ผู้ชมโห่ร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ขณะเดียวกันโคมไฟก็ราวกับเป็ดาวตกพุ่งลอยไปยังริมฝั่งแม่น้ำ!
“ควับ!”
ขณะที่โคมไฟลอยเข้าใกล้ฝั่งไม่ถึงห้าวา เชือกสีทองก็พุ่งวาบไล่ตามจนทัน จากนั้นก็รัดพันปลายโซ่เหล็กราวกับอสรพิษ ได้ยินเสียง‘เคร้ง’ดังแ่เบา เชือกทองกับโซ่เหล็กก็รั้งตรึงอย่างแ่าจนโคมไฟหยุดค้างอยู่กลางอากาศ
บนยอดประภาคาร ไป๋หยุนเฟยใช้มือจับดึงเชือกสารพัดนึกเอาไว้ ขณะเพ่งตามองดูที่ริมฝั่งใกล้กับสะพานเงาจันทร์ สองคิ้วก็ขมวดแน่นพร้อมกับเอ่ยปากถาม “สหาย ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
บรรดาผู้ชมมองไล่ตามแนวโซ่ไปจนถึงปลายอีกด้าน ก็ได้เห็นชายผิวคล้ำร่างกำยำดุจหินผายืนอยู่ กล้ามเนื้อบนแขนขวามันเบ่งพองจนแทบปริพร้อมกันนั้นก็เปล่งแสงสีเงินออกมา มือของมันกุมกระชับโซ่ไว้แแ่ ขณะเดียวกันก็มองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ที่ด้านข้างยังมีชายหนุ่มอายุราวยี่สิบห้า มือขวาถือพัดจีบมือซ้ายโอบสาวงาม กำลังมองดูเชือกสีทองที่ตรึงโซ่เหล็กค้างอยู่กลางอากาศด้วยใบหน้าตื่นเต้นสงสัย
หลังจากชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตะลึงงันไปชั่วครู่ สีหน้ามันก็เปลี่ยนเป็เ็า จากนั้นจึงเค้นเสียงกล่าวอย่างแ่เบา “เถี่ยหนู เ้าทำอะไร? หรือเ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูด? ข้า้าโคมไฟนั้นในบัดดล!”
“ทราบแล้วนายน้อย!”
ผู้ที่ถูกเรียกว่า‘เถี่ยหนู’ขานรับด้วยเสียงทุ้มหนัก แล้วแขนขวาของมันก็เบ่งพองขึ้นอีกเท่าตัวพร้อมกับเส้นเืปูดโปนขึ้น ขณะมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาเหยียดหยันมือขวาก็กระชากดึงโดยแรง พร้อมกันนั้นก็ะเิพลังิญญาอันกล้าแข็งออก ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างพากันล่าถอยโดยไม่รู้ตัว จนรอบกายมันกลายเป็ที่ว่างขนาดร่วมห้าวา
“บรรพิญญาระดับปลาย!!”
พวกไป๋หยุนเฟยทั้งสามต่างก็แตกตื่นตะลึงลาน ยามััได้ถึงพลังอันกล้าแข็งที่ส่งผ่านมาตามเชือกสารพัดนึก ไป๋หยุนเฟยก็อดหน้าแปรเปลี่ยนไม่ได้ ใช่ว่ามันจะไม่อาจรับมือกับอีกฝ่ายได้ เพียงแต่หากยังยื้อยุดส่งพลังต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าประภาคารที่มันยืนอยู่จะรองรับพลังอีกไม่ไหว อีกทั้งโคมไฟดวงนั้นไม่แน่จะได้รับความเสียหายไปด้วย
มันสะบัดมือซ้ายแ่เบา เชือกสารพัดนึกก็คลายออกโซ่เหล็ก เพียงพริบตาเดียวก็หดกลับมาพันรอบแขนไป๋หยุนเฟยเอาไว้
หลังจากโคมไฟถูกชายร่างั์ฉุดรั้งจนถึงตัว โซ่เหล็กก็คลายออก ชายหนุ่มจึงหัวเราะแ่เบาพร้อมกับสะบัดมือขวา สายลมสีเขียวเลือนรางก็ปรากฏออกมาห่อหุ้มโคมไฟก่อนจะชักนำเข้าสู่มือของมัน
หลังจากยื่นโคมให้แก่หญิงสาวที่อิงแอบตนเองอยู่ ชายหนุ่มก็กล่าวอย่างโอหัง “เป็อย่างไร? นายน้อยเช่นข้าบอกว่าจะชิงมาให้ มันก็ต้องเป็ของเ้า รับไว้เถอะ!”
“คิกคิก ข้าทราบอยู่แล้วว่าคุณชายลั่วเก่งกาจที่สุด!” หญิงสาวที่ประทินโฉมเข้มหนาก็รับโคมมาด้วยความยินดี ขณะที่อิงแอบแนบชิดอยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่มก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
ชายหนุ่มนามสิงลั่วยิ้มด้วยความพึงพอใจ มือซ้ายที่โอบกอดหญิงสาวเอาไว้ก็หยิกเบาๆที่เอวอันเต่งตึงของนางพร้อมกับกล่าวว่า “เอาเถอะ เทศกาลโคมไฟนี้ก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีกแล้ว พวกเรากลับโรงเตี๊ยมเถอะ”
“คุณชายลั่วอยากพักผ่อนแล้วหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็กลับกันเถอะ บ่าวจะได้ปรนนิบัติให้ท่านผ่อนคลาย...”
สิงลั่วไม่นำพาต่อสายตาของผู้คนโดยรอบ มันโอบกอดหญิงงามหันหลังเตรียมจะจากไป
“เพ้ย! เ้ากำแหงเกินไปแล้ว ชิงโคมไฟพวกข้าแล้วยังคิดจะสะบัดหน้าจากไปอีก?!”
ขณะที่มันเพิ่งหันกายไปนั้น ก็มีเสียงอันเดือดดาลดังเข้ามาจากด้านข้าง เมื่อหันหน้าไปจึงได้เห็นไป๋หยุนเฟยกับพวกซึ่งข้ามกลับมาถึงริมฝั่ง กำลังเดินเข้ามาหา และผู้ที่เอ่ยปากเมื่อครู่ก็คือเฟยเหนียนนั่นเอง
สิงลั่วเหลือบตามองเฟยเหนียนแวบหนึ่ง “เป็ไร? หรือเ้ามีปัญหา?”
เฟยเหนียนกล่าวด้วยความเดือดดาล “เหลวไหล! โคมไฟนี้เป็รางวัลของพวกข้า เ้าถือดีอะไรมาแย่งชิงไป?”
“ในเมื่อเป็การแข่งชิงโคมไฟ ก็ต้องอาศัยความสามารถเข้าแย่งชิง พวกต่างหากที่ฝีมืออ่อนด้อยจึงถูกข้าแย่งชิง เ้าถือดีอะไรไม่ให้ข้าแย่งชิง?”
“เ้าคนไร้เหตุผล อีกอย่างเ้าไม่เคารพกติกาการแข่งขัน หรือยังจะกล้าบอกว่ามีคุณสมบัติจะแย่งชิงโคมไฟนี้?!”
ผู้แซ่ลั่วมองดูเฟยเหนียนกับพวกด้วยสายตาเหยียดหนาม จากนั้นจึงเค้นเสียงกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าก็ชิงมาแล้ว เ้าจะทำไม?”
“เ้า!!”
เมื่ออีกฝ่ายดื้อด้านไร้มารยาทเช่นนี้ เฟยเหนียนก็อับจนคำพูด ยามนี้มันไม่ทราบจะหาเหตุผลใดมากล่าวได้อีกแล้ว
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วมองดูสิงลั่วกับชายร่างใหญ่ที่ข้างกายมัน คนผู้นี้ฝีมือไม่ต่ำทรามมีฝีมือทัดเทียมกับตนคือบรรพิญญาระดับต้น ส่วนชายร่างใหญ่ที่ด้านหลังซึ่งคาดว่าจะเป็องครักษ์นั้น เป็บรรพิญญาระดับปลายอันเข้มแข็ง --- เพียงมองปราดเดียวก็ทราบว่าอีกฝ่ายต้องเป็นายน้อยตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง
ระหว่างที่ทั้งหมดนิ่งเงียบไปชั่วขณะ จู่ๆก็ได้ยินเสียงของหวงฝู่รุ่ยดังขึ้น นางใช้ไม้เสียบถังหูลู่ชี้ไปยังสิงลั่วพร้อมกับพองแก้มกล่าวด้วยความขุ่นเคืองว่า “เ้าคนไร้ยางอาย ไม่รู้จักทำตามกติกายังมีหน้าจะมาแย่งโคมไฟงดงามนั้นไปอีก นั่นเป็ของที่พี่หมวกฟางตั้งใจจะมอบให้พี่สาวหยุนต่างหาก!!”
“เอ่อ...” สิงลั่วงงงันวูบ จากนั้นจึงถลึงตามองหวงฝู่รุ่ย “เป็เด็กสาวบ้านนอกจากที่ใดกัน นายน้อยอย่างข้าไม่จำเป็ต้องให้เ้ามาชี้นิ้วสั่งสอนกระมัง?”
หวงฝู่รุ่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าไม่ใช่เด็กสาวบ้านนอก ข้าชื่อหวงฝู่รุ่ย ปีนี้อายุสิบเจ็ด มารดาบอกว่าพึงปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยมารยาท ไม่เช่นนั้นจะถูกผู้คนตราหน้าว่าไม่ได้รับการสั่งสอน”
“...” ผู้คนต่างก็ตกตะลึง ขณะเดียวกันก็พยายามกลั้นหัวเราะ คำพูดของเด็กสาวนางนี้ ไม่ใช่ว่ากำลังเสียดสีการอบรมเลี้ยงดูของอีกฝ่ายหรอกหรือ?
“เ้า!!” ดวงตาคนแซ่ลั่วทอประกายอำมหิต แต่ว่าเมื่อมองดูหวงฝู่รุ่ยอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “อายุสิบเจ็ด? ฮ่า ฮ่า!! จะบอกให้รู้ไว้ ที่แท้เ้าไม่ได้เป็เด็กสาวบ้านนอกเพียงอย่างเดียว ยังเป็พวกสมองมีปัญหาอีกด้วย เ้าปัญญ...”
“หุบปาก!!” เฟยเหนียนะโก้องแทรกคำพูดของมันกลางคัน พร้อมกันนั้นก็ะเิพลังิญญาออกทั่วร่าง ใบหน้ามันโกรธกริ้วเดือดดาล แต่ขณะจะพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายก็ถูกไป๋หยุนเฟยห้ามเอาไว้
ไป๋หยุนเฟยสีหน้าสงบเยือกเย็น ขณะที่เพ่งตามองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าก็กล่าวด้วยเสียงทุ้มหนักว่า “เื่แย่งชองโคมไฟข้าไม่ถือสา แต่คำพูดเมื่อครู่เ้าต้องขอโทษ”
เมื่อเหลียวมองคนรอบกายก็พบเห็นแต่ใบหน้าที่บูดบึ้งขุ่นเคือง คนแซ่ลั่วจึงชะงักไปชั่วครู่ ราวกับคิดไม่ถึงว่าผู้คนโดยรอบจะมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้ แต่ว่าหลังจากนั้นมันยังคงกล่าววาจาถากถางด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “พวกเ้าคิดว่าตนเองเป็ใคร? จึงได้กล้าพูดจากับข้าเช่นนี้ แล้วข้ากล่าวอันใดผิดหรือ? เด็กหญิงโสโครกผู้นี้ ที่แท้ก็เป็เพียงเด็กปัญ...”
“ปัง!!”
ได้ยินเสียงหนักทึบดังขึ้น แล้วร่างของคนแซ่ลั่วก็ราวกับถูกแรงะเิจนกระเด็นออกไป จากนั้นก็ได้ยินเสียงปะทะชนดังตูมแว่วมาจากด้านหลังห่างออกไปหกเจ็ดวา ที่แท้มันก็ชนใส่ราวสะพานเงาจันทร์จนเศษหินปลิวเวียนว่อน หลังจากชนทะลุราวสะพานข้างหนึ่งก็ปะทะชนใส่ราวสะพานอีกฟาก ร่างของมันจึงค่อยหยุดลง
“……”
รอบบริเวณเงียบงันไม่มีแม้แต่เสียงนกกา ผู้คนทั้งหมดล้วนตกตะลึง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่กำลังจะลงมือเช่นไป๋หยุนเฟยและเฟยเหนียนกับคนอื่นๆ ยังมีเถี่ยหนูซึ่งเตรียมจะรับมือคู่ต่อสู้ ทั้งหมดล้วนตะลึงงันไปชั่วขณะ
“ตึง”
ได้ยินเสียงดังขึ้นแ่เบาพร้อมกับที่ร่างสีแดงขนาดเล็กหยั่งเท้าลงััพื้น เสียงนั้นแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับสั่นสะท้านจิตใจของผู้คนทั้งหมดในบริเวณ
ทั้งร่างพวยพุ่งด้วยพลังธาตุไฟสีแดงเพลิง ส่วนหัวที่ใหญ่โตผิดจากลำตัวมีใบหูกว้างใหญ่ราวกับพัดอยู่สองข้าง มันยืนด้วยขาหลังทั้งสองด้วยท่วงท่าราวกับมนุษย์ ขาหน้าที่คล้ายแขนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกำยำแ่า ทั้งร่างราวกับอัดแน่นด้วยพลังมหาศาลที่พร้อมจะะเิออก --- ที่แท้ก็คืออสูริญญาคู่หูของหวงฝู่รุ่ย นามว่า เสี่ยวโหรวโหรว!
ไม่สิ ยามนี้หากจะเรียกด้วยชื่อนี้ดูจะไม่เหมาะสมนัก สมควรจะเรียกว่า... สุกรคลั่งอสูรชาด!!
ยามมองดูสิงลั่วที่ทอดกายอยู่ในกองเศษหิน ดวงตาของสุกรคลั่งอสูรชาดก็ฉายแววเกรี้ยวกราด มันถึงกับมี... จิตสังหารแผ่ซ่านออกมา!
“นายน้อย!!”
ในที่สุดเถี่ยหนูก็เรียกสติกลับคืนมาได้ มันร่ำร้องด้วยความแตกตื่นพร้อมกับทะลักพลังสีทองออกทั่วร่าง เพียงไม่ถึงพริบตาก็ไปถึงข้างกายผู้เป็นาย ยามที่ประคองขึ้นมาดวงตาคนแซ่ลั่วก็เปี่ยมด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่ยืนยังไม่ทันมั่นคงสิงลั่วก็พลันกระอักโลหิตออกจากปากดัง‘พรวด’ จากนั้นสีหน้าก็กลายเป็ซีดเผือดในทันที
“นายน้อย! ท่านเป็ไรหรือไม่?!” เถี่ยหนูประคองแขนผู้เป็นายเอาไว้พร้อมกับถ่ายทอดพลังิญญาให้ สีหน้าของสิงลั่วจึงค่อยดีขึ้นบ้าง
“แค่ก! แค่กแค่ก!! เ้า... เ้าบัดซบ!!” สิงลั่วใบหน้าซีดขาว หลังจากไอออกมาหลายคราก็เงยหน้าขึ้นมองสุกรคลั่งอสูรชาดที่ยืนอยู่ด้านหน้าของไป๋หยุนเฟยกับพวก จากนั้นก็ตะเบ็งเสียงด้วยความโกรธกริ้ว “อสูริญญานั่น... ฆ่า! ข้ามันให้กับข้า! เถี่ยหนูฆ่ามันในบัดดล!!”
“นายน้อย... พวกเราควรจะ...” ขณะมองดูนายน้อยของตนที่คล้ายจะไม่ได้รับาเ็สาหัส เถี่ยหนูก็ลอบถอนใจด้วยความโล่งอก ขณะที่สีหน้ามันกลายเป็จริงจังราวกับจะกล่าวบางอย่าง แต่จู่ๆสีหน้ามันก็พลันแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลันพร้อมกับร้องด้วยความตระหนก “ระวัง!!”
ขณะร้องขึ้นก็ผลักผู้เป็นายออกไปพร้อมกับะเิพลังิญญาอันกล้าแข็งของบรรพิญญาระดับปลายออกโดยไม่ออมรั้ง จากนั้นก็ถ่ายทอดพลังลงสู่โซ่เหล็กจนเกิดเสียงดังเคร้งคร้าง เพียงพริบตาเดียวโซ่เหล็กก็วาบแสงสีทองออก ยามที่สิ้นเสียงของมันโซ่ในมือก็สะบัดออก!
ที่ตรงหน้าของมัน เป็สุกรคลั่งอสูรชาดที่กำลังถีบเท้ายันพื้นพุ่งเข้าหาดั่งอัสนีบาตสีชาด!
โซ่เหล็กพุ่งควงเป็รูปกรวยสู่เบื้องหน้าของเถี่ยหนูจนมีลักษณะคล้ายสว่านอันแหลมคมที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะของแขนขวา ยามที่ปลายสว่านพุ่งเข้าจู่โจมใส่สุกรคลั่งอสูรชาดซึ่งกำลังพุ่งเข้าหา พลังธาตุสีทองก็ทะลักออกพร้อมกับรังสีฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราด พลังของท่าจู่โจมอันเหนือธรรมดาเช่นนี้ --- กลับเป็เพียงท่าจู่โจมอย่างฉุกละหุกของบรรพิญญาระดับปลาย!
สุกรคลั่งอสูรชาดที่กระโจนเข้าหากลับไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยง แขนขวา(ขาหน้าขวา?)วาบแสงสีแดงพร้อมกับพลังธาตุไฟที่มีรูปลักษณ์ดั่งกรวยแหลมห่อหุ้มกำปั้น(กีบ?)เอาไว้ ขณะเดียวกันก็ซัดเข้าใส่หัวสว่านอย่างหักโหม
“เคร้ง!!”
แม้ขนาดของกรวยทั้งคู่จะต่างกันนับร้อยเท่า แต่หลังจากเสียงดังบาดหูราวกับโลหะเสียดสีกัน สว่านั์สีทองก็แตกกระจายออก จากนั้นโซ่เหล็กที่เรืองแสงสีทองก็แหลกกระเด็นออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!!
ภายในแววตาหวาดหวั่นของเถี่ยหนู กีบของสุกรคลั่งอสูรชาดก็ประทับลงบนกำปั้นขวาของมันจนเกิดเสียงดัง‘กร๊อบ’ แล้วแขนขวาทั้งข้างของมันก็กลายเป็บิดเบี้ยวผิดรูป พริบตาเดียวใบหน้าเถี่ยหนูกลายเป็แดงก่ำสุดท้ายก็ปรากฏหยาดโลหิตหลั่งไหลออกจากมุมปาก
ยามที่ใช้แววตาหวาดหวั่นมองดู จู่ๆเงาร่างของสุกรคลั่งอสูรชาดก็สาบสูญไปจากเบื้องหน้าของมัน!
เห็นเงาสีแดงวาบขึ้น แล้วสุกรคลั่งอสูรชาดก็ไปปรากฏที่ด้านหลังของสิงลั่ว หลังจากหมุนตัวกลางอากาศรอบหนึ่งมันก็ถีบเท้าอันหนักหน่วงใส่กลางหลังอีกฝ่ายทันที!
“พลั่ก!”
ได้ยินเสียงหนักทึบดังขึ้นพร้อมกับสิงลั่วกระอักโลหิตจากปากอีกครั้ง ราวกับจะย้อนเส้นทางเมื่อครั้งก่อน ร่างของมันจึงลอยละลิ่วจากที่เดิมกลับไปร่วงอยู่ตรงหน้าไป๋หยุนเฟยกับพวก!
