“อย่างนั้นดีมากเลย”
เมื่อได้ยินตู้เซ่าฝู่ตอบตกลง กัวิก็ดีใจมาก จูเสวี่ยก็สบายใจโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง พวกเขาสองคนดูออกว่าตู้เซ่าฝู่มีพลังที่แข็งแกร่งเพียงใด และรู้สึกว่าเขายังมีบางอย่างซ่อนไว้ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ถึงขนาดผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาถึงระดับขั้นััพลังลี้ลับก็ยังถูกสังหารได้ หากมีคนอย่างนี้อยู่ข้างกาย พวกเขาคงปลอดภัยขึ้นเยอะเลย อีกอย่างตอนนั้นแม้กระทั่งเ้าสำนักเฮ่อเองที่เห็นฝีมือของเขาแล้วก็ยังชื่นชม
กัวิาเ็จากการต่อสู้เมื่อครู่อยู่ไม่น้อย ส่วนจูเสวี่ยก็ใช้พลังงานไปมาก ทั้งสองต่างจำเป็ต้องพักฟื้นร่างกาย ไม่สามารถเร่งฝีเท้าในการเดินทางได้
ดังนั้น ในเวลาโพล้เพล้ ตู้เซ่าฝู่จึงออกไปล่าปีศาจหมูทลายผาด้วยตัวเอง เขาแบกมันขึ้นบ่านำกลับมาแล้วเริ่มปิ้งย่างทำอาหาร กลิ่นหอมจากเนื้อย่างฟุ้งยั่วให้น้ำลายสอ กัวิและจูเสวี่ยที่กำลังบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณอยู่ต่างก็ลืมตาแป๋ว หันไปมองพร้อมกับกลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน
“หิวก็มาทานด้วยกันเถิด”
ตู้เซ่าฝู่พูดกับสองคนนั้น จากนั้นก็ไม่เกรงใจเริ่มบรรเลงกินยั่วด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย กัวิก็เริ่มกินอย่างไม่เกรงใจแล้ว เพราะเขาหิวมากจริงๆ ส่วนจูเสวี่ยยังสำรวมอยู่ ทว่ากัวิช่วยฉีกท่อนขาหมูยื่นให้กับนาง นางขมวดคิ้วเล็กน้อยรับมา จากนั้นอ้าปากกำลังพอดีลองชิมอย่างละเมียดละไม เมื่อได้ััรสชาติ สีหน้าก็ดูใขึ้นมาทันที จนสุดท้ายก็ไม่ห่วงท่าทางการกินแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะนางหิว หรือว่าเพราะเนื้อย่างท่อนนี้รสชาติอร่อยเหาะจนต้านทานไม่อยู่
“ช่างอร่อยเหลือเกิน ไม่เคยทานเนื้อย่างที่รสชาติดีเช่นนี้มาก่อน”
กัวิกินอย่างมูมมามท่าทางราวกับหมาป่าที่หิวโซ พร้อมกับเอาแต่เอ่ยชมไม่หยุดปาก และกล่าวขอบคุณตู้เซ่าฝู่อยู่เรื่อยๆ
เมื่อทุกคนเขมือบอาหารมื้อนี้จนเสร็จ อิ่มสบายท้องจนเรอออกมา กัวิและจูเสวี่ยทำการฟื้นฟูรักษาตัวเองกันต่อ
ตู้เซ่าฝู่เองก็นั่งสมาธิ เริ่มฝึกวิชาฌานของเหยี่ยวั์ปีกทอง เมื่อสักครู่ที่กินปีศาจหมูทลายผาไป ทำให้มีปราณชั้นดีจำนวนหนึ่งถูกดูดซึมเข้ามา
ปีศาจและอสูรสามารถดูดพลังจากเืเนื้อของสิ่งมีชีวิตที่กินเข้าไปมาใช้เอง ในเมื่อตู้เซ่าฝู่ฝึกวิชาฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองมาแล้ว เขาจึงรู้วิธีการทำเช่นนี้ โดยเฉพาะวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองไม่เหมือนกับอสูรอื่นๆ ทั่วไป เพราะมันเป็อสูรพันธุ์ชั้นสูง วิชาฝึกปราณของมันปรับเปลี่ยนให้ได้ผลน่ากลัวยิ่งขึ้น
เพียงแต่ที่เขากินก็แค่ปีศาจหมูทลายผา แถมยังเป็ปีศาจหมูทลายผาที่ปรุงสุกแล้ว ดังนั้นพลังที่เหลือที่เขาดูดซึมมาใช้ได้มีไม่มากเท่าไร ในวิชาการฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทอง แต่เดิมคือการกินเืเนื้อของปีศาจและอสูรอื่นๆ เป็ๆ สดๆ สำหรับดึงเอาพลังของเหยื่อมาใช้ พลังของเนื้อสดที่ยังมีเืชุ่มจะปรากฏพลังที่บริสุทธิ์กว่าและปริมาณมากกว่า
แต่ตู้เซ่าฝู่คืุ์ ให้กินอสูรหรือปีศาจตัวเป็ๆ สดๆ เขาทำใจทำเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ
ทว่าตอนนี้ก็สามารถดูดซึมพลังจากอาหารที่กินมาใช้เองแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าน่ากลัวมากแล้ว ตู้เซ่าฝู่ครุ่นคิดกับตัวเองว่า หากเขาได้กินเนื้อของอสูรที่มีระดับสูงมากกว่านี้ ต่อให้ผ่านการปรุงสุกมาแล้ว ก็ยังสามารถดึงเอาพลังมหาศาลมาจากมันได้ หากทำเช่นนั้นก็จะทำให้ความเร็วในการพัฒนารวดเร็วขึ้นได้มาก
ตู้เซ่าฝู่บรรลุวิชาฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวั์ปีกทองมาแล้ว ต่อไปเขาก็วางแผนที่จะฝึกฌานตามเหยี่ยวั์ปีกทอง เพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมไปถึงจะฝึกวิชาฝึกร่างกายของมันด้วย
ร่างกายของเหยี่ยวั์ปีกทองนับว่าแข็งแกร่งดั่งภูผาเหล็กกล้า ว่ากันว่าพันธุ์อสูรของเหยี่ยวั์ปีกทองถือว่าเป็ระดับสุดยอด เป็เหยี่ยวที่เก่งฉกาจและน่าสะพรึงกลัว ในตำนานว่ากันว่ามักกินอสูรพันธุ์ัเป็อาหาร
มันกินัั์เป็อาหาร ดังนั้นร่างกายของเหยี่ยวั์ปีกทองจึงแข็งแรงกำยำมาก มิเช่นนั้นมันจะจับอสูรตระกูลัมาเป็อาหารได้อย่างไร
วันต่อมา แสงอ่อนๆ ทอลงมาจากเวหา ตู้เซ่าฝู่ กัวิและจูเสวี่ยทั้งสามคนเริ่มออกเดินทางจากหุบเขา
อาการาเ็ของกัวิหลังจากกินยาลูกกลอนไปมากมายหลายชนิดก็ฟื้นฟูได้รวดเร็วมาก ดูแล้วแทบไม่เป็อะไรแล้ว ตู้เซ่าฝู่เมื่อเห็นเช่นนี้เองก็แอบประหลาดใจ คิดว่าเขาสมกับเป็ศิษย์ของสำนักวรยุทธใหญ่ จึงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมาก
ตู้เซ่าฝู่เห็นยาลูกกลอนทั้งหลายทั้งมวลที่กัวิกินไปต่างเป็ยาชั้นเลิศที่มีมูลค่าสูงมาก ที่วัยรุ่นของบ้านสกุลตู้ได้รับมาเทียบกับของเขาไม่ได้เลย ไม่แปลกเลยที่ทุกคนต่างหวังว่าสามารถเข้าร่วมสำนักและพรรคใหญ่ เพราะทรัพยากรสำหรับการฝึกฌานต่างชั้นกับที่อื่นทั่วๆ ไปจริงๆ
แน่นอนว่าตู้เซ่าฝู่เองก็รู้ดี อายุของกัวิน่าจะพอๆ กับเขา อายุเพียงเท่านี้กลับเป็ผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาได้แล้ว รุ่นทายาทลูกหลานของบ้านสกุลตู้ในขณะนี้ไม่อาจเปรียบกับเขาได้เลย รวมถึงเขาเอง หากไม่ได้พบโชคลาภปาฏิหาริย์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่จนสามารถบรรลุขั้นเบิกนภาได้ ตัวเขาเองก็คงสู้กับศิษย์ยอดสำนักคนนี้ไม่ได้
ในเทือกเขาอสุรกายยามเช้าตรู่ บรรยากาศยังคงเงียบสงัด ทั้งสามคนกำลังเดินทางอย่างระมัดระวัง ทั้งสามคนคอยกวาดสายตาสาดส่องบริเวณรอบๆ อยู่เสมอ ในมือของกัวิกำดาบยาวไว้แน่น เพื่อเตรียมตัวตั้งรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
ตู้เซ่าฝู่ที่แต่เดิมยังเป็แค่มือใหม่ พอมาถึง่นี้ฝีมือพัฒนาไปมากและชำนาญวรยุทธมากขึ้นเป็กอง โดยเฉพาะ่ก่อนหน้าที่ได้ฝึกฝีมืออย่างหนัก ระหว่างที่อยู่กับแม่นางยอดฝีมือคนสวยชุดเรียบที่มาตามหาฝูอี้ไป๋ เขาได้รับความรู้และประสบการณ์มาอย่างท่วมท้น
การกระทำต่างๆ ของตู้เซ่าฝู่ในป่าทึบแห่งนี้ ทำให้จูเสวี่ยและกัวิต่างแอบประหลาดใจกัน ดูออกว่าหนุ่มน้อยที่ตอนนี้อยู่ร่วมกับพวกเขาผ่านการฝึกอย่างหนักมาไม่น้อย ดังนั้นสุดท้ายแล้ว ทั้งสองคนก็มองตู้เซ่าฝู่เป็ศูนย์กลางของกลุ่มโดยตัวเองไม่ทันได้รู้สึกตัว
จูเสวี่ยดูบอบบาง ใบหน้ารูปไข่ดูจิ้มลิ้ม ท่าทางการวิ่งผ่านขุนเขาพงไพรของนาง ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ผู้เห็นรู้สึกสงสารและเป็ห่วง ทว่าความเร็วของนางเมื่อเปรียบกับกัวิยังถือว่าเร็วกว่า ทั้งสามคนนี้หากเปรียบกันด้วยระดับขั้นของการฝึกฌาน นางที่ดูอ่อนแอกลับแข็งแกร่งที่สุด
เทือกเขาอสุรกายก็คือเทือกเขาที่เต็มไปด้วยอสูรมากมาย ต่อให้อยู่เพียงแค่ขอบของแนวเทือกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความอันตรายอยู่ดี ทั้งสามระวังตัวมาก ทว่าก็ยังคงมีอสูรและปีศาจพุ่งเขามาโจมตีอยู่ดี
อสูรที่กระโจนเข้ามาโจมตีสามคนนี้คือฝูงหมาป่าบ้าคลั่ง มันคืออสูรที่กำเนิดมาจากอสูรพันธุ์หมาป่าและอสูรพันธุ์สุนัข หมาป่าบ้าคลั่งเมื่อโตเต็มที่แล้วจะสามารถบรรลุถึงเข้าเบิกนภาได้ มันมักจะจู่โจมเหยื่อพร้อมกันเป็ฝูง พวกมันมีประสาทััทางด้านกลิ่นที่ดีมาก และเคลื่อนไหวได้ไวมาก พวกกลุ่มนักล่าอสูรกลัวที่จะปะทะกับฝูงหมาป่าบ้าคลั่งที่สุดแล้ว
“โฮกๆ!”
หมาป่าบ้าคลั่งราวๆ ยี่สิบตัวมีหัวหน้าฝูงคือหมาป่าสีดำที่ลำตัวใหญ่พอๆ กับเสือวัยผู้ใหญ่ พวกมันทั้งฝูง
บุกกระโจนเข้าโจมตีทั้งสามคนนั้น พร้อมกับแยกเขี้ยว สยายกรงเล็บ ร้องคำถามเสียงดัง
“ลงมือ!”
ตู้เซ่าฝู่ กัวิ และจูเสวี่ยไม่ได้เป็คนอ่อนแอ พวกเขารีบลงมือจัดการพวกมันทันที
จะสู้กับศัตรูก็ควรจัดการหัวหน้ามันให้ได้ก่อน เมื่อตู้เซ่าฝู่สังหารหมาป่าบ้าคลั่งไปได้สองตัวแล้ว ก็รีบกระโจนไปทางหมาป่าสีดำที่เป็จ่าฝูง
“โฮกๆ!”
เพียงแต่หลังจากประชันกันด้วยกระบวนท่าเดียว ตู้เซ่าฝู่เพียงแค่เรียกใช้วิชาหมัดระบำคลื่น อัดเ้าหมาป่าสีดำจนกระเด็นถอยไปไกล แต่ก็ไม่รู้ว่าเ้าหมาเป่าสีดำตัวนั้นรู้สึกถึงอะไร มันมองแววตาอาฆาตของตู้เซ่าฝู่ก็เกิดความหวาดกลัว จากนั้นก็รีบเผ่นหนีไปไกล
เหตุการณ์นี้เองก็ทำให้ตู้เซ่าฝู่แปลกใจเช่นกัน จ่าฝูงของหมาป่าบ้าคลั่งไม่น่าจะต่อกรด้วยง่ายเลย แข็งแกร่งยิ่งกว่าบุรุษร่างั์ที่เป็หัวหน้ากลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวที่อยู่ขั้นเบิกนภาแล้วเสียอีก ถ้าเขาอยากสังหารมันให้ได้ น่าจะต้องลงไม้ลงมือนานมากถึงจะสำเร็จ ทว่าก็ไม่รู้ว่าหมาป่าบ้าคลั่งเกิดเป็อะไรจึงหนีหายไปไกลเอง
ต่อมาทุกครั้งที่พบการลอบโจมตีของพวกปีศาจและอสุรกาย พวกมันทุกตัวหลังจากที่ตู้เซ่าฝู่โจมตีใส่เพียงกระบวนท่าหนึ่ง จ่าฝูงของอสูรพวกนั้นต่างแสดงสีหน้าเกรงกลัว จากนั้นก็เริ่มถอยหนีไปไกล ไม่คิดจะต่อสู้กับสามคนนี้อีก
เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำๆ เข้า กัวิกับจูเสวี่ยเองก็รู้สึกถึงความไม่ปกติ หลังจากประหลาดใจและสงสัยจึงอยากรู้ที่ไปที่มาของตู้เซ่าฝู่ จึงพยายามหลอกถามอ้อมๆ ทว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้ข้อมูลอันใดที่มีประโยชน์ออกมา...
“นายท่านเฮ่อมักจะบอกกับพวกเราว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า สหายเซ่าฝู่ เ้าแข็งแกร่งมาก เมื่อครู่งูเหลือมโลหะทองที่ถือว่ามีพลังเป็สุดยอด แข็งแกร่งขนาดที่ผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งก็จัดการมันได้ยากมาก นึกไม่ถึงว่าสหายเซ่าฝู่จะต่อกรกับมันได้ด้วย”
ณ ทางเดินแคบๆ ระหว่างซอกเขา กัวิรู้สึกนับถือตู้เซ่าฝู่มากขึ้นเรื่อยๆ ในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกันในสำนักยันต์ปราณ เขาก็ถือว่าโดดเด่นสุดยอดกว่าคนทั่วไปแล้ว ปกติจะมีความทิฐิไม่ค่อยสนใจอะไรใครสักเท่าไร ทว่าเมื่อมาพบกับตู้เซ่าฝู่ เขาก็เริ่มได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น ความหยิ่งยโสในตัวของเขาก็ลดลงมาไม่น้อย
เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินคำพูดของกัวิ เขาก็ยิ้มออกมา ในใจก็ยังคงสงสัยคิดว่าเป็เพราะเหตุใด อสูรทั้งหลายเมื่อเผชิญหน้าเขาจึงต้องกลัวจนเผ่นแนบหนีไปเอง
เมื่อตกเวลากลางคืน ทั้งสามคนก็หาถ้ำในเขาเพื่อซ่อนตัวและพักผ่อน กิจกรรมที่ขาดไม่ได้คือการกินปิ้งย่าง ครั้งนี้จูเสวี่ยไม่ได้สำรวมอีกต่อไป แถมยังเป็ฝ่ายเสนอตัวมาช่วยปิ้งอีก กัวิที่อยู่ข้างๆ มองดูน้ำลายแทบไหล
หลังจากสวาปามกินอย่างเอร็ดอร่อยกันไปแล้ว ทั้งสามคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน พอตกวันรุ่งขึ้นตอนเช้าก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง
สามวันที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนใกล้ชิดสนิทสนมเป็กันเองมากขึ้นไม่น้อย
จากการพูดคุยกับกัวิและจูเสวี่ย ตู้เซ่าฝู่ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากไม่น้อยเลย อย่างเช่นเื่ความกว้างใหญ่ไพศาลของเทือกเขาอสุรกาย ซึ่งรอบๆ จะมีจักรวรรดิหลายแคว้นอยู่ ได้ยินว่าต่อให้เป็ยอดฝีมือที่เหนือกว่าใครๆ การเดินทางข้ามผ่านทั้งเทือกเขาอสุรกายแห่งนี้ก็ทำได้อย่างยากลำบาก
เื้ัของจักรวรรดิทุกแคว้น มักจะสนับสนุนสำนักหรือพรรคที่ยิ่งใหญ่อยู่ อย่างเช่นสำนักยันต์ปราณ ได้รับการสนับสนุนจากหลายแคว้น องค์หญิงองค์ชายของประเทศจำนวนหนึ่งก็มาฝึกฌานอยู่ที่สำนักยันต์ปราณ
ระหว่างสามวันนี้ ทั้งสามคนได้พบอสูรและปีศาจมากมาย ทว่าก็เกิดเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำๆ เมื่อตู้เซ่าฝู่ลงมือ บรรดาอสูรและปีศาจทั้งหลายก็รีบถอยหนีกันไปไกล ไม่มีตัวไหนกล้าสู้ต่อ
แต่ในระหว่างสามวันนี้ ทั้งสามคนก็ได้พบนักล่าอสูรเช่นกัน แต่ไม่ใช่คนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาว เหล่านักล่าอสูรพวกนั้นมีความสามารถในการวิเคราะห์และมองเหตุการณ์ได้อย่างดี เด็กหญิงเด็กชายสามคนนี้ล้วนไม่ธรรมดา การที่กล้าเข้ามาในเทือกเขาอสุรกาย หากไม่ได้เพราะมีทักษะความสามารถที่เหนือคนธรรมดา ก็ต้องมียอดฝีมือคอยสนับสนุนอยู่เื้ั พวกเขาถูกพามาเพื่อฝึกฝีมือ ดังนั้นจึงไม่กล้าลงมือผลีผลาม แค่เจอแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ต้องปะทะกัน
ผ่านมาสามวัน เวลาโพล้เพล้ ทั้งสามคนกำลังหาที่พัก ทันใดก็มีเงาของคนเก้าคนปรากฏให้เห็น ชายหนุ่มที่เดินนำหน้ามาสวมชุดคุณชายดูดี ดูแล้วอายุน่าจะราวๆ สิบแปดสิบเก้าปี ดูสูงสง่า
“ศิษย์พี่เสิ่นเหยียน”
เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ปรากฏตัว จูเสวี่ยกับกัวิก็ตะลึง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็สีหน้าปีติ เก้าคนนี้เป็พรรคพวกในสำนักที่หายตัวเอง เสิ่นเหยียนเป็ผู้นำกลุ่ม เขาคือหัวหน้าที่นำกลุ่มศิษย์ในสำนักออกมาครั้งนี้
“ศิษย์พี่จูเสวี่ย ศิษย์พี่กัวิ”
บรรดาศิษย์ในสำนักยันต์ปราณเมื่อเห็นจูเสวี่ยกับกัวิก็ดีใจรีบวิ่งเข้าไปล้อมรอบ ทว่าสายตาของเสิ่นเหยียนเอาแต่จับจ้องที่ตู้เซ่าฝู่ นั่นเพราะว่าเขายังจดจำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ตู้เซ่าฝู่ประมือกับศิษย์ของสำนักอสรพิษ์
“ศิษย์พี่เสิ่นเหยียน ทำไมพวกท่านจึงมาที่นี่?”
