“ว๊ากกกก!!~”
“คนตาโปน ข้ากลัวคนตาโปน!!~”
“เขาจ้องจะกินข้า แง๊!!~~~”
“...”
การแสดงที่ไม่มีการนัดแนะของเฉินอวี๋ ทำเอาริมฝีปากของเฉินเหนียนอู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ กระตุกเล็กน้อย แต่นางก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ชี้ไปที่ชายหนุ่มตาโตที่ได้รับการช่วยเหลือ พร้ะโกนออกมาว่า
“เขาทำให้น้องชายใกลัว จ้องมองมาที่เด็กเหมือน้าจะจับกิน”
เสียงของเด็กหญิงนั้นชัดเจนและออกเสียงได้ดี คำพูดเป็การปรักปรำ จนทุกคนที่อยู่ในที่นั้นสามารถได้ยินสิ่งที่นางพูด
เฉินถั่วถงและเฉินอ่าวซึ่งกำลังรั้งตัวเฉินต้าไว้ ก็เหลือบมองไปที่ชายตาโปนคนดังกล่าว ใบหน้าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยรอยเล็บ และปากของเขาก็เต็มไปด้วยเืหลังถูกเฉินต้าต่อย
ชายคนนั้นตอบกลับอย่างตื่นตระหนกราวกับว่าตนเองถูกกล่าวใส่ร้าย
“เด็กที่ไหนพูดจาไร้สาระ? ข้านั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย ผู้ใดจะจ้องขู่คนที่พึ่งเจอหน้าเช่นนั้น?”
เขากำลังจะลุกขึ้นและโต้เถียง แต่สายตาของเขาเหลือบมองไปเห็นการคุกคามของเฉินอ่าวและเฉินถั่วถง ท่าทางที่เคยตั้งใจสู้ก็ตื่นตระหนกแผ่นหลังเฉียบเย็น ราวกับถูกเสือร้ายสองตัวจ้องมองเขาอยู่ก็มิปาน
“ชิ ช่างโชคร้าย ทำไมข้าต้องมาเจอกับพวกไร้เหตุผลเช่นนี้ด้วย”
ชาวบ้านต่างส่ายหัวด้วยความไม่พอใจ รู้สึกว่าการด่าทอคนอื่นแบบนั้นไม่เหมาะสม พยายามเกลี้ยกล่อมให้ครอบครัวแซ่เฉินอย่าเอาเื่สานต่อราว
แต่แทนที่จะสงบ เฉินอิงเอ๋อที่หลับอยู่ก็ร้องไห้เสียงดังลั่น ดูเหมือนจะหวาดกลัวกับคำพูดของชายตาโตคนนั้น สะอื้นไห้และพูดคำบางคำออกมา “พ่อ แม่ เขาจะกินคน เขาจะกินข้า ว้าาาาา!~~”
ชาวบ้านก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดอะไรเกี่ยวกับเื่นี้ แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าเมื่อได้ยินคำว่า “การกินเนืุ้์”
เมื่อเงยหน้ามองคนทั้งสิบสองคนของกลุ่มนั้นอีกครั้ง พวกเขาดูเหมือนถูกแทง โบกมืออย่างบ้าคลั่งเพื่อพยายามอธิบาย ว่าพวกเขาไม่เคยกินเนืุ้์มาก่อนเลย
แต่ความจริงแล้ว ไม่มีใครบอกว่าพวกเขากินคน แต่ท่าทางที่เหมือนพยายามปกปิดก็ทำให้เริ่มไม่น่าไว้ใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่พวกเขาที่มาจากหนานโจวยังอดมื้อกินมื้อ แต่คนเหล่านี้กลับอ้วนพีมีชุดดีๆ ใส่
ไม่รู้เพราะความอิจฉา ความสงสัย หรืออาจจะสะสมจากความไม่พอใจระหว่างทางที่ไม่รู้จะระบายลงไปที่ใครดี
ชาวบ้านหนานโจวที่มาพร้อมกับหยู่เจ๋อ ก็มีมุมมองแง่ลบกับพวกกลุ่มผู้อ้วนพีโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันจะทำอะไร
“...”
“แม่ กอดข้าหน่อย”
เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มระมัดระวังไม่ไว้ใจกันและกัน เฉินอวี๋ก็หยุดร้องไห้ เขาเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาสองหยด ยื่นมือเล็กๆ ทั้งสองข้างไปหาแม่
เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงดึงเฉินเหนียนอู่กับเฉินอวี๋เข้าหาอย่างตั้งใจ ทั้งคู่เช็ดเหงื่อที่หน้าผากและมองเฉินอวี๋ด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นรึ?” เฉินถั่วถง กระซิบถามด้วยเสียงเบา
นางไม่เชื่อว่าลูกๆ ของนางจะใจนร้องไห้และก่อเื่เช่นนี้
เฉินอวี๋รู้สึกทำอะไรไม่ถูก ปฏิกิริยาของเฉินต้านั้นเหนือความคาดหมาย แต่ก็เป็การยืนยันว่าความรู้สึกของเขานั้นถูกต้อง
ชายตาโปนจ้องมองมาทางเขาอย่างจงใจ เผยเจตนาไม่ดีบางอย่างออกมา มิเช่นนั้นเขาคงไม่ทำให้พี่ชายคนโตมีปฏิกิริยาดุร้าย
“พวกเขาไม่ใช่ชาวบ้านปกติ”
“เจตนาไม่ดีทำให้พี่ชายเคลื่อนไหว”
“พ่อกับแม่ระวังพวกเขาไว้ด้วย”
เฉินอวี๋แอบมองออกมาจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่และบอกเหตุผล และเฉินเหนียนอู่ก็สนับสนุนความเห็นดังกล่าว ถึงนางจะไม่มั่นใจในตัวเฉินอวี๋ว่าคิดถูกหรือผิด แต่หากสิ่งนี้แม้แต่น้องสาวคนเล็กยังเห็นพ้องด้วย เจตนาที่คนกลุ่มนั้นแสดงออกมา จึงมั่นใจว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาแน่นอน
“ใช่ท่านแม่”
“อีกอย่าง น้องเล็กเราใช่ว่าจะร้องไห้ออกมาได้ง่ายๆ เราพักผ่อนกันพอและไม่นานก็ควรจะเช้าแล้ว ข้าคิดว่าเราเตรียมตัวเดินทางต่อกันเถอะ ธิดาท่านไม่อยากอยู่ใกล้กับพวกเขาสักเท่าไหร่”
พอได้ยินคำพูดของเฉินอวี๋และเฉินเหนียนอู่ ใบหน้าของเฉินอ่าวและเฉินถั่วถงก็มืดมนลง
ตอนนี้ทั้งคู่ห่วงลูกๆ ทั้งสี่คนของตัวเองมากๆ เฉินอ่าวหันไปมองข้างนอกและเห็นคนสิบกว่าคนรวมตัวกันอยู่หน้าชายตาโต ทำท่าทางกำลังกระซิบและพูดคุยกันอะไรบางอย่าง บางครั้งก็เหลือบมองมาทางพวกเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตร
“เช่นนั้นเราก็ไปกันเถอะ”
“การอยู่ในจุดที่ควบคุมอะไรไม่ได้ มันจะทำให้เราเป็ฝ่ายลำบากเอง”
ไม่ว่าการคาดเดาของเฉินเหนียนอู่จะถูกหรือผิด เฉินอ่าวก็ไม่อาจเสี่ยงและต้องหลีกเลี่ยงมัน
การเดินทางด้วยคนกลุ่มใหญ่ มักจะพาปัญหามาด้วยเสมอ ยิ่งสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยที่กำลังอดอยาก มันยากที่จะรับประกันการโจมตีและความปลอดภัยของครอบครัว ทางที่ดีที่สุด คืออย่าคาดหวังอะไรกับคนอื่น
เฉินอวี๋และเฉินถั่วถงได้ยินอะไรที่เข้าท่า ก็มองคนเป็พ่อด้วยความประหลาดใจ พลันรู้สึกว่าพ่อและสามีของพวกเขาเหมือนจะผ่านอะไรมาหลายๆ อย่าง
แต่เฉินอวี๋ก็ส่ายหน้า ชาวบ้านอายุยี่สิบกว่าๆ ที่ทำไร่ทำนามาทั้งชีวิต จะไปมีประสบการณ์ชีวิตเช่นนั้นได้อย่างไร
ฉะนั้น..วลีนี้จึงดูบ้าบอ
“...”
เฉินอ่าวเห็นภรรยาไม่ขัด เขาก็พองอกคิดในใจ ว่าตอนนี้เ้าคงรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเขาทรงพลังมากแค่ไหน?
ยกคิ้วขึ้น ปัดผมหน้าม้าที่ยุ่งเหยิงและสกปรก เก๊กท่าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเข้มๆ เสียงหล่อๆ โอ้อวดว่า
“หลายมือช่วยกันงานจึงเบาลง หลายมือแย่งกันมีแต่จะไม่สำเร็จ เราต้องประเมินตามกำลังที่เราจะ..ควบคุม…เฮ้!! รอข้าด้วยสิ ทำไมพวกเ้าชอบทิ้งข้าไว้เื้ัอยู่เรื่อยเลย?”
“...”
มัวแต่ยืนแอ็คหล่อ เฉินถั่วถงก็พาลูกๆ และท่านตาออกเดินลงจากเนินหินแล้ว
ชายคนหนึ่งจากกลุ่มอ้วนพีก็พยายามเข้าไปใกล้ชาวบ้านหนานโจว เพื่อถามว่าพวกเขาเตรียมของกำลังทำอะไร แต่ก่อนที่เขาจะเข้าไปใกล้ ชาวบ้านที่เห็นครอบครัวเฉินออกเดินทางั้แ่เช้ามืด พวกเขาก็ยกจอบ เคียว และไม้ขึ้นเพื่อเป็การเตือนไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้
คนเหล่านี้ติดตามกับชายแซ่หยู่ และพวกเขาก็พูดคุยกันแล้วว่าจะขอติดตามครอบครัวแซ่เฉิน
ท่าทางที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงการแยกกลุ่ม จึงทำให้คนทั้งสิบสองคนเห็นแล้วสีหน้าบิดเบี้ยว โดยเฉพาะชายตาโปนฟันหักที่ถูกเฉินต้าต่อย ที่จ้องมองสมาชิกครอบครัวแซ่เฉินที่จากไปด้วยสีหน้าขุ่นเคือง ไม่คิดว่าการเผยความคิดบางอย่างออกมาเพียงชั่วครู่ จะทำให้แผนบางของพวกเขาล้มเหลวจนสถานการณ์ออกมาเช่นนี้
วิ๊ง!!~~
ดวงตะวันฉายแสงบ่งบอกถึงยามเช้าอันสดใสแรงกล้า
ชาวบ้านหยานโจวที่ได้พักผ่อนมาทั้งคืน พวกเขาไม่้าอยู่กับกลุ่มมนุษย์กินคน พวกเขามีเด็กๆ และลูกเล็ก ทำให้พวกเขาเลือกที่จะอดทนต่อความยากลำบากเดินตามครอบครัวแซ่เฉิน
เฉินถั่วถงแบกตะกร้าไว้บนหลัง ถือไม้และมีดพร้าอยู่ในมือเดินนำหน้า นางเป็คนเดียวที่รู้ว่าแหล่งน้ำอยู่ที่ไหน ทุกคนจึงเดินตามนางเข้าไปในที่รกร้างที่ไม่เคยมีมนุษย์เข้ามาก่อน
สัตว์ป่าในูเาสูงใกับเสียงดังและวิ่งหนี แผนการของนางที่จะล่าไก่ฟ้าและกระต่ายระหว่างทางเป็อาหารจึงล้มเหลว เสียงการเดินของคนกลุ่มใหญ่มักอ่อนไหวต่อสัตว์ป่า
ถึงไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินอ่าวจึงยอมบอกข่าวเื่บ่อน้ำให้คนเหล่านี้ฟัง แต่จากที่เฉินอ่าวพูดคุย คนเหล่านี้ก็เป็แค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น หากมีแหล่งน้ำก็ควรแบ่งปันเพื่อนมนุษย์ ไม่เช่นนั้นจะต่างอะไรจนคนที่คดโกง
คำพูดนี้ ทำเอาเฉินถั่วถงมองสามีพ่อพระของนางอย่างดูถูก ครอบครัวตัวเองยังแทบจะเอาไม่รอด ยังมีจิตมีใจไปสนคนอื่นอีก
แต่เื่เลยเถิดมาถึงตอนนี้ ห้ามและไล่ไปก็คงแอบตามมาอยู่ดี จึงส่งผลให้กลุ่มอพยพในครั้งนี้ใหญ่ขึ้น แต่การเดินแบบไม่พักอย่างทรหดของครอบครัวแซ่เฉินนี่ผิดมนุษย์มนา กำลังของกลุ่มชาวบ้านที่ติดตามมาจึงเริ่มลดลง ส่งผลให้คนทั้งกลุ่มยิ่งเดินช้าไปเรื่อยๆ จนความเร็วเชื่องช้าเหมือนเต่าป่วย
หากยังเป็แบบนี้ต่อไป จากที่เฉินถั่งถงคำนวณ พวกเขาคงไปไม่ถึงแหล่งน้ำทันพระอาทิตย์ตกดินแน่นอน
