอง”
เขามองเสิ่นม่านอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็แอบเอามืออ้อมไปด้านหลังหนิงโม่และหยิกขาของเขาเต็มแรง คนบนหลังสูดหายใจเฮือกใหญ่ทันใด
เสิ่นม่านขมวดคิ้วและเม้มปาก “ยังมัวรีรออะไรกัน? รีบพาเขาไปที่ห้อง”
เยี่ยนชีพุ่งเข้าห้องปีกตะวันออก
เมื่อหลบหลีกสายตาคนภายนอกเรียบร้อย หนิงโม่เอ่ยถามเสียงต่ำอย่างไม่แน่ใจ “แผนนี้จะใช้ได้หรือ?”
เยี่ยนชีตบหน้าอกอย่างมั่นใจ “วางใจเถิดเ้านาย ท่านยังไม่รู้จักคนอย่างแม่นางเสิ่นดีหรือ? แข็งนอกอ่อนใน ขอเพียงท่านแสดงความอ่อนแอต่อหน้านาง ทำตัวน่าสงสารเข้าไว้ นางต้องสนใจท่านแน่!”
แสดงความอ่อนแอ ทำตัวน่าสงสาร…
หนิงโม่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด ฟังดูแล้วก็จริงตามนั้น
สิ้นเสียงไม่ทันไร เด็กสามคนก็เข้ามาล้อมรอบเตียงและถามไถ่อาการของหนิงโม่
เสี่ยวตงเอ่ยขึ้นคนแรก “ท่านลุงหนิง ท่านาเ็ได้อย่างไร? ยังเจ็บขาอยู่หรือไม่?”
หนิงโม่มองไปทางประตู ไม่มีผู้อื่นเข้ามาอีก พลันหงุดหงิดใจอย่างน่าประหลาด เขาตอบด้วยความอดทน “ไม่เป็ไร ไม่กี่วันก็หายแล้ว”
เสี่ยวหลานลูบไม้ดามขาของเขาและถามอย่างจริงจัง “เส้นเอ็นและกระดูกาเ็ต้องรักษาร้อยวัน ท่านลุงหนิง ท่านต้องนอนพักบนเตียงหนึ่งร้อยวันเชียวนะ”
นอนพักหนึ่งร้อยวันเขาไม่สนใจ สิ่งสำคัญคือต้องให้เสิ่นม่านมาหาเขาเอง
ต้าเป่าเบะปาก “ท่านแม่บอกว่า แค่เป่าก็จะไม่เจ็บ ข้าเป่าให้ท่านดีหรือไม่?” พูดจบ เด็กทุกคนก็ไปล้อมอยู่ขอบเตียงและเป่าขาให้หนิงโม่ ศีรษะน้อยๆ ทั้งหลายกระเถิบเข้ามาปลอบโยนตนเอง หนิงโม่อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
ในลานบ้าน เสิ่นม่านะโ “กินข้าวได้แล้ว!”
เด็กน้อยที่กำลังเป่าขาให้เขาพลันหันหลังวิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามองเขาเลยสักนิด กระทั่งเยี่ยนชีที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูก็หายวับไปไม่เห็นแม้แต่เงา
หนิงโม่ที่นอนอยู่บนเตียง “???” ให้ตายเถิด กินข้าวสำคัญกว่าข้าหรือ?! อย่างน้อยก็ต้องเหลือไว้ให้ข้าบ้างสิ!
บนโต๊ะอาหาร เยี่ยนชีโซ้ยอาหารมากมายไปสองถ้วยราวกับพายุเข้า จากนั้นปาดริมฝีปากที่เงาวับพลางเอ่ยไม่ชัดคำนัก
“ข้ากินอิ่มแล้ว จะตักข้าวไปให้เสี่ยวหนิง เขายังไม่ได้กินอะไรจนถึงตอนนี้…”
เสิ่นม่านกินไปไม่กี่คำและใกล้จะอิ่ม จึงเอ่ยอย่างเชื่องช้า “เมื่อครู่ก่อนกินข้าว ข้าเก็บส่วนของเขาไว้ในหม้อนึ่งที่ครัวให้แล้ว เ้ายกไปให้เขาเถิด”
เยี่ยนชีแอบเลิกคิ้ว ดูสิ… สตรีหนอ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวสินะ?
เขาตอบรับ พลันความคิดบางอย่างก็วาบขึ้นมา จากนั้นก็กุมท้อง “โอ๊ย ข้าปวดท้องเหลือเกิน ขอตัวไปปลดทุกข์ก่อน”
เสิ่นม่านยกถ้วยขึ้นมาและเหลือบมองเขาอย่างประหลาดใจ
อาหารนั่นไม่ควรอุ่นนานเกินไป เพราะรสชาติจะเปลี่ยน หนิงโม่จอมเลือกกินจะแง่งอนเอาได้
นางมองไปทางคังต้าลี่ที่เพิ่งกินข้าวเรียบร้อยและถาม “เช่นนั้นเ้าไป?”
คังต้าลี่มองไปที่เยี่ยนชี อีกฝ่ายขยิบตาให้ เขารับรู้และเกาศีรษะ “ข้า… ข้ายังต้องไปดูลูกน้อยที่ห้อง หรือไม่เ้านายไปด้วยตนเองเถิด”
ขอเพียงยังมีความเป็คน ก็ต้องดูออกว่าหลายวันมานี้เสิ่นม่านกับหนิงโม่กำลังงอนกันอยู่ เพื่อรักษาความสงบสุขของโลกใบนี้ ควรให้พวกเขาสองคนคืนกลับสู่วันวานที่ชอบกัดกัน… เอ๊ย ไม่ใช่สิ วันวานที่ปะทะกันราวลิ้นกับฟันดีกว่า
คนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆ ท่านอา ท่านแม่ เ้านายท่านไปเองดีกว่า”
เสิ่นม่าน “…” ข้าไปก็ได้!
นางยกอาหารที่ร้อนกรุ่นเดินไปทางห้องปีกตะวันออก คนบนเตียงที่แสนเกียจคร้าน นึกว่าเยี่ยนชีกลับมา ขณะกำลังจะลุกขึ้นด่า
“ชิวเยี่ยนชี ตอนนี้เ้าปีก… เหตุใดถึงเป็เ้า?”
เสิ่นม่านเลิกคิ้ว “เป็ข้าแล้วอย่างไร?”
“ไม่มีอะไร” หนิงโม่สบายใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยผู้หญิงคนนี้ก็คุยกับเขาสักที
เสิ่นม่านยกอาหารมาและวางอยู่ข้างเตียง จากนั้นกวาดตามองขาของเขาและถาม “อยู่ดีๆ ไปให้หินกระแทกได้อย่างไร? เป็อย่างไรบ้าง กระดูกาเ็หรือไม่?”
หนิงโม่เบนศีรษะไปอีกทาง “ยังดีอยู่ หมอบอกว่าพักสักระยะเดี๋ยวก็หาย”
“อืม”
ใครบางคนตบขาของเขาและสังเกตสีหน้าของหนิงโม่เงียบๆ จากนั้นก็ออกแรงบีบข้อเท้าของเขา
พลันมีเสียงดัง ‘กึก’
“อ๊าก!” เสียงร้องอนาถของชายหนุ่มสะท้อนอยู่ในหู
-----
