สี่นาฬิกา...เวลาที่เมืองทั้งเมืองยังจมอยู่ในความหลับใหล
สรวิชญ์าเ็ที่แขนขวา และนั่นเป็ครั้งแรกที่นิพาได้เห็นเืของเขา
เธอพบเขานั่งรออยู่ในความมืดสลัวของห้องยาด้านหลัง าแที่ต้นแขนยาวเกือบสิบเิเ แม้ไม่ลึกถึงกระดูก แต่ปากแผลยังคงเปิดอ้า หัตถ์ซ้ายที่ใช้กดห้ามเืไว้ชโลมจนแดงฉาน
"เมื่อคืน" นิพาเอ่ยขึ้น ไม่ใช่คำถาม แต่เป็ข้อสรุป
"เมื่อคืน" เขาทวนคำ รับสารภาพโดยไร้ซึ่งคำอธิบาย
หญิงสาวไม่ซักไซ้ต่อ เธอเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและเป็อัตโนมัติราวกับเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้...หยิบอุปกรณ์ ล้างมือ ตรวจดูาแ
ต้นแขนแกร่งที่ปราศจากอาภรณ์เผยให้เห็นมากกว่าแผลสด รอยแผลเป็เก่าสองสายจารึกเื่ราวของตนเองอยู่บนผิวเนื้อ หนึ่งคือรอยเย็บบางยาวพาดผ่านหัวไหล่ด้านนอก อีกรอยคือรอยบุ๋มกลมข้างซี่โครง...ประทับตราของะุปืนที่เคยฝากฝังไว้
เขาผ่านสมรภูมิเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
นิพาทำความสะอาดแผลสดอย่างนุ่มนวลที่สุด แสร้งทำเป็ไม่สังเกตเห็นร่องรอยแห่งอดีตของเขา หยดน้ำยาฆ่าเชื้อที่เธอปรุงขึ้นเองลงไป ก่อนจะใช้ผ้าสะอาดซับเบาๆ
สรวิชญ์ไม่สะดุ้ง ไม่เกร็งตัว ไม่แม้แต่จะส่งเสียงครางใดๆ
เขาคงคุ้นชิน...กับการนั่งนิ่งให้คนแปลกหน้ารักษา หรือไม่ก็คุ้นชินกับความเ็ปเสียจนมันเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต...หรืออาจจะทั้งสองอย่าง
"ต้องเย็บไหม" เขาถาม ทำลายความเงียบ
"เย็บจะดีกว่าค่ะ แผลค่อนข้างยาว"
"ลงมือได้เลย"
---
เข็มในมือเธอยังคงเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ เสียงโลหะลากผ่านิัและเส้นไหมที่ถูกดึงจนตึง แทบจะเป็เสียงเดียวที่ทำลายความเงียบงันภายในห้อง มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่และลมหายใจของคนสองคนที่ขับเคี่ยวกันอยู่ในนั้น
"ปฏิบัติการเมื่อคืน...สำเร็จไหมคะ" เธอถามขึ้นเบาๆ ขณะมีสมาธิอยู่กับฝีเข็ม
"แค่บางส่วน"
"และส่วนที่ไม่สำเร็จ...ก็คือแขนข้างนี้"
"ใช่"
นิพาดึงปมไหมอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
"คุณไม่อยากรู้รายละเอียดหรือ" สรวิชญ์ถาม น้ำเสียงเหมือนกำลังสังเกตการณ์มากกว่า้าคำตอบ
"ถ้ามันจำเป็ต่อการรักษา คุณคงบอกฉันเอง" เธอตอบโดยไม่ละสายตาจากงาน "แต่ถ้าไม่...การถามก็เท่ากับบีบให้คุณต้องพูดในสิ่งที่ไม่ควร"
ความเงียบทอดตัวลงครู่หนึ่ง
"คุณคิดซับซ้อนกว่าที่แสดงออกมาก" เขาเปรยขึ้น
"คุณก็เช่นกัน"
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย แต่นิพาไม่ทันสังเกตเห็น
---
เธอเย็บแผลเสร็จสิ้น พันผ้ากอซอย่างประณีต ตรวจสอบความเรียบร้อยเป็ครั้งสุดท้าย
"สี่วัน อย่าให้แผลโดนน้ำ" เธอบอกพลางถอยห่าง "ถ้ามีไข้อ่อนๆ หรือแผลบวมแดงกว่านี้ รีบมาหาฉัน"
"เข้าใจ"
"แต่จะมาหรือไม่...ก็เป็อีกเื่หนึ่ง"
ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองเธอ ในแววตามีบางสิ่งที่ลึกเกินกว่าเธอจะหยั่งถึง
"มา" เขาตอบเรียบๆ "ถ้าจำเป็"
นิพาพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกไปล้างคราบเืออกจากมือ
ถ้าจำเป็...ไม่ใช่ถ้าสะดวก ไม่ใช่ถ้าอยาก แต่คือ ‘ถ้าจำเป็’ ซึ่งสำหรับคนอย่างเขาแล้ว มันคงหมายถึง...เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่
เขาไม่ใช่คนที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากใครง่ายๆ
เสียงน้ำหยุดไหล เธอหันกลับมา สรวิชญ์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สวมเสื้อกลับเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าสายตาของเขากลับทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เหม่อลอยไปกับความคิดบางอย่างที่เธอไม่อาจล่วงรู้
ความเงียบในห้องหนักแน่นพอที่จะทำให้ได้ยินเสียงชีวิตของเมืองที่กำลังจะตื่นขึ้นจากภายนอก
"วิตรี"
เสียงทุ้มของเขาแ่เบาจนน่าประหลาดใจ
"คะ"
"คุณกลัวไหม...กับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้"
นิพาไม่ตอบในทันที เธอเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เว้นระยะห่างไว้อย่างพอเหมาะ
"กลัวค่ะ" เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมา "แต่ไม่ใช่ความกลัวในแบบที่ใครๆ คาดคิด"
"แล้วกลัวอะไร"
"กลัวว่าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง...ช้าเกินไป" เธอเอ่ยช้าๆ เหมือนกำลังเรียบเรียงความคิด "กลัวว่าการรักษาคนไข้จะไม่เพียงพอ กลัวว่าจะรู้ว่าต้องทำอะไร...แต่กลับทำไม่ทัน"
เขาเพียงนิ่งฟัง ปล่อยให้คำสารภาพของเธอล่องลอยอยู่ในอากาศ
"แล้วคุณล่ะคะ กลัวอะไร" เธอถามกลับ
สรวิชญ์หันขวับมาสบตาเธอ เหมือนไม่คาดคิดว่าจะถูกย้อนถามด้วยคำถามเดียวกัน หลังจากนิ่งไปอึดใจใหญ่ เขาจึงตอบด้วยเสียงที่แ่เบายิ่งกว่าเดิม
"กลัวว่าจะส่งคนของตัวเองออกไป...แล้วไม่ได้พวกเขากลับคืนมา" เขาหยุดเว้นจังหวะ "มันเคยเกิดขึ้นแล้ว และมันก็จะเกิดขึ้นอีก"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความเงียบอันเปราะบาง...ที่ซึ่งคนสองคนที่เคยยืนอยู่คนละฝั่งของโลก ได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้ว พวกเขากำลังยืนอยู่บนผืนดินเดียวกัน
"ชายที่ตลาดเมื่อวาน...เขาเป็คนของคุณ" นิพาเอ่ยขึ้น
"ใช่"
"ตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง"
"รอด...อย่างที่คุณบอก" สรวิชญ์ตอบ ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "ขอบคุณ...สำหรับทั้งสองครั้ง"
นิพามองใบหน้าเขา ครั้งนี้ไม่ใช่การประเมิน แต่เป็การมองอย่างพินิจพิเคราะห์
แสงอรุณแรกที่สาดส่องเข้ามา ทำให้เธอเห็นรายละเอียดบนใบหน้าเขาชัดเจนกว่าแสงตะเกียง...ริ้วรอยความเหนื่อยล้าใต้ดวงตา ร่องรอยที่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืน...หรืออาจจะหลายคืน
เขาแบกรับภาระหนักหนาไว้เพียงลำพัง...และไม่มีใครเคยเห็นมัน
แต่ฉันเห็น
เธอไม่ได้เอ่ยคำนั้นออกมา...แต่ความรู้สึกนั้นอวลอยู่ในอากาศทั่วทั้งห้อง
---
สรวิชญ์จากไปก่อนที่แสงตะวันจะจับขอบฟ้าโดยสมบูรณ์
ที่กรอบประตู เขาชะงัก หันกลับมาเพียงครึ่งตัว
"วิตรี...ระวังสุดาไว้ให้ดี"
"ทราบค่ะ กำลังจับตาดูอยู่"
เขาพยักหน้ารับ แล้วร่างสูงก็หายลับไปในเงามืด
นิพายืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ กลิ่นคาวเืที่ยังกรุ่น และไอเย็นของรุ่งอรุณที่คืบคลานเข้ามาทางหน้าต่าง
คำเตือนของเขามีบางอย่างที่มากกว่าข้อมูลเชิงปฏิบัติ...น้ำเสียงนั้นมีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งเธอยังไม่รู้ว่าจะตีความมันอย่างไร
ยามาโมโตะ...แม้ยังไม่เคยเผชิญหน้า แต่ชื่อของชายผู้นี้วนเวียนอยู่ในการสนทนาของสรวิชญ์และชายผมขาวอยู่หลายครั้ง ในฐานะบุคคลอันตรายที่ต้องระวังมากที่สุด
และในตอนสายของวันนั้นเอง ขวัญก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา พร้อมกับข่าวร้าย
"ได้ยินมาจากในตลาดค่ะ" ขวัญกระซิบ "มีคนเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินไล่ถามชาวบ้าน ว่าใครเห็นเหตุการณ์ที่ตลาดเมื่อวานบ้าง...ถามชื่อ ถามรูปพรรณสัณฐาน"
"พวกเขา...ถามถึงหมอผู้หญิงด้วยหรือเปล่า"
ขวัญพยักหน้าช้าๆ "แล้วก็...มีคนรู้จักของสุดาเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อคืนเห็นสุดาเดินเข้าไปที่สำนักงานของยามาโมโตะด้วยค่ะ"
สรรพเสียงรอบกายพลันเงียบงัน
นิพานั่งนิ่ง ปล่อยให้ข้อมูลนั้นซึมซับเข้าสู่สมอง
สุดารายงานเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
นั่นหมายความว่าหล่อนมีช่องทางติดต่อโดยตรงกับยามาโมโตะ...โดยไม่ต้องผ่านทาเคดะ
และนั่นก็หมายความว่า...ปัญหานี้ซับซ้อนและอันตรายกว่าที่เธอประเมินไว้หลายเท่านัก
"ขอบคุณมากนะขวัญ" เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว
ปลายนิ้วเธอเย็นเฉียบ แต่สมองกลับปลอดโปร่งและเฉียบคม หญิงสาวหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา เปิดไปยังหน้าที่มีชื่อ "สุดา" แล้วขีดเส้นใต้สองเส้น ก่อนจะพลิกไปยังหน้าถัดไป
แล้วบรรจงจรดปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า
ยามาโมโตะ
