ไท่ไท่สามกลับมาสดชื่นแจ่มใสเหมือนเช่นวันวานอีกครา
เฉียวเยว่คาดคะเนอยู่เงียบๆ ความคิดที่ตนเองช่วยออกไปเมื่อสองวันก่อนแม้ว่าจะเหิมเกริมไปบ้าง แต่ใช้ประโยชน์ได้จริง นึกถึงตรงนี้ค่อยสบายใจขึ้นมาไม่น้อย นางไม่อยากให้พี่สาวออกเรือนไปแล้วถูกใครรังแก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวี่ม่านหนิง คนที่เฉียวเยว่ชังน้ำหน้าเป็พันเป็หมื่นส่วนผู้นั้น
นางเป็คนเช่นนี้เอง ปรกติแล้วใครที่เล่นงานนาง นางยังพอจะให้อภัยได้ เช่นท่านหญิงฉางเล่อ หรงฉางเกอเป็ต้น
แต่หากเล่นงานคนในครอบครัวของนาง ไม่ว่าอย่างไรนางก็ทำใจไม่ได้ ชาติภพก่อนนางไร้ญาติขาดมิตร ชาตินี้มีครอบครัวที่แสนประเสริฐ ทุกคนล้วนดีต่อนางมาก นางไม่อยากเห็นพวกเขาถูกทำร้ายแม้แต่น้อย แม้ว่าตนเองยังเล็กอยู่ ทำอะไรไม่ได้มาก แต่นางก็จะพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะปกป้องครอบครัวของตนเอง
กับพี่สาวก็เป็เช่นนี้ กับน้องชายก็เป็เช่นนี้เหมือนกัน
โม่หลันเห็นนางเหม่อลอย ก็โบกมือไปมาอยู่ข้างกายเฉียวเยว่ "เ้าคิดอะไรอยู่หรือ?"
เฉียวเยว่ได้สติกลับมา "ไม่มีอะไร พูดถึง่นี้เ้าไม่เห็นมาเที่ยวบ้านข้าเลย วันนี้จะไปทบทวนวิชาด้วยกันหรือไม่?"
โม่หลันส่ายหน้าอย่างลำบากใจ "ไม่ได้หรอก ่นี้พี่ชายงานไม่ค่อยยุ่งมาก บิดามารดาข้าอยากให้ข้าไปเรียนวิชาหมัดมวยกับพี่ชายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ข้ากลับไปเร็วหน่อยดีกว่า"
ตระกูลของโม่หลันเป็ทหาร มีความคิดเช่นนี้ก็ไม่นับว่าแปลกอันใด
เฉียวเยว่พยักหน้า "ข้าคิดว่าเช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว นักเรียนหญิงอย่างพวกเราออกกำลังทุกวันก็เพื่อให้มีรูปร่างที่งดงาม เน้นการยืดเส้นยืดสายเป็หลัก ถึงแม้ว่าข้าจะรู้สึกว่าดี แต่ป้องกันตัวไม่ได้ เ้าศึกษาให้มากหน่อยย่อมดีแน่นอน"
โม่หลันหัวเราะ เผยให้เห็นเขี้ยวเสือเล็กจ้อย ท่าทางดีอกดีใจ "เ้าก็คิดเช่นนี้หรือ ข้านึกว่า..."
คนเดี๋ยวนี้มักยกย่องบัณฑิตดูแคลนทหาร ซ้ำนางยังเป็สตรี จึงนึกว่ากล่าวเช่นนี้แล้วจะถูกผู้อื่นดูิ่
แต่นอกจากเฉียวเยว่จะไม่ดูแคลน ยังแฝงไปด้วยความชื่นชม ทำให้นางรู้สึกเบิกบานใจมาก
"จะว่าไป ่นี้งานคงไม่ยุ่งจริงๆ บิดาข้าก็กลับจวนเร็วมาก" ฉินอิ๋งถอนหายใจ
"บิดาข้าก็เหมือนกัน"
เฉียวเยว่นึกถึงบิดาของตนเอง ก็พบว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนไปสักเท่าไร "บิดาข้าเคยเป็เช่นไร ก็ยังคงเป็เหมือนเดิม"
หรงฉางเกอหัวเราะพรืด "ใครบ้างไม่รู้ว่าบิดามารดาเ้ารักกันแค่ไหน พอเลิกงานจากกั๋วจื่อเจียนก็ตรงกลับบ้านทันที"
ทุกคนต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นพวกนางทำหน้าซื่อบื้อไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง หรงฉางเกอก็กล่าวว่า "ข่าวของพวกเ้าไม่ว่องไวเอาเสียเลย พวกเ้าไม่รู้หรือว่าเพราะเหตุใดบิดาและพี่ชายของตนเองถึงกลับบ้านกันเร็วนัก"
ทุกคนต่างส่ายหน้าพร้อมกัน "พวกเราไม่รู้จริงๆ"
หรงฉางเกอหัวเราะเยาะ "เพราะว่าสองสามวันมานี้กรมอาญาอ้างว่ากำลังตามจับนักโทษหลบหนี ออกตรวจสอบตามสถานอโคจรแสนโสมมเ่าั้แทบทุกวัน เ้าว่าใครจะอยากไปกันเล่า? หากทุกคนออกไปเที่ยว บังเอิญพบเจอก็แล้วไป แต่หากถูกคนเข้าไปตรวจสอบตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เ้าไม่คิดว่าเป็เื่น่าอัปยศอดสูหรอกหรือ สู้ไม่ไปเสียดีกวา ข้าได้ยินมาว่ากิจการหอคณิกา่นี้ซบเซาจนน่าอนาถเลยล่ะ"
พอได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างรู้สึกกระอักกระอ่วน
โม่หลันแก้ต่างทันควัน "พี่ชายข้าหาใช่คนเยี่ยงนั้น เขาเพิ่งถูกย้ายกลับมาจากต่างเมือง เขายุ่งเฉพาะ่ส่งมอบงานเมื่อหลายวันก่อน แต่ตอนนี้เสร็จเรียบร้อย ย่อมจะไม่ยุ่งแล้ว"
หรงฉางเกอเลิกคิ้ว "ข้าไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องเป็เหมือนกันสักหน่อยนี่" นางหันมามองเฉียวเยว่ แล้วถามว่า "ท่านลุงของเ้าเป็เสนาบดีเ้ากรมอาญา เ้าไม่ได้ยินข่าวอะไรบ้างเลยหรือ?"
เฉียวเยว่ส่ายหน้า แล้วพูดด้วยใจจริง "ท่านลุงข้าจะเอางานราชการออกมาพูดภายนอกได้อย่างไร อย่าว่าแต่ข้าเลย บิดามารดาข้าก็ยังไม่รู้ แต่ข้าคิดว่าการตรวจสอบเข้มงวดหน่อยก็เป็เื่ดี ช่วยส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีในครอบครัว"
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมาทุกคนต่างหัวเราะกันครืนใหญ่
ช่วยกู้บรรยากาศที่ไม่สู้ดีนักเนื่องจากคำพูดของหรงฉางเกอกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว
เฉียวเยว่เห็นทุกคนผ่อนคลายลงแล้ว ก็ลุกขึ้นไปห้องสุขา
หรงฉางเกอเดินตามไปด้วย "ไยเ้าถึงต้องช่วยพวกนางประนีประนอมสถานการณ์ด้วยล่ะ"
เฉียวเยว่ "เ้าจำเป็ต้องทำให้ผู้อื่นลำบากใจด้วยหรือ อีกอย่างก็ไม่ใช่เื่สำคัญอันใด ทุกคนต่างเป็สหายร่วมเรียน อย่าหมางใจกันเลยดีกว่า"
หรงฉางเกอเบะปาก "เ้ามันจอมเสแสร้ง"
เฉียวเยว่หัวเราะ "เ้าก็จอมโง่งมเหมือนกัน"
ทั้งสองสบตากัน หรงฉางเกอหันไปเตะหินด้านข้าง "จะว่าไป ท่านลุงของเ้าจงใจใช่หรือไม่?"
"ข้าไม่รู้เ้าพูดอะไร" เฉียวเยว่หน้าไม่เปลี่ยนสี
หรงฉางเกอร้องชิ "ข้าแอบฟังมาจากบิดา พวกเขาคุยกันว่าท่านลุงเ้าจงใจหาเื่ เพื่อเป็การหักพระพักตร์ฮองเฮา"
เฉียวเยว่หยุดเท้า มุ่นคิ้วอย่างงุนงง "ฮองเฮา?"
หรงฉางเกอเบะปากอีกครา "ยังจะเสแสร้งอีก? เ้าคงมิใช่ไม่รู้จริงๆ หรอกนะ?"
แต่พอมานึกๆ ดู ขนาดตนเองยังไม่รู้ หากไม่เพราะแอบฟังการสนทนาของบิดา นางก็ไม่รู้ความอันใดสักอย่างเหมือนกัน
"ข้าได้ยินมาว่านายใหญ่ผู้อยู่เื้ัสถานอโคจรเ่าั้คือท่านลุงรองของฮองเฮา" หรงฉางเกอหัวเราะหึๆ "เพราะฮองเฮาทรงหมายตาสวี่ม่านหนิง ประกอบกับสกุลสวี่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง สกุลฉีจึงจงใจใช้สิ่งนี้มาตบพระพักตร์ฮองเฮาโดยเฉพาะ"
เฉียวเยว่เลิกคิ้ว หลังจากนั้นก็เอ่ยว่า "ท่านลุงข้าแยกแยะเื่ราชการกับเื่ส่วนตัวชัดเจน เขาไม่ใช่คนเยี่ยงนั้น เ้าคิดมากไปแล้ว"
หรงฉางเกอได้ยินแล้วก็กลอกตาทันที "เ้าเสแสร้งเก่งจริงๆ ท่านลุงของเ้าหาใช่คนแยกแยะเื่งานกับเื่ส่วนตัวเสียหน่อย ใครๆ ก็รู้ ท่านเสนาบดีฉีเห็นแก่ครอบครัวเป็ที่สุด"
"แต่ข้าก็ได้ยินว่า ฮองเฮาทรงถูกฝ่าาตำหนิ ข้ายังรู้มาอีกว่า ฝ่าาตรัสห้ามฮองเฮาจัดคนเคียงหมอนให้รัชทายาทภายในสามปีนี้ และการคัดเลือกสาวงามหลังจากสามปี สกุลสวี่ก็จะไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกอีก เพราะพวกเขาจิตใจคับแคบเกินไป ช่างสาแก่ใจข้ายิ่งนัก"
หรงฉางเกออารมณ์ดีมาก มีความสุขจนอยากจะขับร้องออกมาเป็เพลง
เฉียวเยว่ "สิ่งที่เ้ารู้เยอะไม่เบา"
หรงฉางเกอพยักหน้า "มันก็แน่อยู่แล้ว ถึงไม่เป็ที่โปรดปรานเท่าไร ข้าก็ยังเป็ท่านหญิงน้อย ยิ่งไปกว่านั้นไทเฮายังทรงปฏิบัติต่อข้าดีอยู่"
แม้จะไม่ใช่เสด็จย่าแท้ๆ และไทเฮาก็ไม่โปรดท่านอ๋องที่มิใช่โอรสแท้ๆ เท่าไรนัก แต่กลับดีต่อผู้เยาว์เช่นพวกนางเป็อย่างยิ่ง
ในจุดนี้ เฉียวเยว่รู้สึกมาโดยตลอดว่าไทเฮาทรงทำได้อย่างหมดจดงดงาม
ถึงว่าขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด
เฉียวเยว่ "แต่เ้าเที่ยวพูดไปทั่วเช่นนี้ ไม่กลัวว่าเป็การหาเื่ใส่ตัวหรอกหรือ"
หรงฉางเกอแค่นเสียงเยาะ "ข้ามิใช่คนเขลา ไยต้องบอกผู้อื่นเล่า? เ้าเองก็มีส่วนในเื่นี้มิใช่หรือ ข้าไม่มีคนให้ระบายก็เลยรู้สึกอึดอัดน่ะ"
เฉียวเยว่หัวเราะลั่น
"ข้านึกว่าเ้ากับสวี่ม่านหนิงมีความสัมพันธ์ต่อกันไม่เลวเสียอีก เ้าดูมีความสุขในความทุกข์ของผู้อื่นเช่นนี้ไม่ดีเลยนะ"
เอ่ยถึงเื่นี้ หรงฉางเกอก็เืขึ้นหน้า ถึงนางจะไม่ใช่คนนิสัยดีนัก แต่ก็เห็นสวี่ม่านหนิงเป็สหายรู้ใจมาโดยตลอด มีสิ่งใดก็คุยกับนาง แต่ผลสุดท้ายเล่า พอนางสอพลอหรงเหยียนติด ก็บ่ายหน้าหนีไม่สนใจตนเองอีกเลย
ตอนแรกก็ยังพอคุยกับนางอยู่บ้าง แต่บัดนี้ไม่แม้แต่จะแยแส นึกถึงเื่นี้ หรงฉางเกอก็โกรธจัด
"แท้จริงแล้วท่านพ่อเคยบอกว่าสวี่ม่านหนิงหาใช่สตรีที่ดีนัก เห็นแก่ผลประโยชน์ แต่ตอนนั้นข้าชอบเที่ยวเล่นกับคนสถานะสูงศักดิ์จึงไม่เห็นว่าจะมีปัญหา เลือกคบสหายดูแต่ฐานะและผลประโยชน์ ผลสุดท้าย หึๆ ทุกอย่างล้วนย้อนกลับมาตบหน้าตนเอง"
แม้ว่าความสัมพันธ์กับซูเฉียวเยว่จะไม่ดีนัก แต่หรงฉางเกอกลับรู้สึกว่าคุยกับนางแล้วรู้สึกสบายใจ นับั้แ่การแข่งขันคราก่อนเป็ต้นมา ใจของนางก็ยอมรับเฉียวเยว่แล้ว
"วันๆ นางคิดแต่จะเหยียบเมฆายกสถานะของตนเองให้สูงส่งโดยไม่ต้องลงแรง หึๆ อย่างนางจะทำอะไรได้ นอกจากรัชทายาทพระโอรสของเสด็จลุง องค์ชายพระองค์อื่นๆ ล้วนแต่ยังทรงพระเยาว์ ขนาดเ้ายังไม่ค่อยคู่ควร แล้วนางจะคู่ควรหรือ? นางโตกว่าเ้าหลายปี จะเป็ไปได้อย่างไร แค่รู้ว่านางหมดหวังจากเื่นี้ ข้าก็สาแก่ใจเป็บ้าแล้วล่ะ"
เฉียวเยว่สงวนวาจา มุมปากโค้งขึ้นเผยให้เห็นความพึงพอใจอย่างเด่นชัด
เื่เช่นการซุบซิบนินทา ต้องมีคนตอบรับถึงจะสนุก
เหมือนเช่นตอนนี้ซูเฉียวเยว่แสดงความพึงพอใจออกมาให้เห็น หรงฉางเกอก็พูดต่อ "จวนอ๋องอื่น นางไม่มีละครให้เล่น หึๆ ส่วนจวนข้ายิ่งไม่มีทางสำเร็จ พี่ชายข้าแต่งงานแล้ว น้องชายข้าก็ยังเยาว์เกินไป จวนอวี้อ๋อง โอย... ต่อให้ท่านพี่อวี้อ๋องฟั่นเฟือนก็ไม่แต่งกับนางหรอก อีกอย่างนางก็ไม่กล้าแต่งกับเขาด้วย จวนเหลียงอ๋อง... ท่านลุงเหลียงอ๋องของข้าใจเสาะเป็ที่สุด เพียงฝ่าาตรัสว่าไม่อนุญาตให้พิจารณาสกุลสวี่ ให้ตายพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกสวี่ม่านหนิงเข้าจวน ส่วนท่านอาจ้าวอ๋อง... เ้าถั่วน้อยของพวกเขาอายุเพียงห้าขวบ ฮ่าๆๆๆๆ"
ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความสุข หรงฉางเกออยากจะแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วะโโห่ร้องเสียจริงๆ
เฉียวเยว่เห็นนางแทบจะโบยบินไปเหยียบธารดาราอยู่รอมร่อ ก็หัวเราะออกมา
"เอาล่ะ ไม่ดีก็ไม่ดี"
"เห็นอยู่ว่าเ้าดีใจมาก ยังจะมาเสแสร้ง"
"ข้าย่อมดีใจอยู่แล้ว แต่บิดาข้าสอนไว้ว่า ผู้ชนะเพียงยิ้มแล้วปล่อยผ่าน มิต้องเอ่ยวาจา ชื่นชมยินดีเงียบๆ ในใจ วางสีหน้าดุจเมฆาแ่จางสายลมโชยเบาถึงจะเป็สิ่งที่ถูกต้อง"
หรงฉางเกอหัวเราะออกมา "บิดาเ้า... ฮ่าๆ ฮ่าๆๆๆ"
เฉียวเยว่ "อีกสองสามวันข้าจะลาหยุด"
หรงฉางเกอ "เพราะเหตุใด?"
เฉียวเยว่ "พี่สาวข้ากำลังจะแต่งงาน เ้าลืมไปแล้วหรือ? ก่อนพิธีอภิเษกสมรส ต้องไปวัดสวดมนต์ภาวนาด้วยความจริงใจเป็เวลาสิบวัน ขอพรให้ครอบครัวสงบสุข บิดามารดาสุขภาพแข็งแรง ข้าต้องไปอยู่เป็เพื่อนพี่สาวของข้าสิ"
ก่อนที่สตรีจะแต่งเข้าราชวงศ์มักเลือกไปบำเพ็ญอยู่วัดเป็เวลาสิบวัน สิบวันนี้จะสวดมนต์ภาวนาเพื่ออวยพรให้บิดามารดาของตนเองให้มีความสงบสุขชั่วชีวิต สุขภาพแข็งแรง ต่อไปภายหน้าตนเองก็เป็คนของบ้านสามี ต้องกราบไหว้บูชาเพื่อวงศ์สกุลของสามี ความหมายย่อมต่างกันลิบลับ
สตรีที่ใกล้จะออกเรือนไปอยู่วัดมักจะมีความวิตกกังวลจึงต้องมีพี่สาวน้องสาวในครอบครอบอยู่เป็เพื่อนว่าที่เ้าสาว เหมือนเช่นสกุลซูที่ต้องให้เฉียวเยว่น้องสาวร่วมอุทรร่วมเดินทางไปด้วย
"ไปเลย ไปเลย เ้าขาดเรียนสิดี เช่นนี้การสอบก็คงจะย่ำแย่ ข้าค่อยโล่งใจหน่อย"
"ต่อให้ข้าขาดเรียนครึ่งปี ก็สอบได้ดีกว่าเ้าอยู่แล้วล่ะ" เฉียวเยว่คุยข่ม
หรงฉางเกอถลึงตาใส่ฝ่ายตรงข้าม "เ้าคุยโวเช่นนี้จะดีหรือ?"
เฉียวเยว่ยักไหล่ "ไม่มีอันใดเลวร้ายเสียหน่อยนี่ ข้ารู้จุดแข็งของตนเองก็พอแล้ว"
ไหนคุยว่าเพียงยิ้มมีความสุขเงียบๆ ในใจไม่ต้องเอ่ยวาจา ไหนคุยว่าเพียงแค่แสดงสีหน้าดุจเมฆาแ่จางสายลมโชยเบาอย่างไรเล่า
ให้ตาย เ้าทำได้หรือ เสแสร้งให้ตลอดรอดฝั่งเถอะ
...
"พวกนางไปด้วยกันหรือ?" หรงจ้านไล้นิ้วมือไปบนขอบถ้วยชา ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนจาง
หรงฉางเกอซึ่งนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้พยักหน้า "ใช่เ้าค่ะ เฉียวเยว่บอกว่านางจะไปพร้อมกับพี่สาว นางช่างคุยเก่งยิ่งนัก ท่านพี่อวี้อ๋อง นาง..." พอเห็นหรงจ้านทำสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มองนางอย่างมีเลศนัย หรงฉางเกอรีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน "นางมิได้คุยโวมากมาย พูดแต่ความจริงทั้งนั้น"
หรงจ้านผงกศีรษะอมยิ้มพึงพอใจ "เป็เด็กที่มีการพัฒนาควรค่าแก่การสั่งสอน"
