เช้าตรู่วันต่อมา หลีเหย่ก็มาเรียกเนี่ยเทียนและพาเขาไปรออยู่ที่หน้าประตูด้วยกัน
ไม่นานหลังจากนั้น เผยฉีฉีที่สวมชุดสีฟ้าก็ปรากฏตัวตามนัดหมาย
เวลาห่างกันครึ่งเดือน เมื่อเนี่ยเทียนได้เจอกับเผยฉีฉีอีกครั้งดวงตาของเขาก็ยังเปล่งประกายวิบวับ รู้สึกตกตะลึงไปกับความงามของนาง
เขาแอบใช้พลังของสะเก็ดดาวทั้งเจ็ดดวงที่อยู่ในมหาสมุทรจิติญญาเล็กน้อยถึงต้านทานเสน่ห์เย้ายวนที่มาจากเผยฉีฉีและสามารถเผชิญหน้ากับหญิงสาวผู้นี้ด้วยสภาพจิตใจที่เป็ปกติได้
“หัวเทียน?” เผยฉีฉีที่เดินมาถึงช้าๆ มองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้ง คิ้วงามขมวดน้อยๆ เอ่ยถามหลีเหย่ “เ้าพาเขามาทำไม?”
“ศิษย์พี่หญิง แม้ว่าเนี่ยเทียนจะตบะไม่สูง ทว่าพละกำลังของเขามีไม่น้อยจริงๆ” หลีเหย่อธิบายด้วยใบหน้าประจบ “เขาไม่ต้องใช้พลังิญญาสักเส้นก็สามารถผ่าไม้เฮยอิ๋นได้ สถานที่ที่พวกเราจะไปสภาพเป็อย่างไรท่านเองก็รู้ดี ยิ่งใช้พลังิญญาก็ยิ่งทำให้เกิดคลื่นเคลื่อนไหวมากกว่าเดิม”
“มีหัวเทียนอยู่ด้วยผลพวงที่พวกเราจะได้รับก็อาจจะเพิ่มมากขึ้น”
เผยฉีฉีลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “ขอบเขตเขาต่ำเกินไป ข้ากังวลว่ายังไม่ทันไปถึงที่นั่นเขาก็คงต้านทานไม่ไหว ถูกปราณิญญาสกปรกกัดกินร่างกายและหัวใจ พวกเราไปทำธุระ ไม่มีเวลาว่างมาดูแลตัวภาระหรอกนะ”
“ศิษย์พี่หญิง ก่อนหน้าจะไปถึงที่นั่นข้าจะดูแลเขาเอง ท่านวางใจเถอะ” หลีเหย่รับรอง
“ตัวภาระ...” เนี่ยเทียนลูบจมูกด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
จนถึงทุกวันนี้ นับั้แ่ประสบการณ์การประลองในโลกมายามรกต เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในเทือกเขาชื่อเหยียน การประหัตปะากันในประตู์ เขายังไม่เคยถูกใครมองว่าเป็ตัวภาระมาก่อน
นึกไม่ถึงว่าพอมาอยู่ในเมืองโพ่เมี่ย ในสายตาของเผยฉีฉีผู้นี้ตนกลับกลายมาเป็ตัวภาระเสียได้
“มันคุ้มแล้วหรือที่เ้าจะคุ้มครองเขาจนไปถึงที่นั่น?” เผยฉีฉีเอ่ยถามอีกครั้ง
หลีเหย่พยักหน้า “น่าจะคุ้มนะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เผยฉีฉีไม่พูดมากอีก แล้วจึงเดินนำไปยังที่ตั้งของค่ายกลนำส่งแห่งมิติในเมือง
เนี่ยเทียนและหลีเหย่เดินตามหลังนางไป
นับั้แ่ที่เหยียบย่างเข้ามาในเมืองโพ่เมี่ย นี่เป็ครั้งแรกที่เนี่ยเทียนได้เดินออกจากที่พัก เขาจึงมองซ้ายมองขวาไปด้วยความใคร่รู้ตลอดทาง
สองข้างถนนที่กว้างขวางของเมืองโพ่เมี่ย หอเรือนมากมายหลายหลังต่างก็แขวนธงผ้าปักเอาไว้
บนธงผ้าปักเ่าั้แสดงให้เห็นถึงข้อมูลมากมาย มีทั้งขายวัตถุดิบวิเศษ ขายยาวิเศษ อาวุธวิเศษชนิดต่างๆ ขายข่าวสารที่ใหม่ที่สุดในอาณาจักรทั้งเก้าของดินแดนดาวตกและในเทือกเขาฮ่วนคง กิจกรรมการเชิญผู้แข็งแกร่งมารวมกลุ่มกัน มากมายหลายเื่ราว
บนถนนในยามเช้าตรู่เริ่มมีร่างของคนออกมาเดินกันแล้ว ผู้ฝึกลมปราณเมืองโพ่เมี่ยเ่าั้ส่วนใหญ่แล้วล้วนมีขอบเขตไม่ต่ำ
เมื่อลองใช้ทิพย์จักษุตรวจสอบดู เนี่ยเทียนกลับไม่เห็นคนที่มีขอบเขตต่ำกว่ากลาง์สักคนเดียว ผู้ฝึกลมปราณทุกคนที่เดินเข้าเดินออกหอเรือนเ่าั้โดยทั่วไปแล้วล้วนมีขอบเขตกลาง์และต้น์
และยังมีสองคนที่เนี่ยเทียนรู้สึกว่าน่าจะเป็ผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญ
ต่อให้คนเหล่านี้จะไม่ได้ใช้พลังิญญาใดๆ เนี่ยเทียนก็ยังััได้ถึงไอสังหารที่เข้มข้นบนร่างของพวกเขา
เห็นได้ชัดว่าผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยไม่มีใครเป็คนดีสักคน ต่างก็เป็พวกที่เดินออกมาจากในูเากระดูกทะเลเืทั้งนั้น
“สวัสดีขอรับคุณหนูเผย”
“ไม่เจอกันนานเลยนะคุณหนูเผย”
“ฝากทักทายอาจารย์เ้าแทนข้าด้วย”
“...”
คนมากมายที่เจอระหว่างทางล้วนรู้จักเผยฉีฉีกันทั้งสิ้น คนเ่าั้มีทั้งขอบเขตต้น์ มีทั้งผู้แข็งแกร่งที่ไอสังหารอบอวล ทุกคนต่างก็ทักทายนางด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
เผยฉีฉีทำเพียงแค่ผงกหัวรับเบาๆ ไม่ค่อยได้สนใจคนเ่าั้เท่าไหร่นัก มีเพียงผู้ฝึกลมปราณเขตลี้ลับคนหนึ่งที่บอกฝากให้ทักทายอาจารย์ของนาง นางถึงได้ตอบรับด้วยคำง่ายๆ ว่า “อืม”
ดูเหมือนว่าคนเ่าั้เองก็จะรู้จักนิสัยของนางเป็อย่างดี จึงไม่มีใครโกรธเคือง อีกทั้งเมื่อเผชิญหน้ากับนางก็ไม่มีใครใช้สายตาหื่นกระหายมามอง
ข้อนี้ทำให้เนี่ยเทียนแอบแปลกใจอยู่กับตัวเอง
ใบหน้าของเผยฉีฉีนั้นงดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในชีวิตนี้ และถึงแม้เขาเองจะเป็คนที่มีตบะมั่นคง ตอนที่เจอนางแรกๆ ก็ยังหลงใหลไป่สั้นๆ
ผู้แข็งแกร่งเ่าั้ของเมืองโพ่เมี่ยต่างก็เป็พวกกระหายเื ท่าทางดุดันกันทั้งสิ้น แถมหลายคนมองดูแล้วก็น่าจะเป็พวกหื่นกามไร้ศีลธรรม
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเผยฉีฉี ไม่ว่าจะเป็คำพูดหรือสายตาของพวกเขากลับล้วนมีมารยาท ไม่มีใครเผยความไม่เหมาะไม่ควร เห็นได้ชัดว่านี่ไม่สมเหตุสมผล
ด้วยความสงสัยในข้อนี้เนี่ยเทียนจึงยิ่งจับสังเกตอย่างละเอียดมากขึ้น จากนั้นถึงได้พบว่าสายตาที่คนเ่าั้มองเผยฉีฉี แท้จริงแล้วปะปนไว้ด้วยความหวาดเกรง...
ในสายตาของคนเ่าั้ เผยฉีฉีที่โฉมสะคราญเลิศล้ำกลับคล้ายกลายมาเป็สัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ตัวหนึ่งที่อาจพุ่งเข้าเขมือบใครก็ได้ตลอดเวลา
การค้นพบนี้ทำให้เนี่ยเทียนตะลึงอย่างมาก เมื่อเขามองไปยังเผยฉีฉีอีกครั้งจึงเกิดความรู้สึกแปลกๆ มักรู้สึกว่าเผยฉีฉีก็คือบุคคลที่น่ากลัวแบบนั้นจริงๆ
ตลอดทางที่เดินไป เผยฉีฉีรักษาความเ็าไว้ตลอดเวลา ไม่ว่ากับใครก็ล้วนไม่แสดงท่าทีเป็มิตร
ในที่สุดเนี่ยเทียนก็ตามเผยฉีฉีและหลีเหย่มาถึงค่ายกลนำส่งแห่งมิติที่อยู่กลางลานกว้างของเมืองโพ่เมี่ย
ผู้ฝึกลมปราณชุดดำหลายคนที่ตรงหน้าอกปักลายหัวกะโหลกสีเืเอาไว้พอเห็นเผยฉีฉีปรากฏตัวก็เดินขึ้นมารับหน้าด้วยรอยยิ้ม
สมาชิกเ่าั้ของกะโหลกเื แต่ละคนหยิ่งยโสโอหัง เ็าไร้ปราณี วันนั้นที่เนี่ยเทียนและหัวมู่มาถึงก็ได้เห็นความดุร้ายของคนเหล่านี้แล้ว
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเผยฉีฉี แม้แต่พวกเขาเองก็ยังยอมเก็บความดุดันเอาไว้ ทั้งยังแสดงท่าทีเอาอกเอาใจออกมาอีกด้วย
“คุณหนูเผยจะยืมใช้ค่ายกลนำส่งหรือขอรับ?” คนที่เป็หัวหน้าโค้งตัวเอ่ยถาม ท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างบอกไม่ถูก ทั้งยังเป็ฝ่ายยอมลงให้ก่อน
“อืม” เผยฉีฉีใช้สายตาบอกเป็นัยให้แก่หลีเหย่
หลีเหย่เดินหน้าเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า “ท่านอาหลิวคัง พวกเราจะไปที่เทือกเขาฮ่วนคงกันสักหน่อย นี่คือหินวิเศษที่ต้องจ่าย” ระหว่างพูดเขาก็หยิบเอาหินวิเศษห้าสิบก้อนออกมาส่งให้ชายชุดดำผู้นั้น
สมาชิกกะโหลกเืที่มีนามว่าหลิวคังรับเอาหินวิเศษมาแล้วจึงเดินไปขยับพิกัดบอกตำแหน่งของค่ายกลนำส่งแห่งมิติ
เผยฉีฉีและหลีเหย่น่าจะไม่ได้ใช้ค่ายกลนำส่งแห่งมิตินี้เข้าไปในเทือกเขาฮ่วนคงเป็ครั้งแรกแล้ว ดังนั้นหลิวคังจึงจดจำพิกัดได้ชัดเจนเป็พิเศษ
หลังจากที่ตั้งตำแหน่งพิกัดอย่างแม่นยำ หลิวคังก็กล่าวกับเผยฉีฉีว่า “คุณหนูเผย ไปได้แล้วขอรับ”
เผยฉีฉีพยักหน้า เดินเข้าไปอยู่ในค่ายกลนำส่งแห่งมิติก่อนใคร หลีเหย่ตามติดไปด้านหลัง
ขณะที่เนี่ยเทียนจะเดินเข้าไป หลิวคังผู้นั้นเปลี่ยนสีหน้ามาเป็เ็า พลันยื่นมือเข้ามาขัดขวางเอาไว้ “เ้าเป็ใคร?”
คราวก่อนที่เนี่ยเทียนมาพร้อมกับหัวมู่ หลิวคังก็อยู่ด้วย ทว่าเขากลับจำเนี่ยเทียนไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว จึงมองเห็นเนี่ยเทียนเป็พวกที่จะทำเนียนติดตามไปด้วย
“เขามากับพวกเรา” หลีเหย่กวักมือเรียก
ได้ยินหลีเหย่กล่าวเช่นนี้ หลิวคังถึงได้ปล่อยตัวเนี่ยเทียนมา แต่ก็ยังใช้สายตาสงสัยจับจ้องเขา คล้ายกำลังคาดเดาว่าเนี่ยเทียนมีฐานะอะไร
“กะโหลกเืมีท่าทีเป็มิตรกับพวกเ้ามากเลยนะ” เนี่ยเทียนมาหยุดอยู่ข้างกายหลีเหย่แล้วจึงพูดเบาๆ หนึ่งประโยค “คราวก่อนที่ข้ามา ท่าทางของพวกเขาแต่ละคนราวกับจะเขมือบหัวคนอย่างไรอย่างนั้น”
“ฮ่าๆ นั่นมันก็แน่อยู่แล้ว” หลีเหย่กดเสียงลงต่ำ พูดด้วยความภาคภูมิใจ “เ้าต้องเข้าใจนะว่าค่ายกลนำส่งแห่งมิติที่พวกเรายืนอยู่นี้สร้างขึ้นมาได้ก็เพราะความช่วยเหลือของอาจารย์ข้า หากไม่มีอาจารย์ข้ายื่นมือเข้าช่วย ค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังนี้ของเมืองโพ่เมี่ยก็ไม่มีทางสำเร็จขึ้นมาได้”
“ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง” เนี่ยเทียนกระจ่างแจ้งขึ้นมาในฉับพลัน
“เอาล่ะ ข้าจะกระตุ้นใช้ค่ายกลแล้ว” และเวลานี้เอง หลิวคังที่ยืนอยู่ข้างค่ายกลก็เอามือกดลงไปบนภาพหนึ่งที่แปลกประหลาด
นาทีถัดมา พวกเนี่ยเทียนสามคนก็ถูกม่านแสงเป็ชั้นๆ ปกคลุมแล้วหายตัวไปจากเมืองโพ่เมี่ย
เทือกเขาฮ่วนคง
ูเาลูกเตี้ยที่สูงเพียงพันเมตรทว่าบนตัวูเากลับเต็มไปด้วยรอยปริแตก ในรอยแยกหนึ่งในนั้นพลันมีกลุ่มแสงสีขาวสว่างวาบ
เมื่อแสงสีขาวเปล่งผ่านไป ร่างของคนทั้งสามก็โผล่พรวดออกมา
เนี่ยเทียนก้มหน้าลงมองก็พบว่าเขา เผยฉีฉีและหลีเหย่กำลังยืนอยู่ในค่ายกลนำส่งเล็กๆ หลังหนึ่ง
ขนาดของค่ายกลนำส่งนี้เมื่อเทียบกับในเมืองโพ่เมี่ยแล้วนับว่าเล็กกว่าเป็สิบเท่า มองดูแล้วธรรมดาเรียบง่ายอย่างมาก เหมือนว่าจะไม่ได้ตกแต่งวัตถุดิบวิเศษของห้วงมิติที่ล้ำค่าเข้าไปมากนัก
อูจี้เคยบอกกับเขาเกี่ยวกับความลับบางอย่างของค่ายกลนำส่งแห่งมิติ หากดูจากความเข้าใจอันตื้นเขินของเขา ค่ายกลนำส่งขนาดเล็กที่เขาเหยียบอยู่นี้น่าจะไม่มีความสามารถพาส่งข้ามอาณาจักรได้
ค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดใหญ่ของเมืองโพ่เมี่ยนั้นสามารถนำส่งไปยังเก้าอาณาจักรของดินแดนดาวตก ทั้งยังทอดยาวไปสู่ฟ้าดินแห่งอื่นได้ด้วย
ทว่าค่ายกลหลังนี้น่าจะจำกัดอยู่แค่ในอาณาจักรเลี่ยคงเท่านั้น ไม่สามารถออกไปนอกขอบเขตของอาณาจักรเลี่ยคงได้
ย้ายเส้นสายตาออกจากค่ายกลนำส่งขนาดเล็กนั่น เนี่ยเทียนมองประเมินไปรอบด้าน จากนั้นจึงมองออกว่าพวกเขาสามคนอยู่ในถ้ำที่เป็รอยแตกของหินก้อนหนึ่ง
ในถ้ำนี้นอกจากค่ายกลหลังนั้นแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก ทว่ามีแสงวิเศษขมุกขมัวที่ปกคลุมถ้ำเล็กๆ นี้เอาไว้
ประโยชน์ของแสงวิเศษก็น่าจะเป็สกัดกั้นไม่ให้ปราณิญญาฟ้าดินที่สกปรกแทรกซึมเข้ามา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ที่ถูกนำส่งต้องดูดซับเอาปราณิญญาฟ้าดินที่สกปรกเข้าไปในร่างโดยไม่ทันตั้งตัว และยังจำเป็ต้องใช้เวลาในการกำจัดมันออกไป
เขามองผ่านม่านแสงิญญาที่โปร่งใสออกไปข้างนอก แล้วก็เห็นทันทีว่ามีรอยแตกห้วงมิติที่เลื้อยขยุกขยิกคดเคี้ยวอยู่หลายเส้น
ไม่รู้ว่ารอยแตกห้วงมิติเ่าั้ทอดยาวไปยังตำแหน่งใด พวกมันกำลังล่องลอยอยู่ช้าๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง
บางครั้งในรอยแยกห้วงมิติเ่าั้ก็ยังมีสายฟ้าโค้งงอน่าหวาดกลัวแลบปลาบออกมา และยังมีแสงจากเปลวเพลิงสีเขียวเป็กลุ่มแลบวูบวาบ
ไม่รู้ว่าเหตุใด ทั้งๆ ที่มีแสงิญญาชั้นนั้นกั้นขวาง เนี่ยเทียนก็ยังมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าหากเขาแตะโดนสายฟ้าและเปลวเพลิงสีเขียวที่พวยพุ่งออกมาจากรอยแยกห้วงมิติโดยไม่ทันระวัง เขาก็จะต้องตายอนาถทันที!
“หลีเหย่ จงดูแลหัวเทียนด้วย” เผยฉีฉีไม่ได้มองคนทั้งสองแม้แต่หางตาก็เดินผ่านม่านแสงวิเศษที่ปกป้องชั้นนั้นออกไปข้างนอกก่อนใคร
เนี่ยเทียนพลันเบิกตากว้าง
ก่อนหน้าที่เผยฉีฉีจะเดินออกไปนอกขอบเขตที่แสงวิเศษปกคลุม เขาก็ััได้อย่างเฉียบคมว่าในร่างของเผยฉีฉีมีคลื่นห้วงมิติแปลกประหลาดกระเพื่อมออกมา
ราวกับว่ามีม่านกำบังแห่งห้วงมิติชั้นหนึ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าตัดขาดร่างของเผยฉีฉีกับโลกภายนอก
ใจเนี่ยเทียนสั่นไหว พลันปิดตาลง ทดลองใช้กระแสจิตออกไปรับัั
เขาพลันค้นพบด้วยความใว่าปราณเืเนื้อของเผยฉีฉีหายไปท่ามกลางการรับััของเขา
ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่าเผยฉีฉีที่เดินออกไปนอกถ้ำเมื่อครู่นี้อยู่ตรงหน้าเขาชัดๆ แถมยังอยู่ห่างจากเขาแค่ไม่กี่เมตรด้วย!
“เวทลับห้วงมิติ! หรือว่าคาถาวิเศษที่ผู้หญิงคนนี้ถนัดและธาตุในการฝึกของนางก็คือความลึกลับของห้วงมิติที่มหัศจรรย์?” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง มาถึงเวลานี้ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะค้นพบความลึกลับบนร่างของเผยฉีฉีได้อย่างแท้จริง
ตระหนักได้ถึงจุดนี้ เขาถึงได้รู้ว่าเหตุใดเผยฉีฉีถึงกล้าพาหลีเหย่มายังเทือกเขาฮ่วนคงที่อันตรายทุกก้าวย่าง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเทือกเขาฮ่วนคงก็คือรอยแยกของห้วงมิติมากมายที่มีอยู่ทุกหนแห่งอีกทั้งยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ที่นี่ก็คือพื้นที่ที่ห้วงมิติปั่นป่วนมากที่สุดและไม่มั่นคงที่สุดในดินแดนดาวตก
บางทีคงมีเพียงเผยฉีฉีที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติเท่านั้นถึงจะกล้ามาเยือนที่แห่งนี้ทั้งๆ ที่อายุยังน้อย
-----
