เหตุการณ์ทัณฑ์์ของหลิ่วิเยวี่ยไม่เพียงสร้างความะเืเลื่อนลั่นไปทั่วตำหนักดาวเหนือเท่านั้น แต่ยังดึงดูดความสนใจจากยอดฝีมือหยวนซิวและจื๋อซิวให้จับจ้องอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
หลิ่วิเยวี่ยมีเรือนร่างอันล้ำค่าหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ในฐานะดาวคู่ประสานธาตุซึ่งเปี่ยมไปด้วยศักยภาพอันน่าทึ่ง ครั้งหนึ่งเคยถูกปรมาจารย์จากวังดาราจับตามอง ทว่าโชคชะตาพลิกผัน เมื่อหยาดหยดแห่งพรหมจรรย์สูญสิ้น เหลือเพียงร่างกายไร้ค่า จึงถูกขับไสไล่ส่งมายังสันเขากูอวิ๋นของตำหนักดาวเหนือ
ทว่าฟ้าพิฆาตที่กลืนกินร่างนางในครั้งนี้ กลับสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งยุทธภพ แม้แต่ยอดฝีมือจากจวนหยวนและวังดาราต่างก็ส่งยอดฝีมือมาจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ณ ใจกลางูเาไป่หลิง เยี่ยหลิงหลานยืนมองสันเขากูอวิ๋นจากระยะไกล และััได้ถึงทัณฑ์์ที่ถาโถมใส่หลิ่วิเยวี่ย
หนิงเทียนที่ยืนอยู่เคียงข้างรู้สึกตื่นเต้นอย่างสุดขีด หมื่นสรรพสิ่งในใจของเขาััได้ถึงลมหายใจของหลิ่วิเยวี่ยอย่างชัดเจน
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ หนิงเทียน เยี่ยหลิงหลาน และหลิ่วิเยวี่ยล้วนมีรากฐานพลังจากเลขเก้าหลัก แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ทว่าหอคอยพลังในร่างกายของพวกมันต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
หนิงเทียนผู้ริเริ่มทฤษฎีรากฐานเลขเก้าหลักได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้เพียงซิ่งอวี่เจวียน เสิ่นซินจู๋ และเว่ยซูเสวี่ยเท่านั้น ยังไม่รวมเยี่ยหลิงหลาน หลิ่วิเยวี่ย และจัวหลานชิว
ในบรรดาผู้ฝึกฝนเลขเก้าหลักทั้งเจ็ด มีเพียงหนิงเทียน เยี่ยหลิงหลาน และหลิ่วิเยวี่ยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงมาตรฐานเลขเก้าหลักได้อย่างสมบูรณ์
ซิ่งอวี่เจวียนและเสิ่นซินจู๋มีพลังเพียงเลขสามหลัก ซึ่งถือว่าอ่อนแอที่สุด ในขณะที่เว่ยซูเสวี่ยและจัวหลานชิวสามารถเข้าถึงได้เพียงเลขเจ็ดหลัก
หอคอยพลังของหนิงเทียน เยี่ยหลิงหลาน และหลิ่วิเยวี่ยมีโครงสร้างเดียวกัน แต่คุณลักษณะด้านพลังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หนิงเทียนหลอมรวมเส้นทางเต๋าพฤกษา เส้นทางแห่งจิติญญา และเส้นทางิญญาเป็หนึ่งเดียว ผสานพลังจากดอกไม้ ต้นหญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์ รวมไปถึงธาตุทั้งสี่อย่างดิน ไฟ น้ำ และลม จึงถือว่าไม่เหมือนใครในโลก
พลังความมืดของเยี่ยหลิงหลานช่างลึกลับน่าพิศวง มีพลังที่ร้ายกาจไร้เทียมทาน และยากหยั่งถึงที่สุด
หลิ่วิเยวี่ยเป็ผู้มีสองสายเืสืบทอดทั้งหยวนซิวและซิงซิวสถิตในร่างเดียว นางมีทั้งพลังแห่งสายเืและิญญาดารา ทั้งยังได้ฝึกฝนศาสตร์ลึกลับอย่างคัมภีร์ดาวเหนือ์ศักดิ์สิทธิ์ พลังปราณภายในตัวของนางเปี่ยมล้นด้วยพลังหยวนซิวและพลังซิงซิว ดั่งหยินหยางหลอมรวมเป็หนึ่ง
พลังสายเืของหลิ่วิเยวี่ยคือร่างหยินอำพราง ขณะที่พลังซิงซิวเพียบพร้อมด้วยพลังหยางแกร่งกล้าสุดขีด สิ่งนี้ทำให้เกิดเป็หยินหยางผสมผสาน ส่งผลให้ทัณฑ์์ของนางรุนแรงเกินคาดหมาย กระทั่งะเืถึงเหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆา
เว่ยซูเสวี่ยรู้สึกกังวลใจไม่น้อยเช่นเดียวกับหนิงเทียน เนื่องจากทัณฑ์์ของหลิ่วิเยวี่ยนั้นร้ายกาจเกินกว่าใครจะคาดคิด สิ่งนี้บ่งบอกถึงศักยภาพอันน่าทึ่งที่นางเก็บซ่อนไว้
แม้จะใช้ตัวตนนักบุญแห่งตำหนักดาวเหนือของเว่ยซูเสวี่ย แต่นางก็ไม่อาจรับประกันว่าจะสามารถปกป้องหลิ่วิเยวี่ยให้พ้นจากภัยอันตรายได้
“อาจารย์ ข้าอยากไปหานาง”
หนิงเทียนกลอกลูกตา ในใจอยากให้อาจารย์เยี่ยหลิงหลานออกโรง หากมีผู้คิดร้ายหมายปองชีวิตหลิ่วิเยวี่ย หนิงเทียนจะได้หาทางช่วยเหลือได้ทันท่วงที
“นั่นคือดินแดนของตำหนักดาวเหนือ คนนอกไม่อาจก่อกวน”
“ข้าเกรงว่าคนของตำหนักดาวเหนือจะกลั่นแกล้งนาง”
หนิงเทียนจับมือเยี่ยหลิงหลานแล้วเล่าเื่ราวความขัดแย้งระหว่างหลิ่วิเยวี่ยกับซ่งอวี้ชุน
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยขึ้นว่า “ความห่วงใยนั้นย่อมนำมาซึ่งความวุ่นวาย ณ เวลานี้ นางเป็ที่จับตามองของทั้งใต้หล้า แม้กระทั่งปรมาจารย์เหนือเมฆาแห่งตระกูลซ่งก็มิอาจทำอันใดได้ ยิ่งมีนักบุญหญิงแห่งตำหนักดาวเหนือคอยคุ้มครอง นางย่อมปลอดภัยไร้กังวล”
เหนือผาหทัยโดดเดี่ยว หลิ่วิเยวี่ยถูกฟ้าผ่าโจมตีจนร่างกายแหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นางก็ฟื้นฟูร่างกายขึ้นมาใหม่ได้ทุกครั้ง
นางต้องเผชิญกับทัณฑ์์สองชั้น ชั้นแรกสำหรับซิงซิว และอีกชั้นสำหรับหยวนซิว เนื่องด้วยนางมีร่างกายที่สามารถบ่มเพาะทั้งสองสายได้
เมื่อผู้บำเพ็ญซิงซิวหรือผู้บำเพ็ญหยวนก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน มักจะปรากฏร่างจำลองที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพลังสายเืหรือรูปแบบของิญญาดารา
เฉกเช่นกวานทองอินทนิลของชิวซานอวิ๋น หยกหิมะวิจิตรของซูอวิ๋นซึ่งล้วนเป็อาวุธิญญาประจำกาย
ทว่าเมื่อหลิ่วิเยวี่ยก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน สถานการณ์กลับแตกต่างจากคนทั่วไป
สิ่งแรกที่ปรากฏ คือ เก้าดาวล้อมสุริยา ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ดาวฤกษ์เก้าดวงโคจรรอบตัว นางดูราวกับเป็ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เก้าหอคอยพลังงานในร่างกายสอดคล้องกับดาวฤกษ์แต่ละดวง พลังงานเชื่อมโยงถึงกัน ก่อให้เกิดความแปรปรวนในท้องฟ้า
ต่อมามีแสงสีเงินขาวพุ่งออกมาจากกระหม่อมของหลิ่วิเยวี่ย ก่อนแปลงเป็สายฟ้าพุ่งตรงสู่เวหา สั่นะเืกาลเวลา
ท่ามกลางฟ้าดิน พลังอำนาจอันเย็นะเืราวกับหยาดน้ำค้างยามราตรี บ่งบอกถึงพลังหยินอันบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งมลทิน แสงสีเงินขาวส่องประกาย เผยให้เห็นแหวนหยกใสดั่งน้ำค้างอย่างเลือนราง ซึ่งสะท้อนพลังอันน่าหวั่นเกรงราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
นั่นคืออาวุธิญญาประจำกายของหลิ่วิเยวี่ย ซึ่งได้มาจากพลังของสายเื มันเป็สัญลักษณ์ของหยวนซิว แต่กลับปรากฏในร่างของซิงซิว
“ดาวคู่ประสานธาตุ!”
เสียงอันทรงพลังดังกึกก้องจากปากของปรมาจารย์ผู้ทรงภูมิอันล้ำเลิศ
ถ้อยคำนั้นเปิดเผยเื่ราวอันน่าพิศวงของหลิ่วิเยวี่ย ซึ่งดึงดูดความสนใจจากยอดฝีมือมากมาย
ดาวคู่ประสานธาตุนั้นหายากยิ่งนัก ในสมัยก่อน อดีตนักบุญแห่งตำหนักดาวเหนือก็มีร่างกายเช่นนี้ ทว่านางกลับสิ้นชีพลงอย่างน่าเสียดาย
มีตำนานเล่าขานถึงดาวรุ่งผู้เลอโฉมผู้มีพร์ทั้งด้านหยวนซิวและซิงซิว แต่โชคชะตากลับนำพาให้ถูกผู้บำเพ็ญหยวนซิวอีกคนหนึ่งฉวยโอกาสคว้าชัยไปก่อนก้าวหนึ่ง
บัดนี้ นามของหลิ่วิเยวี่ยกลายเป็ที่กล่าวขานในหมู่ผู้บำเพ็ญ ด้วยว่านางเป็ผู้มีดาวคู่ประสานธาตุอันเลิศล้ำ ทว่าทัณฑ์์ที่นางต้องเผชิญในยามก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านนั้นกลับร้ายกาจเกินกว่าผู้ใดเคยพบเจอ ซึ่งสิ่งนี้สร้างความหวาดหวั่นสะพรึงไปทั่วทั้งยุทธภพ
ิญญาดาราของหลิ่วิเยวี่ยมีนามว่าเก้าดาวล้อมสุริยา ทว่าสิ่งที่แปรเปลี่ยนจากพลังสายเื กลับเป็แหวนหยกชิ้นหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความเย็นะเืและพลังหยินอันร้ายกาจไว้ภายใน มันมีนามว่าแหวนผนึกนภา
นี่คืออาวุธิญญาประจำกายของหลิ่วิเยวี่ย วัตถุล้ำค่าเหนือสามัญ สามารถแช่แข็งสรรพสิ่งได้ เติบโตเคียงนางไปทุกย่างก้าว
แหวนหยกใสส่องลอยวนเหนือศีรษะของหลิ่วิเยวี่ย แสงเรืองรองเจิดจรัส ประกอบกับดวงดาวเก้าดวงที่โคจรรอบตัว ขับเน้นให้นางงดงามดั่งเทพธิดา
ทว่าเภทภัย์อันน่าสะพรึงกลัวยังคงโหมกระหน่ำ สองพลังทวีคูณรวมเป็หนึ่ง ทำให้หลิ่วิเยวี่ยต้องเผชิญกับอันตรายนับครั้งไม่ถ้วนจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายหน
นานแสนนานกว่าทัณฑ์์จะค่อยๆ อ่อนกำลังลง และหลิ่วิเยวี่ยก็ถือกำเนิดใหม่หลังผ่านพ้นเคราะห์กรรม ก้าวสู่ขั้นแรกของขอบเขตเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ และสถานะของนางก็พุ่งสูงขึ้นดั่งพญาหงส์ผงาดฟ้า
เหล่าผู้าุโสาขากูอวิ๋นหลายคนยืนเรียงรายอยู่เื้ัซ่งอวี้ชุนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
หลิ่วิเยวี่ยก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน พลังอันแข็งแกร่งของนางเป็ที่ประจักษ์ บดบังแสงสว่างของทุกคน
ก่อนหน้านี้ ผู้าุโลงโทษหลิ่วิเยวี่ยให้กักตนสำนึกผิด ไม่เคยคาดคิดเลยว่าหลิ่วิเยวี่ยไม่เพียงแต่รอดชีวิต แต่กลับกลายเป็คนใหม่ที่สามารถสร้างความหวาดหวั่นให้แก่เขาได้
ซ่งอวี้ชุนโกรธแค้นจนแทบคลั่ง นางอิจฉาในความงามของหลิ่วิเยวี่ย หวังจะกำจัดอีกฝ่ายเสียให้สิ้นซาก แต่กลับกลายเป็การช่วยเหลือโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ชื่อเสียงของอีกฝ่ายโด่งดังไปทั่วใต้หล้า ทั้งยังสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ
ต้องทราบว่าซ่งอวี้ชุนติดอยู่ที่จุดสูงสุดของขอบเขตผนึกดารามานานหลายปี และยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ไปได้
หลิ่วิเยวี่ยเข้าร่วมตำหนักดาวเหนือได้ไม่นาน แต่กลับแซงหน้าทุกคนด้วยการกลายเป็ยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่านไปแล้ว เช่นนี้จะไม่ให้ซ่งอวี้ชุนรู้สึกริษยาได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ซ่งอวี้ชุนภาวนาให้หลิ่วิเยวี่ยตายในทัณฑ์์ครั้งนี้ เพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องลงมือเอง
แต่ตอนนี้หลิ่วิเยวี่ยผ่านพ้นทัณฑ์์ได้สำเร็จ ซ่งอวี้ชุนจึง้ากำจัดนางอย่างสุดหัวใจ แต่ถูกผู้าุโห้ามไว้
“นักบุญคุ้มครองนางอยู่ อย่าทำอันใดโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง”
เหล่าผู้าุโไม่กล้าขัดขืนซ่งอวี้ชุน เพราะปู่ของนางคือปรมาจารย์เหนือเมฆา ซึ่งถือเป็เสาหลักของตำหนักดาวเหนือ
ทว่าหลิ่วิเยวี่ยไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นางมีเว่ยซูเสวี่ยผู้เป็นักบุญแห่งตำหนักดาวเหนือคอยคุ้มครอง เหล่าผู้าุโย่อมไม่อยากทำให้นางขัดเคือง
“สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้นางได้รับบทเรียน!”
ซ่งอวี้ชุนลอบด่าทอในใจอย่างหงุดหงิดสุดขีด ก่อนจะหันหลังกลับและเดินจากไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ดวงตาขนาดั์คู่หนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า พร้อมปล่อยคลื่นพลังอันน่าหวาดกลัวออกมา
“นักบุญหญิง รีบพานางมายังตำหนักดาวเหนือโดยเร็ว!”
แววตาของเว่ยซูเสวี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางตอบรับโดยไม่กล้ารีรอก่อนจะรีบคว้ามือหลิ่วิเยวี่ยออกไปทันที
“สำหรับบางเื่ จำไว้ว่าห้ามเอ่ยออกไปโดยพลการ”
เว่ยซูเสวี่ยกระซิบกำชับเป็การส่วนตัว ขณะที่หลิ่วิเยวี่ยก็พยักหน้ารับอย่างแ่เบา
...
ณ ใจกลางูเาไป่หลิง เยี่ยหลิงหลานถอนสายตาและกล่าวเสียงเรียบเฉยว่า “กลับสำนักร้อยบุปผา”
หนิงเทียนรู้สึกอาลัยอาวรณ์มิใช่น้อย ระหว่างที่หลิ่วิเยวี่ยเผชิญทัณฑ์์ ใบหน้างดงามอันแท้จริงได้ปรากฏต่อสายตา ท่วงท่ากิริยาอันสง่างามจับตาตรึงใจ
นี่เป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนได้ประจักษ์อย่างแท้จริงถึงความงามของหลิ่วิเยวี่ย นางงามล้ำกว่าซูอวิ๋นมาก ใจของนางอ่อนโยนบริสุทธิ์ แต่ตัวเขากลับเคยทำร้ายนาง
หนิงเทียนรู้สึกตื้นตันในน้ำใจอันล้นเหลือของหลิ่วิเยวี่ย เขาเก็บความสงสัยไว้ในใจ และตั้งปฏิญาณกับตนเองว่าจะต้องสืบหาความจริงให้กระจ่าง ว่าเหตุใดนางถึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตน
หากข้ามีสิ่งใดที่ล่วงเกินต่อนาง...
“ช้าอยู่ใย ยังยืนงงอยู่เช่นนั้นทำไมเล่า?”
เยี่ยหลิงหลานจ้องหน้าหนิงเทียนด้วยสายตาคมกริบ แววตาของนางแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงรู้สึกเช่นนี้ก็ตาม
นางเองก็มิได้สังเกตเห็นเื่นี้ รู้แต่ว่าหนิงเทียนใจลอยล่อง ไม่ได้ใส่ใจสิ่งใด
เมื่อหนิงเทียนกลับมาถึงสำนักร้อยบุปผา เขารู้สึกได้ว่าที่นี่ดูแตกต่างไปจากเดิม
ทุกคนมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกรงขามและอิจฉา ระยะห่างระหว่างเขากับคนอื่นดูห่างไกลออกไปมาก
เสิ่นซินจู๋ยืนอยู่หน้าประตู รอยยิ้มของนางสดใสราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่ง นางรีบรี่เข้าหาหนิงเทียน ก่อนจะโค้งคำนับเยี่ยหลิงหลาน แล้วคว้าแขนเสื้อของหนิงเทียนด้วยสีหน้าตื่นเต้นราวกับมีเื่มากมายอยากจะพูดกับเขา
ฉินเสี่ยวเยวี่ยยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ใบหน้างดงามของนางฉายแววเศร้าหมอง
ครั้งหนึ่งนางเคยดูถูกหนิงเทียนและเสิ่นซินจู๋ แต่ตอนนี้ทั้งสองคนก้าวไปไกลกว่า และทิ้งนางไว้เื้ัอย่างน่าเ็ป
เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ฉินเสี่ยวเยวี่ยเคยมีโอกาสคว้าชัยเหนือเสิ่นซินจู๋ในการก้าวขึ้นเป็สหายเคียงข้างหนิงเทียน แต่นางกลับไม่ฉกฉวยโอกาสอันล้ำค่า ปล่อยให้เวลาล่วงเลย บัดนี้โอกาสหลุดลอยไปแล้ว และย่อมไม่อาจหวนคืน
หนิงเทียนก้าวตามเสิ่นซินจู๋ผ่านประตูฝ่ายใน มุ่งสู่โถงมรดก สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่เปิดรับเฉพาะศิษย์ในขอบเขตผนึกดาราของสำนักเท่านั้น
นี่ถือเป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนได้ก้าวเท้าเข้าสู่โถงมรดก แม้จะอยู่ห่างจากเขตศิษย์ฝ่ายในเพียงกำแพงกั้น แต่สถานะและเกียรตินั้นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเชื้อสายจื๋อซิวเริ่มจากศิษย์หลัก และศิษย์หลักของสำนักร้อยบุปผามีเพียงร้อยกว่าคน ว่ากันว่ายังน้อยกว่าสำนักสำนักหยวนซิวชั้นสามบางสำนักเสียอีก
หนิงเทียนไม่สนใจเื่เหล่านี้ เขากุมมือเสิ่นซินจู๋และถามไถ่ถึงชีวิตความเป็อยู่ของนางใน่ที่ผ่านมา
“ข้าพยายามฝ่าด่านสู่ขั้นสองของขอบเขตผนึกดารา แต่ทรัพยากรที่มีไม่เพียงพอและกำลังสะสมอยู่”
เสิ่นซินจู๋เป็ผู้มีรากฐานจากเลขสามหลัก แตกต่างจากศิษย์หลักทั่วไป ทรัพยากรที่นางต้องใช้ในการฝึกฝนนั้นมากกว่าคนทั่วไป ความเร็วในการพัฒนาจึงช้าลงหลายเท่า
“มิใช่ว่าศิษย์หลักสามารถเข้าไปฝึกฝนในบ่อน้ำิญญาได้หรือ?”
หนิงเทียนเคยได้ยินเื่นี้มาบ้าง
เสิ่นซินจู๋ยิ้มและพูดว่า “นั่นก็มีจำกัดเวลา เพียงครั้งละไม่เกินครึ่งชั่วยาม และมีโอกาสเพียงเดือนละครั้ง”
หนิงเทียนขมวดคิ้ว หากไม่มีทรัพยากรการบ่มเพาะที่เพียงพอ เขาจะต้องฝึกฝนไปอีกนานแค่ไหน?
เป็เื่ยากมากสำหรับเสิ่นซินจู๋ที่จะปรับปรุงขอบเขต ยิ่งเป็เขาแล้วก็ยิ่งแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะพึ่งพาทรัพยากรของสำนักร้อยบุปผาเพื่อปรับปรุงการบ่มเพาะ
“ท่านอาจารย์ สำนักร้อยบุปผามีทุ่งิญญาหรือไม่?”
“สำนักร้อยบุปผาไม่มี แต่สำนักวั่นจื๋อมี”
เยี่ยหลิงหลานรู้ดีว่าหนิงเทียนคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน
การบ่มเพาะเป็เื่ของตนเอง ทรัพยากรก็ต้องพึ่งพาตนเอง
หากเ้ามัวแต่อยู่นิ่งๆ รอการจัดสรรทรัพยากรจากสำนัก เช่นนั้นชะตานี้คงไร้ซึ่งความเจริญก้าวหน้า
โถงมรดกซึ่งเป็สถานที่สถิตของเหล่าศิษย์หลักแห่งสำนักร้อยบุปผา ที่นี่เปี่ยมไปด้วยทรัพยากรล้ำค่าของสำนัก มีบ่อน้ำิญญาถึงสิบหกแห่ง อีกทั้งยาสมุนไพรนานาชนิดที่ช่วยยกระดับพลังล้วนพร้อมสรรพ
สำหรับจื๋อซิว ทรัพยากรคือรากฐาน ทักษะและอาวุธเป็เพียงสิ่งรองลงมา
เนื่องจากทักษะของจื๋อซิวแต่ละคนแตกต่างกัน จึงยากนักที่จะหาแนวทางเดียวที่ครอบคลุม
ไม่นานนัก หนิงเทียนก็ได้พบกับซิ่งอวี่เจวียน และเห็นได้ชัดว่านางมีสีหน้าตึงเครียด คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาฉายแววความโกรธ
“ใครกันที่ทำให้พี่สาวโกรธเช่นนี้?”
หนิงเทียนรู้สึกประหลาดใจ เหล่าศิษย์ในสำนักร้อยบุปผาต่างรู้ดีว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับซิ่งอวี่เจวียน แล้วยังมีใครกล้าหาเื่นางอีกเล่า?
นี่ไม่ต่างจากการจงใจหาเื่ใส่ตัวหรือไม่?
