เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบม่อหรานจึงค่อย ๆ หันกลับมามองโอรส์ผู้ที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตเอาไว้ให้ชัดเจน
เพียงชั่วพริบตาที่ใบหน้าของอีกฝ่ายปรากฏใต้แสงไฟสีหน้าของม่อหรานก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว
ลมหายใจสะดุดหัวใจราวกับถูกกระแทกอย่างรุนแรง
“เป็…ท่าน”
เสียงนั้นแ่ต่ำแต่เต็มไปด้วยความสั่นไหวที่ไม่อาจปกปิดได้ชายหนุ่มตรงหน้าคือ องค์ชายหลี่ชิงอวี่ โอรส์วัยสิบเก้าปี
ผู้เคยยืนอยู่เื้ัราชบัลลังก์คอยเป่าหูองค์ฮ่องเต้ครั้งแล้วครั้งเล่าคือผู้ที่ผลักดันให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพในวันที่ร่างกายของเขาเริ่มอ่อนแรงในวันที่เขากลายเป็ ภาระ ในสายตาราชสำนัก
“แม่ทัพม่อหราน…” องค์ชายหลี่ชิงอวี่เองก็ถึงกับตื่นใดวงตาเบิกกว้างไม่คาดคิดว่าผู้ที่ช่วยเขาจากความตายจะเป็ชายที่เขาเคยผลักลงเหวด้วยมือของตนเอง
“ท่านพี่ชายผู้นี้…เป็ใครหรือเ้าคะ?” เสวียนหนิงเอ่ยถามน้ำเสียงสงสัยแต่แววตานิ่งเย็นผิดปกติม่อหรานกล่าวออกมาตามความจริงไม่ปิดบังแม้แต่น้อยและในทันทีที่เสวียนหนิงรับรู้เื่ราวทั้งหมดบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปในพริบตา
ความอบอุ่นหายวับเหลือเพียงความเย็นะเืที่แผ่ซ่านเสวียนหนิงเคลื่อนไหวรวดเร็วราวสายฟ้าในชั่วลมหายใจเดียว
ร่างของนางก็พุ่งไปเบื้องหน้ามือบางกุมลำคอขององค์ชายหลี่ชิงอวี่ยกเขาลอยขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย
อีกมือหนึ่งนางคว้ามีดทำอาหารที่ปลายคมวาววับจ่อเข้าใกล้ร่างขององค์ชายโดยไม่ลังเลจิตสังหารอันบริสุทธิ์เย็นเยียบ
และเด็ดขาดแผ่กระจายออกมาอย่างไร้การปิดบัง
“อย่า…เสวียนหนิง!” ม่อหรานะโออกมาพร้อมกับตวัดดาบไม้ในมือเข้าไปขัดขวาง
ปึง—!
พลังปราณของทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรงกระแสลมะเิออกพัดสะท้านไปทั่วบริเวณต้นไม้รอบด้านสั่นไหวใบไม้ปลิวว่อนราวกับถูกพายุพัดผ่านเสวียนหนิงชะงักดวงตาหันกลับมามองเขาในทันที
“ท่านพี่…” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง “ท่านเป็อะไรหรือไม่เ้าคะ?”
จากนั้นนางก็เหวี่ยงร่างขององค์ชายหลี่ชิงอวี่ออกไปอย่างไม่ใยดีราวกับเป็เพียงสิ่งของไร้ค่าร่างขององค์ชายกระแทกพื้น
กลิ้งไปหลายตลบร่างกายสั่นสะท้านหัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ เมื่อครู่เขาได้ััถึง จิตสังหารของนักฆ่าที่แท้จริง องค์ชายหลี่ชิงอวี่หอบหายใจเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วแผ่นหลัง
“เสวียนหนิง พวกเราไปกันเถอะ”
ม่อหรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบก่อนจะหันหลังให้โดยไม่คิดจะเหลือบตามองชายหนุ่มที่นั่งทรุดอยู่บนพื้นอีกแม้แต่น้อยส่วนหนึ่งของจุดจบในอดีตของเขาล้วนมีเงาของเด็กหนุ่มปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้อยู่เื้ัเขาไม่คิดจะให้ความสนใจอีกต่อไป
“ท่านแม่ทัพม่อหราน…ได้โปรดพาข้าไปด้วย!”
องค์ชายหลี่ชิงอวี่รีบเอ่ยเสียงสั่นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแต่ม่อหรานยังคงก้าวเดินต่อไปไม่ชะลอและไม่หันกลับ
“ข้าขอโทษ…ข้าผิดไปแล้ว!” องค์ชายร้องตามหลังเสียงแตกพร่า “ข้ามันไม่ดีเอง!”
คำขอโทษถูกเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแท้จริงแล้วในวันนั้นเขาเพียงอยากแสดงอำนาจต่อหน้าขุนนางทั้งหลายอยากให้ผู้คนหวาดเกรงอยากปูทางให้วันที่ตนขึ้นครองบัลลังก์ัจะไม่มีใครกล้าขัดขืนแต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าคำพูดไม่กี่คำในวันนั้นจะผลักชีวิตของชายคนหนึ่งลงสู่เหวลึกเช่นนี้ม่อหรานหยุดฝีเท้าลงในที่สุดเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย
“ก็ได้เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปส่งที่เมืองหลวง” เสวียนหนิงหันไปมององค์ชายแววตาเ็าไร้ความลังเล
“ท่านพี่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “แต่น้องว่า…เราควรสังหารเขาที่นี่จะดีกว่านะเ้าค่ะ”
คำพูดนั้นราบเรียบไร้อารมณ์ราวกับกำลังพูดถึงการกำจัดสิ่งกีดขวางธรรมดาชิ้นหนึ่งองค์ชายหลี่ชิงอวี่ถึงกับร่างสะท้าน
หัวใจแทบหยุดเต้นในวินาทีนั้นเขากลับรู้สึกว่าสตรีร่างบางผู้นี้น่ากลัวยิ่งกว่าท่านแม่ทัพเสียอีก
“ไม่…อย่าฆ่าข้า ได้โปรด!” องค์ชายร้องออกมาแข้งขาสั่นระริกแทบจะทรุดลงอีกครั้งม่อหรานถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พี่ไม่ถือสาเอาความกับเด็กน้อยเช่นนี้หรอกเื่มันก็ผ่านมาแล้ว”
เขารู้ดีว่าต่อให้องค์ชายผู้นี้ไม่เคยเป่าหูยุยงก็ย่อมมีคนอื่นในราชสำนักพร้อมจะผลักเขาออกจากตำแหน่งอยู่ดีเพราะที่นั่น
ไม่เคยขับเคลื่อนด้วยความถูกต้องหากแต่ขับเคลื่อนไปด้วย ผลประโยชน์
ม่อหรานจึงเอ่ยสอบถามความจริงว่าเหตุใดองค์ชายหลี่ชิงอวี่จึงมาอยู่ในสถานที่อันห่างไกลเช่นนี้ได้คำตอบที่ได้รับ
ทำให้เขาเพียงถอนหายใจเบา ๆ แท้จริงแล้วองค์ชายหลี่ชิงอวี่เกิดความคึกคะนองลอบออกจากวังหลวงอย่างลับ ๆ
พร้อมบ่าวรับใช้และองครักษ์ไม่กี่คนอ้างว่าออกมาล่าสัตว์เพื่อความสำราญ
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือในป่าแห่งนี้ผู้ที่กลายเป็ เหยื่อกลับเป็ตัวเขาเองชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ที่มาไล่ล่าสังหารอย่างไม่ปรานีบ่าวรับใช้และคนคุ้มกันถูกฆ่าตายลงทีละคนจนไม่เหลือผู้ใดรอดชีวิตหากไม่ใช่เพราะม่อหรานองค์ชายหลี่ชิงอวี่ก็คงกลายเป็ศพไร้นามกลางผืนป่าไปแล้ว
เมื่อเื่ราวกระจ่างชัดม่อหรานก็ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อเพียงลงมือจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาทำความสะอาดรถม้าที่เปื้อนคราบเื
จัดเก็บสัมภาระที่ยังพอใช้ได้ค่ำคืนนี้ดึกเกินกว่าจะออกเดินทางต่อความมืดปกคลุมทั่วป่าอันตรายยังไม่อาจประเมินได้
พวกเขาจึงตัดสินใจพักค้างแรมอีกหนึ่งคืนรอให้ฟ้าสางก่อนจะออกเดินทางต่อในยามเช้าเปลวไฟจากกองไฟส่องแสงวูบไหว
เงาของทั้งสามทอดยาวบนพื้นดินท่ามกลางความเงียบงันนั้นต่างคนต่างรู้ดีว่าเหตุการณ์ในคืนนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ
