ในห้วงเวลาอันหนาวเหน็บยามปลายปี ซึ่งเป็่เวลาที่หาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ได้ยากยิ่ง ชาวบ้านในหมู่บ้านซานเจียต่างพากันกบดานอยู่ในเรือน อิงแอบไออุ่นจากเตาไฟ ทว่า ณ บ้านของตระกูลสวีทางทิศตะวันออก เสียงโกลาหลกลับดังระงมไปทั่ว
ซุนซิ่วฮวาตบหน้าขาป้าบๆ พร้อมกับด่าทอสองลูกชายจนไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาสู้สายตาได้ นางสาดคำพูดใส่ไม่หยุดหย่อน ชนิดที่ว่าไม่ต้องพักหายใจ พอเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบ นางก็คว้าแก้วอีนาเมลข้างกายขึ้นมาดื่มน้ำเปล่าอึกใหญ่ แล้วหันไปตะคอกต่อ "ในสายตาพวกแกยังนับฉันเป็แม่คนอยู่ไหม เื่ใหญ่ขนาดหย่าร้างกัน ทำไมถึงไม่มีใครยอมปริปากบอกฉันเลยแม้แต่นิดเดียว!"
"โดยเฉพาะแก ไอ้ลูกคนโต สวีเซี่ยงหวาแกมันไร้ความรับผิดชอบ ส่วนแก ไอ้ลูกคนโต ก็ไร้ซึ่งความคิดอ่าน ไม่มีความเป็พี่ใหญ่เอาซะเลย!" ซุนซิ่วฮวาระดมยิงถ้อยคำอันเผ็ดร้อนไปที่สวีเซี่ยงกั๋ว ลูกชายคนโตของนาง
นางเพิ่งกลับจากการไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด แค่สามวันเท่านั้น พอกลับมาถึงบ้านเท่านั้นแหละ แม่สะใภ้เล็กหายตัวไปเสียแล้ว
สอบถามไปมาก็ได้ความว่า ลูกชายคนเล็กกับภรรยาหย่าขาดจากกันแล้ว แถมใบหย่ายังเป็สวีเซี่ยงกั๋วที่ช่วยจัดการให้ด้วยซ้ำ เพราะเขาเป็หัวหน้าหน่วยเกษตรกรรม (หรือหัวหน้าหมู่บ้าน)
ซุนซิ่วฮวาโกรธจนแทบจะคว้าขวานมาผ่ากะโหลกของสองพี่น้องเพื่อดูว่าข้างในนั้นมีแต่ขี้วัวยัดอยู่หรือไม่ คนหนึ่งก็เหมือนอีกคนหนึ่ง คือโง่เง่าไม่ต่างกันเลย
สวีเซี่ยงกั๋ว ซึ่งปกติเป็ผู้มีอิทธิพลและน่าเกรงขามต่อหน้าผู้อื่น ยามนี้กลับได้แต่ก้มหน้าก้มตารับฟังคำด่า เขาสะกิดเอวสวีเซี่ยงหวาจากด้านหลังเบาๆ เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยตกลงกันไว้แล้วว่า หากผู้เป็แม่โมโห เขานั่นแหละจะเป็คนจัดการเื่นี้
"แม่ครับ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพี่ใหญ่เลยครับ ผมต่างหากที่บังคับให้พี่ใหญ่ช่วยเปิดใบหย่าให้" สวีเซี่ยงหวายิ้มแหยๆ "ครอบครัวของฮุ่ยหรูอ้อนวอนขอโควตาเข้าทำงานในเมืองแทบตาย กว่าจะได้มาก็แสนยากเย็น จะให้ปล่อยโอกาสนั้นไปได้ยังไงครับ พอเธอไปลงหลักปักฐานในเมืองได้ เราก็จะกลับมาแต่งงานกันใหม่"
ฉินฮุ่ยหรู เคยตอบรับนโยบาย "คนหนุ่มสาวผู้มีความรู้ไปชนบท เพื่อรับการศึกษาใหม่จากชาวนาชาวไร่ผู้ยากจน" ใน่ต้นปีที่ผ่านมา และถูกส่งตัวมายังหน่วยผลิตของหมู่บ้านซานเจีย
เธอเคยคิดว่าการลงมายังชนบทนี้คือการมาช่วยเหลือเกษตรกรและสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขา แต่เมื่อมาถึงความเป็จริงกลับพบว่าเธอต้องลงไปทำงานในไร่นาเหมือนชาวบ้านทั่วไปเพื่อแลกแต้มสะสมคะแนนในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากอุดมคติที่เธอวาดฝันไว้ราวฟ้ากับเหว ไม่ถึงเดือนเธอก็เริ่มเสียใจ เธอทั้งหิวโหย หนาวเหน็บ และต้องอาศัยอยู่ในบ้านดินที่สกปรก มีคนหัวรั้นบางคนพยายามเรียกร้องขอเดินทางกลับเมือง แต่การลงมานั้นง่าย แต่การกลับไปนั้นยากแสนยาก
หลังจากก่อความวุ่นวายอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ได้ผล แถมยังโดนลดปันส่วนอาหารลงไปอีก เหล่าปัญญาชนหนุ่มสาวจึงพากันสงบลง แต่ชีวิตก็ยังคงยากลำบาก เด็กเมืองอย่างพวกเขาไม่คุ้นเคยกับการทำนาทำไร่เลย ทำงานหนักแทบตายก็ได้แต้มสะสมมาเพียงน้อยนิด
ตอนนั้น ฉินฮุ่ยหรูมักจะแอบไปร้องไห้บนเนินเขาบ่อยครั้ง และก็บังเอิญไปเจอสวีเซี่ยงหวาเข้า
ฉินฮุ่ยหรูมีรูปโฉมงดงาม ผิวขาว หน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโต ถักเปียสองข้างสีดำขลับ พอมาถึงหมู่บ้านซานเจีย หนุ่มๆ ทั้งหมู่บ้านต่างก็จับจ้องเธอ และสวีเซี่ยงหวาก็เป็หนึ่งในนั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น สวีเซี่ยงหวาจึงเข้าไปปลอบโยน ความสนิทสนมก็ก่อเกิดขึ้นหลังจากนั้น
ต่อมา มีเ้าหน้าที่ของคณะปฏิวัติผู้หื่นกระหายคนหนึ่งคิดจะล่วงเกินฉินฮุ่ยหรู โชคดีที่สวีเซี่ยงหวามาช่วยไว้ได้ทันท่วงที เหตุการณ์นี้จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากเื่นั้น ทั้งสองคนก็เริ่มคบหาดูใจกันอย่างจริงจัง ครึ่งปีต่อมาก็แต่งงานกัน และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวอย่างละหนึ่งคน ชีวิตคู่ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่เลวเลยทีเดียว
ทว่าใน่ต้นเดือนมกราคม ครอบครัวฉินก็ส่งจดหมายมาโดยไม่คาดฝัน ระบุว่าพวกเขาได้โควตาการรับสมัครงานตำแหน่งหนึ่งมา แต่มีเงื่อนไขคือ "ต้องเป็โสด" ด้วยเหตุนี้เอง เื่ราววุ่นวายทั้งหลายจึงเกิดขึ้น
"อูยยย!" ซุนซิ่วฮวาพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชี้หน้าสวีเซี่ยงหวาด้วยนิ้วที่เปียกชุ่มด้วยน้ำลาย นางะโก้อง "แกนี่มันโง่จริงเหรอฟะ! กลับมาแต่งงานใหม่เหรอ ฝันไปเถอะ! พอนางกลับปักกิ่งไปแล้ว นางจะยังจำสามพ่อลูกของแกได้อยู่ไหม ถ้าจำได้ ฉันจะบิดหัวฉันให้แกนั่งเป็เก้าอี้ไปเลย ปัญญาชนที่ออกจากหน่วยงานของเราไปสองปีนี้ มีใครบ้างที่ยังจำครอบครัวตัวเองได้!"
ลูกสะใภ้ของหัวหน้าหน่วยซุนเจียทุ่น บ้านเกิดของนาง ก็เป็ปัญญาชนเช่นกัน คำพูดของเธอช่างไพเราะราวกับบทเพลง เธอพูดว่าอะไรนะ... พอเธอกลับเข้าเมืองแล้ว เธอจะรับสามีและพ่อแม่สามีเข้าไปอยู่ด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขสบาย แต่ผลเป็อย่างไรเล่า? พอนางไปแล้วก็เหมือนว่าวขาดลม สามีของนางตามหาไปถึงที่นั่น แต่กลับโดนทำร้ายกลับมา เื่แบบนี้ใน่สองปีที่ผ่านมามีน้อยเสียที่ไหน!
ซุนซิ่วฮวาโกรธจนถึงขนาดที่เจ็บใจราวกับเหล็กไหลไม่ได้รูป นางชี้หน้าสวีเซี่ยงหวาซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ปกติแกก็เป็คนฉลาดเฉลียวดีนี่นา ทำไมเื่นี้ถึงได้โง่งมได้ขนาดนี้ แกจะหย่ากับนางได้ยังไง แกจะปล่อยให้นางไปได้ยังไงกัน!"
ซุนซิ่วฮวาตบมือลงบนฝ่ามือของตนเอง เสียงดังป้าบ พร้อมกับตบเข้าที่หลังของสวีเซี่ยงหวาอย่างแรง "แล้วลูกน้อยทั้งสองคนของแกจะทำยังไง?!"
ซุนซิ่วฮวาเป็ผู้หญิงที่คุ้นเคยกับการทำงานในไร่นา เมื่อนางอยู่ในภาวะที่โกรธจัด ฝ่ามือของนางย่อมไม่อ่อนแรง สวีเซี่ยงหวาถึงกับส่งเสียงซี๊ดซ๊าด คิ้วขมวดเข้าหากันเป็ปม "แม่ครับ ฮุ่ยหรูไม่ใช่คนแบบนั้นนะครับ อย่าคิดมากเลยครับ"
เมื่อเห็นว่าลูกชายยังคงดื้อรั้น ซุนซิ่วฮวาถึงกับลมแทบจับ หวังจะด่าทอต่อไปอีก
"พอได้แล้วน่า ยังไม่จบอีกรึไง!" สวีต้าจง ผู้เป็สามีซึ่งเงียบมาตลอด ได้หยิบไปป์ยาเส้นมาเคาะโต๊ะ และกวาดสายตามองสวีเซี่ยงหวาที่กำลังขมวดคิ้ว "ของที่เป็ของเราย่อมไม่มีวันหนีหายไปไหน ส่วนของที่ไม่ใช่ของเรา ต่อให้รั้งไว้ก็อยู่ไม่ได้หรอก!"
ซุนซิ่วฮวาเป็คนดุดัน แต่พอเจอเข้ากับสามี นางก็ไม่กล้าแสดงท่าทีรุนแรงได้ นางเก็บความโกรธไว้เต็มอก พอมองเห็นลูกชายทั้งสองคนแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก จึงทิ้งคำพูดว่า "พวกตัวปัญหา!" ไว้ประโยคหนึ่ง แล้วก็เดินออกจากห้องไปทันที
---
สวีชิงเจียเพิ่งตื่นนอน หัวยังมึนงงอยู่เล็กน้อย เธอมองเพดานสีเทาหม่นอย่างเลื่อนลอย
"พี่สาว!" หัวเล็กๆ โผล่ขึ้นมาตรงหน้าเธอ ยิ้มร่าจนเห็นฟันขาวสะอาดแปดซี่ ทันใดนั้นก็หันไปะโลั่น "ย่าครับ พี่สาวผมตื่นแล้ว!"
เมื่อเห็นเด็กชายตัวอ้วนท้วนน่ารัก สวีชิงเจียกระพริบตาถี่ๆ สองสามครั้ง ในที่สุดเธอก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
เธอย้อนเวลากลับมาสี่สิบปีก่อน และกลายเป็เด็กสาวชาวนาวัยสิบขวบ สิ่งเดียวที่พอจะปลอบใจได้คือเธอได้รับความทรงจำของเด็กสาวคนนี้มาด้วย ทำให้เธอไม่มืดบอดไปเสียทั้งหมด เพราะความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างท่วมท้น ทำให้เธอสับสนงุนงงไปถึงสองวันเต็มๆ
สวีชิงเจียกดขมับ รู้สึกสิ้นหวังในใจ เธอจำได้ว่าเธอกำลังนอนหลับอยู่ กำลังนอนหลับจริงๆ นะ ทำไมพอตื่นขึ้นมา โลกทั้งใบถึงได้เปลี่ยนไปหมดแล้วล่ะ!
เด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ ยื่นมือมาััหน้าผากของสวีชิงเจีย ด้วยความกังวล "พี่สาว ยังรู้สึกไม่สบายอยู่ไหม?"
สวีชิงเจียจับมือของเขา ััได้ถึงความอวบอ้วนของมือ เห็นได้ชัดว่าเด็กชายคนนี้ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี
สภาพความเป็อยู่ของตระกูลสวีจัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของหมู่บ้านนี้เลยก็ว่าได้ สวีเซี่ยงกั๋วคนโตเป็หัวหน้าหน่วยเกษตรกรรม สวีเซี่ยงจวินคนรองเป็ทหารอยู่ในซินเจียง สวีเซี่ยงตั่งคนสามทำการเกษตรอยู่ที่บ้าน สวีเซี่ยงหวาคนสี่ทำงานในโรงงานปั่นฝ้ายของอำเภอในหน่วยขนส่ง และลูกสาวคนเล็ก สวีเฟินฟาง ก็แต่งงานออกไปอยู่ในอำเภอแล้ว
"ไม่รู้สึกไม่สบายแล้วจ้ะ" สวีชิงเจียยิ้มให้เด็กชาย ซึ่งก็คือน้องชายแท้ๆ ของร่างนี้ที่ชื่อ สวีเจียหยาง สองวันนี้เ้าหนูคนนี้ไม่เคยห่างกายเธอเลย
สวีเจียหยางดีใจ เขากอดคอสวีชิงเจียอย่างออดอ้อน "ในที่สุดพี่ก็หายแล้ว"
สวีชิงเจียชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตบหลังน้องชายเบาๆ เพื่อปลอบโยน
"หยางหยาง อย่าทับพี่สาวมากนักสิ" ซุนซิ่วฮวาถือชามไข่ตุ๋นเดินเข้ามาในห้อง วางชามลงบนโต๊ะเล็กๆ แล้วยื่นมือแตะหน้าผากหลานสาว พร้อมยิ้ม "ไม่ร้อนแล้ว"
เมื่อเห็นสวีชิงเจียจ้องมองนางตาค้าง ซุนซิ่วฮวาก็ใจหายวาบ และรีบเรียกเสียงดังขึ้น "เจียเจีย!" อย่าป่วยจนเป็อะไรไปอีกเลยนะ สามหย่าของครอบครัวกั่วเหลียงทางฝั่งตะวันตกก็ป่วยเป็ไข้จนสมองไม่ปกติไปแล้วไม่ใช่หรือ
พอคิดถึงเื่นั้น สีหน้าของซุนซิ่วฮวาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก และรู้สึกเกลียดฉินฮุ่ยหรูที่จากไป การที่สวีชิงเจียป่วยก็เป็เพราะเธอวิ่งตามฉินฮุ่ยหรูจนล้มลงไปในกองหิมะ ทั้งๆ ที่เป็อย่างนี้ แม่ผู้ให้กำเนิดอย่างเธอก็ยังไม่ยอมหยุดดูด้วยซ้ำ โลกนี้จะมีคนใจร้ายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!
"คุณย่า" สวีชิงเจียเรียกตามสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นแววตาของหลานสาวกลับมาสดใสมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซุนซิ่วฮวาก็รู้สึกสบายใจขึ้น นางประคองหลานสาวให้นั่งลง "ยังไม่สบายอยู่ไหม?"
สวีชิงเจียส่ายหน้า
"หิวแล้วใช่ไหม ย่าทำไข่ตุ๋นให้ ใส่กะทิลงไปนิดหน่อย หอมเชียวล่ะ" ซุนซิ่วฮวาตักไข่ตุ๋นขึ้นมาช้อนหนึ่งด้วยความดีใจ
ไข่สีทองอร่ามที่ราดด้วยซีอิ๊วและน้ำมันงา ส่งกลิ่นหอมเค็มยั่วยวน สวีชิงเจียหิวจริงๆ แต่เธอไม่อยากให้ซุนซิ่วฮวาป้อน จึงรับชามและช้อนมาถือเอง หางตาเหลือบเห็นสวีเจียหยางกำลังกลืนน้ำลาย เธอจึงเปลี่ยนทิศทางช้อนและป้อนให้สวีเจียหยางแทน
"กลางวันผมกินไปแล้วครับ" สวีเจียหยางเอนตัวไปด้านหลัง ลูบท้องน้อยของตัวเอง พร้อมกับใช้มือทำท่าทางประกอบ "ผมกินไปชามใหญ่เบ้อเริ่มเลย"
ซุนซิ่วฮวาก็เสริมว่า "กลางวันเขากินไปเยอะแล้ว" แต่ก่อนบ้านเราไม่กล้าเลี้ยงไก่เยอะ กลัวโดนคนอื่นว่าว่าเป็ 'เศรษฐีหน้าใหม่' แล้วโดนลากออกไปวิพากษ์วิจารณ์ ่ไม่กี่ปีก่อนนั้นวุ่นวายมาก ทำอะไรก็ต้องระมัดระวังไปหมด จนกระทั่งปีที่แล้วสถานการณ์ดีขึ้น ทางหน่วยงานส่งเสริมให้ทุกคนเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดถึงได้กล้าเลี้ยงเพิ่ม ตอนนี้ที่บ้านเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดประมาณยี่สิบกว่าตัว ไข่ที่ออกมาก็พอเพียงสำหรับเด็กๆ หลายคนบำรุงร่างกายแล้ว
แต่สวีชิงเจียก็ยังป้อนสวีเจียหยางไปสองสามคำจริงๆ เพราะสายตาเล็กๆ ของเขาทำให้เธอไม่อาจกินคนเดียวได้อย่างสบายใจ ซุนซิ่วฮวาเห็นพี่น้องทั้งสองคน คนหนึ่งป้อนอย่างมีความสุข คนหนึ่งกินอย่างมีความสุข ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะอีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว และนางก็ทำของดีๆ ไว้ให้หลานสาวบำรุงร่างกายอยู่แล้ว ไม่ได้คิดมากกับไข่สองสามคำนี้เลย
พอสวีชิงเจียกินเสร็จ ซุนซิ่วฮวาก็ถือชามลุกขึ้น ย้ำเตือนสวีเจียหยางว่า "คุยกับพี่สาวนะ อย่าให้นางหลับ ไม่อย่างนั้นกลางคืนจะนอนไม่หลับ"
สวีเจียหยางผายอกน้อยๆ พยักหน้าหงึกๆ เหมือนลูกเจี๊ยบจิกข้าว
---
สองพี่น้องตระกูลสวีเดินออกจากห้องโถงไป หน้าผากของพวกเขามีรอยแดงช้ำ ซึ่งเป็รอยที่สวีต้าจงใช้ไปป์ยาเส้นตี สวีเซี่ยงหวาลูบหน้าผากของตนเองด้วยความเ็ปจนต้องขบฟัน แสดงให้เห็นว่าชายชราคนนี้โกรธจัดจริงๆ
สวีเซี่ยงกั๋วรู้สึกว่าตนเองได้รับเคราะห์กรรมโดยไม่รู้ตัว จึงจ้องสวีเซี่ยงหวาอย่างไม่พอใจ ั้แ่เขาแต่งงาน เขาก็ไม่เคยโดนตีอีกเลย
สวีเซี่ยงหวาที่โดนจ้องมองยิ้มแหยๆ "พี่ใหญ่ รอแป๊บนะครับ" พูดพลางเดินเข้าไปในห้องของตัวเอง แล้วก็ออกมาอย่างรวดเร็ว โยนของสองห่อไปให้
สวีเซี่ยงกั๋วรับไว้โดยอัตโนมัติ พอมองดูดีๆ ก็หน้าชื่นตาบานขึ้นมาทันที แต่ก็พยายามกดมุมปากลง "แกนี่มันยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้างนะ" ถึงกระนั้นก็ยังอดหัวเราะไม่ได้ 'ต้าเฉียนเหมิน' เป็ของดีนะ ราคาซองละสามเหมาเก้าเฟิน แถมยังต้องมีตั๋วแลกบุหรี่อีกด้วย ดีกว่าบุหรี่ที่เขาดูดเป็ประจำตั้งเยอะ
สวีเซี่ยงกั๋วหยิบบุหรี่ใส่กระเป๋า แล้วมองสวีเซี่ยงหวาอยู่ครู่หนึ่ง "จะกลับมาแต่งงานกันใหม่ได้จริงๆ เหรอ?" ตอนนี้เขาเริ่มเสียใจแล้ว ไม่น่าหลงเชื่อคำพูดของไอ้ลูกคนสี่นั่นเลย
สวีเซี่ยงหวาแบ่งบุหรี่ให้สวีเซี่ยงกั๋วหนึ่งมวน แล้วจุดไฟให้เขา ก่อนจะจุดของตัวเองด้วย
"อืม ได้สิ" สวีเซี่ยงหวาพ่นควันบุหรี่ออกมา ควันบุหรี่ที่ฟุ้งกระจายทำให้สวีเซี่ยงกั๋วไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
สวีเซี่ยงหวายิ้มมุมปากเล็กน้อย ตอนที่หย่ากัน พวกเขาตกลงกันไว้แล้วว่า พอเธอไปตั้งรกรากที่นั่นได้แล้ว ก็จะกลับมาแต่งงานกันใหม่
แต่ถึงแม้จะแต่งงานกันใหม่ ก็ยังคงต้องอยู่แยกกัน เขาไม่สามารถทิ้งงานที่นี่แล้วพาลูกๆ ไปปักกิ่งได้ เพราะไม่มีทะเบียนบ้าน ทั้งเื่ที่พัก การกินอยู่ การทำงาน และการเรียน ล้วนเป็ปัญหาหมด
สถานการณ์การแยกกันอยู่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น จะไปหาทะเบียนบ้านในเมืองก็ไม่ใช่เื่ง่าย ยิ่งเป็เมืองหลวงด้วยแล้ว ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาชนจำนวนมากที่ต้องติดอยู่ในชนบทและกลับบ้านไม่ได้หรอก
หากเวลาผ่านไปนานขึ้น ใครจะรู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
สวีเซี่ยงหวาสะบัดขี้เถ้าบุหรี่ด้วยความรำคาญ "ผมไปดูเจียเจียก่อนนะ"
