หยวนเหล่าเอ้อร์รู้สึกขมขื่นอย่างยิ่ง เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะกู้อวี้ลงโทษโดยการสั่งให้เขาคัดกฎของผู้เป็ศิษย์อย่างไรเล่า เช่นนี้แล้วตนจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!
ครั้นถูกลงโทษเช่นนี้หยวนเหล่าเอ้อร์ถึงกับร้องไห้อยู่ในใจ มองกู้อวี้ที่กำลังอุ้มเจินเจินพร้อมกับเล่านิทานให้ฟัง เจินเจินฟังด้วยสีหน้าตื่นตาตื่นใจ เขาเองก็อยากฟังเช่นกัน ไม่อยากคัดกฎของผู้เป็ศิษย์!
“แล้วต่อมาเล่า หนิงหยวนป๋อสามารถหนีออกไปได้หรือไม่” เจินเจินเขย่าแขนกู้อวี้อย่างเร่งร้อนด้วยความอยากรู้
กู้อวี้เลียนแบบนักเล่านิทาน เอ่ยว่า “หากอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต้องติดตามในครั้งถัดไป”
เจินเจินฟังแล้วกะพริบตาปริบๆ สีหน้ามีแต่ความงุนงง
กู้อวี้กล่าวต่อ “หากเ้าทำการบ้านที่ข้าให้ไว้เสร็จสิ้น วันแรกของปีใหม่ข้ามาตรวจแล้วพบว่าผ่านจึงจะเล่าให้ฟังต่อ”
เจินเจิน “…”
ถึงกับตัดบทกันง่ายๆ เช่นนี้เลยหรือ
“แต่มันเยอะมาก…” เจินเจินเอานิ้วชี้จิ้มกันไปมา ท่าทางออดอ้อนแลดูน่าสงสารอย่างยิ่ง
กู้อวี้เห็นแล้วอดใจอ่อนไม่ได้ เอ่ยว่า “กลอนอย่างไรก็ต้องท่อง แต่คัดอักษร…”
เจินเจินมองอย่างมีความหวัง ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่แล้วถึงค่อยเอ่ยต่อ “ลดลงครึ่งหนึ่งแล้วกัน”
เด็กหญิงยิ้มกว้างดีอกดีใจ ยื่นหน้าไปหอมแก้มกู้อวี้หนึ่งที
หยวนเหล่าเอ้อร์แลเห็นบุตรสาวออดอ้อนขอลดการบ้านได้สำเร็จก็เริ่มมีกำลังใจ “แล้วข้าเล่า” กล่าวจบมองกู้อวี้อย่างมีความหวัง ทว่าชายหนุ่มกลับมองตอบด้วยสายตาสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในใต้หล้านี้ออกมา
“ฤดูใบไม้ผลิท่านอารองหยวนก็ต้องไปทำงานให้คหบดีจางแล้ว เป็งานที่มีหน้ามีตายิ่ง หากท่านความรู้ไม่เพียงพอจะทำเช่นไร ไม่สู้เพิ่มการบ้านเป็สามเท่าน่าจะดีกว่า หากคัดกฎของผู้เป็ศิษย์จบแล้วก็คัดเก้าบทเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ คัมภีร์สามอักษร เื่เล่าจากตำราพันอักษร ตำราร้อยแซ่และบันทึกคำสอนของขงจื๊อต่อ แล้ววันแรกของปีใหม่ข้าจะมาตรวจ ข้าเชื่อว่าท่านที่แม้แต่เสือก็ไม่เกรงกลัว เป็ผู้กล้าเข้าไปในป่าลึกโดยไม่หวั่นเกรง เพียงคัดตำราแค่นี้ไม่นับเป็อันใดอยู่แล้ว”
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
ให้คัดตำรามากมายถึงเพียงนี้ ทำให้เขาเริ่มสงสัยแล้วว่า อีกฝ่าย้าจะกลั่นแกล้งหรืออยากจะฉวยโอกาสนี้มาแอบลักพาตัวบุตรสาวของเขาไปใช่หรือไม่!
“แหะๆ แน่นอนอยู่แล้ว ให้รู้เสียบ้างว่าข้าเป็ใคร” แม้ปากจะพูดออกไปเช่นนี้ ทว่าในใจกลับมีน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย
เขาหยวนเหล่าเอ้อร์จะกลัวไม่ได้ จะเสียหน้าต่อหน้าคนรุ่นลูกไม่ได้!
“ท่านพี่ ไฉนท่านจึงดูหวาดกลัวอวี้เอ๋อร์เหลือเกิน” หลังกู้อวี้กลับไปแล้ว จ้าวซื่อยกอาหารมาวางบนโต๊ะ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ชวนให้ชายหนุ่มอยู่กินข้าวด้วยกัน แต่ทว่าพอใกล้ถึงเวลากินข้าวอีกฝ่ายกลับขอตัวกลับไปเสียก่อน
หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มพลางกล่าว “ข้าหรือกลัว ข้าแค่เห็นว่าขาเขาเพิ่งหายดีเลยอยากไว้หน้าให้ก็เท่านั้น อีกอย่างการเรียนหนังสือเป็เื่ที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง ข้าเองอยากเป็คนเหนือคนย่อมต้องตั้งใจเรียนให้มากกว่าผู้อื่นอยู่แล้ว”
จ้าวซื่อฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจที่สามีตั้งใจทำเพื่อครอบครัวถึงเพียงนี้ นางปรนนิบัติสามีกินข้าวอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่านี่เป็เพียงคำปลอบใจที่หยวนเหล่าเอ้อร์บอกแก่ตัวเองเท่านั้น
จะว่าไปโจ๊กล่าปาของกู่ซื่อนั้นรสชาติดีมาก ครอบครัวหยวนสามคนกินจนอิ่มแปล้ ไม่ใช่สิ รวมเสี่ยวเฮยก็เป็สี่
ขณะนั่งพักหลังจากกินอิ่มก็ได้มีเสียงดังขึ้นที่หน้าบ้าน เสี่ยวเฮยที่ปกติจะส่งเสียงเห่าเวลามีเสียงดังขึ้นข้างนอกบ้านยามนี้กลับวิ่งไปแอบใต้เตียงของเจินเจิน
หยวนเหล่าเอ้อร์รวมถึงจ้าวซื่อกับเจินเจินเดินออกไปดู พบกับเสี่ยวไป๋ที่ในปากคาบกวางเดินเข้ามาในบริเวณลานบ้าน มันวางซากกวางลงแล้ววิ่งเข้าไปหาเจินเจิน เอาหัวถูไถไปตามตัวจนเนื้อตัวของเด็กหญิงเปรอะเปื้อนเืไปหมด
หยวนเหล่าเอ้อร์กับจ้าวซื่อลอบกลืนน้ำลายก่อนจะหันมองหน้ากัน
“ท่านพี่ สองปีก่อน่วันเวลาประมาณนี้ เจินเจินออกไปข้างนอกทีไรก็จะกลับมาพร้อมกับสัตว์หนึ่งตัวทุกครั้ง” จ้าวซื่อเอ่ยกับสามี
“คงเป็เสี่ยวไป๋ให้มา ยามนั้นข้านึกว่าเสี่ยวไป๋คือบุตรของนายพรานสักคนที่อาศัยอยู่บนเขาเสียอีก เื่มันผ่านมานานแล้ว ข้าลืมไปเสียสนิท” หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวตอบ
จ้าวซื่อระบายลมหายใจออกมาพลางกล่าวว่า “น่าเสียดาย เนื้อพวกนั้นส่วนใหญ่บ้านใหญ่เอาไปหมด ส่วนพวกเราได้กินแค่เพียงเล็กหน่อย” หากต่อมาสีหน้าของจ้าวซื่อพลันเปลี่ยนเป็ดีอกดีใจ “แต่หลังจากนี้เนื้อทุกส่วนจะเป็ของพวกเราทั้งหมด!”
เจินเจินเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน “ท่านแม่ ท่านสามารถนำไปทำอาหารอร่อยๆ ได้หรือ”
จ้าวซื่อได้ยินคำของบุตรสาวก็ชะงักนิ่งไป
“เช่นนั้นเอาไปให้สกุลกู้ดีหรือไม่ แล้ววันสิ้นปีพวกเราสองบ้านค่อยมาฉลองด้วยกัน” หยวนเหล่าเอ้อร์เสนอ หากเอาเนื้อที่ได้มานี้ให้สกุลกู้ไปทำอาหารรสชาติดีๆ ส่งท้ายปีจะได้ไม่เสียของ เขาเองก็ไม่อยากจะยอมรับว่าคิดถึงอาหารฝีมือกู่ซื่อเช่นกัน
เจินเจินพยักหน้ารัวๆ อย่างเห็นด้วย
“เสี่ยวไป๋ พวกเราไปหาพี่ชายกันเถอะ” เจินเจินตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะพาเสี่ยวไป๋ไปที่บ้านสกุลกู้
หยวนเหล่าเอ้อร์ได้ยินเช่นนี้จึงวิ่งปรี่เข้าไปห้าม “บรรพบุรุษตัวน้อย หากพามันไป บิดาและมารดาบุญธรรมของเ้าได้ใจนอาการป่วยกำเริบเป็แน่”
ขนาดตอนแรกที่ได้เห็นเสี่ยวไป๋ ตัวเขายังใจนแทบสิ้นสติ คงไม่ต้องพูดถึงสามีภรรยากู้เลย
“เดี๋ยวพ่อเอาเนื้อกวางไปให้บ้านสกุลกู้เอง เ้ากับเสี่ยวไป๋อยู่เล่นกันที่นี่เถิด” กล่าวจบหยวนเหล่าเอ้อร์จึงหยิบเสื้อกันฝนและหมวกฟางมาสวม จากนั้นอุ้มซากกวางขึ้นมาแล้วออกจากบ้านไป
ทว่าเจินเจินหรือจะยอมเชื่อฟัง นางปีนขึ้นไปบนหลังเสี่ยวไป๋แล้วแอบตามบิดาไป
วันนี้หิมะตกหนัก ทั้งยังเป็วันล่าปา ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงอยู่แต่ในบ้านไม่มีผู้ใดออกมา จึงไม่มีใครเห็นภาพเจินเจินที่ขี่อยู่บนหลังเสือขาว ถึงแม้เด็กหญิงจะไม่เชื่อฟังประโยคที่บิดาบอกให้รออยู่ที่บ้าน แต่ก็ยังเชื่อฟังประโยคที่ว่า หากท่านพ่อท่านแม่กู้เห็นแล้วจะต้องใกลัว นางจึงบอกให้เสี่ยวไป๋รออยู่ข้างกองฝืนตรงประตูหลังบ้าน ส่วนนางเดินเข้าไปในบ้านแต่เพียงผู้เดียว
เจินเจินะโเรียกเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อหลางซึ่งบัดนี้ทั้งสามคนคือลูกน้องของนาง หากมีอะไรนางย่อมต้องแบ่งให้ทั้งสามคนเล่นด้วยอยู่แล้ว
“เจินเจิน เ้ามาได้อย่างไร” เสือตัวนั้นไม่ใช่ว่าอยู่ที่บ้านหรือ แล้วนางตามมาด้วยได้อย่างไร หยวนเหล่าเอ้อร์ก้มมองเท้าของบุตรสาวที่สะอาดเอี่ยม อีกทั้งเมื่อสักครู่นี้ยังเดินเข้ามาจากประตูหลังบ้าน ความเป็ไปได้พลันปรากฏในสมองโดยพลัน
บุตรสาวของเขาจะต้องทำให้คนอื่นใให้ได้เลยใช่หรือไม่
“ข้ามาเล่นกับเอ้อร์หลาง ซานหลางแล้วก็ซื่อหลาง” เจินเจินกล่าวตอบ
ดวงตาเอ้อร์หลาง ซานหลางแล้วก็ซื่อหลางเป็ประกายในทันใด ทว่ากลับถูกหยวนเหล่าเอ้อร์ห้ามปรามไว้ “พวกเ้าอย่าเล่นกับนาง พวกเ้ารับไม่ไหว…”
“ฉินเจีย ให้พวกเขาพาน้องสาวไปเล่นเถิด” กู่ซื่อเอ่ยออกมา นางรู้สึกไม่ชอบใจกับประโยคเมื่อสักครู่นี้เอาเสียเลย อะไรคือพวกเขารับไม่ไหว จะบอกว่าบุตรชายของนางมีเรี่ยวแรงสู้เจินเจินไม่ได้เช่นนั้นหรือ
“ไปเล่นกัน!” เด็กทั้งสี่คนวิ่งออกไปยังลานหลังบ้านอย่างร่าเริง เจินเจินบอกให้ทั้งสามคนรออยู่ตรงนี้สักประเดี๋ยว นางจะไปเรียกพี่ชายให้ออกมาเล่นด้วยกัน
“พี่ชาย ข้าจะพาท่านไปเล่นกับเสี่ยวไป๋” เจินเจินจูงมือกู้อวี้วิ่งออกไปหลังบ้าน ในขณะที่กู้อวี้เพียงแค่สาวเท้ายาวๆ ตามไปเท่านั้น
จะว่าไป กู้อวี้นับว่าเป็คนที่มีความอดทนไม่ใช่น้อย ชายหนุ่มอดกลั้นต่อความเ็ปฝึกเดินทุกวัน หากเป็ผู้อื่นอาจใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะสามารถเดินเหินได้เป็ปกติ ขณะที่ชายหนุ่มกลับใช้เวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่าเขามีความอดทนอดกลั้นมากกว่าคนปกติทั่วไป
แน่นอนว่าต้องขอบคุณน้ำแกงโสมของเจินเจินด้วย หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่น แม้ขยันฝึกเดินถึงเพียงนี้ จากหายดีอาจจะเปลี่ยนเป็เจ็บแผลยิ่งกว่าเดิมก็เป็ได้ ทว่ากู้อวี้ไม่ใช่คนโง่ที่จะฝืนตัวเองจนอาการทรุดหนักกว่าเดิม อีกอย่างแผนในการฟื้นฟูร่างกายนี้เขาก็ได้ปรึกษากับหมอเทวดาชวีแล้ว
เจินเจินพากู้อวี้เดินออกมาที่ลานด้านหลังบ้าน เอ้อร์หลางเห็นแล้วเอ่ยถามขึ้นมา “พวกเราจะเล่นตุ๊กตาหิมะกันอีกหรือ”
