“ฟู่ ในที่สุดนางมารผู้นั้นก็ยอมหนีไปสักที” สายตามองตามเื้ัของเยวี่ยหนีซางที่เลือนหายไป เยี่ยเฉินเฟิงพลันถอนหายใจยาวเหยียด
แม้ว่าเยวี่ยหนีซางจะาเ็หนัก แต่อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้าอยู่ดี นางเป็ถึงยอดฝีมือเซียนอสูร์ พลังที่แท้จริงเหนือล้ำกว่าเยี่ยเฉินเฟิงมากโข หากนางทุ่มสุดตัวเพื่อการจู่โจมขึ้นมา เยี่ยเฉินเฟิงก็แทบจะต้านทานเอาไว้ไม่รอดเลยทีเดียว
“ตูม!”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังลอบยินดีเงียบๆ ในใจ ปราณเหมันต์ที่ไหลทะลักออกจากถ้ำน้ำแข็งอย่างบ้าคลั่งก็ะเิออก สตรีเยือกแข็งในชุดกระโปรงยาวสีขาว ท่วงท่าสูงส่งสง่างามและงดงามไม่เป็สองรองใครก็เดินออกมาจากภายในถ้ำน้ำแข็ง
รูปร่างที่สูงโปร่งและงดงามชดช้อยของนางแผ่ซ่านออร่าสีแดงออกมาบางๆ ดูบริสุทธิ์สูงสง่าอย่างเห็นได้ชัด
“พลังิญญาสีแดง ยอดฝีมือราชันย์อสูรผกผัน”
เมื่อเห็นแสงสีแดงอ่อนๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างของสตรีเยือกแข็ง เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้ได้ในทันทีว่านางบรรลุเขตแดนราชันย์อสูรผกผันแล้ว กลายเป็ผู้ที่ถูกขนานนามว่าราชันย์แห่งทวีปโต้วหุน
“ขอแสดงความยินดีกับการทะลวงเขตแดนของผู้าุโด้วย” เยี่ยเฉินเฟิงระบายยิ้มบางๆ เอ่ยปากอวยพร
“ข้ามีนามว่าเสวี่ยเพียวหลิง เ้าเรียกข้าว่าพี่เพียวหลิงก็ได้”
เมื่อทะลวงสู่เขตแดนราชันย์อสูรผกผันได้ดั่งใจหวัง เสวี่ยเพียวหลิงก็อารมณ์ดีเป็อย่างมาก สายตาที่นางใช้มองเยี่ยเฉินเฟิงดูอ่อนโยนลงหลายส่วน เอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยเสียวนุ่มนวล
“จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อของเ้าเลยนี่นา”
“ข้ามีนามว่าเยี่ยเฉินเฟิง”
“เยี่ยเฉินเฟิง? เยี่ย? ตระกูลเก่าแก่ของดินแดนสมุทรอุดร เหมือนจะไม่มีแซ่เยี่ยอยู่เลยนะ เขาเป็คนที่มาจากดินแดนอื่นงั้นหรือ?” เสวี่ยเพียวหลิงพึมพำกับตัวเอง
ในสายตาของเสวี่ยเพียวหลิง เยี่ยเฉินเฟิงที่มีความลับมากมายเก็บซ่อนเอาไว้ พร์เหนือล้ำไม่ธรรมดา แล้วยังรู้แจ้งในอำนาจกระบี่ั้แ่อายุยังน้อย ฐานะของเขาย่อมไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นคงไม่สามารถทำให้วารีทิพย์เหมันต์ลึกลับยอมสยบได้หรอก ไหนจะสมุนไพรเชื่อมเส้นลมปราณที่แสนจะล้ำค่านั่นอีก
“เ้ามาจากดินแดนอื่นอย่างนั้นหรือ?” เสวี่ยเพียวหลิงรู้สึกสงสัยในตัวตนของเยี่ยเฉินเฟิงมากขึ้นทุกทีจึงเอ่ยปากถาม
“ไม่ใช่หรอก ข้ามาจากแคว้นจื่อจิน ตอนนี้เป็ศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์อยู่”
เยี่ยเฉินเฟิงอยากจะตีสนิทกับเสวี่ยเพียวหลิงให้ได้มากที่สุด เพราะหากเขามีเสวี่ยเพียวหลิงคอยหนุนหลัง อย่าว่าแต่โยวซานเสียน ต่อให้เป็นิกายอัคคี์เขาก็ไม่คิดจะเกรงกลัว
“แคว้นจื่อจิน สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์!”
เมื่อได้ทราบฐานะของเยี่ยเฉินเฟิง เสวี่ยเพียวหลิงก็รู้สึกสับสนมึนงงไปชั่วขณะ นางไม่เคยคิดฝันเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะมาจากแคว้นของคนธรรมดา แล้วยังเป็เพียงศิษย์ในสำนักฝึกยุทธ์เล็กๆ นั้นอีก
“ความจริงแล้วข้ามาที่เทือกเขาหิมะแห่งนี้ เพราะถูกบีบบังคับจนไร้ทางหนีน่ะ” เยี่ยเฉินเฟิงถอนหายใจเบาๆ จงใจเล่าสิ่งที่ตนเองประสบพบเจอมาให้อีกฝ่ายฟัง
“ข้าเสวี่ยเพียวหลิงไม่ชอบติดค้างน้ำใจใคร เ้าใช้สมุนไพรเชื่อมเส้นลมปราณช่วยข้าเอาไว้ แล้วยังช่วยให้ข้าทะลวงผ่านเขตแดนราชันย์อสูรผกผันได้อีก ข้าถือว่าเป็การติดค้างหนี้น้ำใจครั้งใหญ่ต่อเ้า เอาอย่างนี้ละกัน ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดิญญาระดับตี้ขั้นสูงสุดให้เ้าสองบท แล้วก็จะติดตามเ้าไปที่สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ ช่วยเ้าจัดการปัญหาทั้งหมดให้เอง”
“ขอบคุณท่านพี่เพียวหลิง!”
เยี่ยเฉินเฟิงรู้ดีแก่ใจว่าเคล็ดิญญาระดับตี้ขั้นสูงสุดมีค่ามากมายเพียงใด เรียกได้ว่าแม้แต่ในนิกายอัคคี์ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีเคล็ดิญญาระดับสูงเช่นนี้อยู่
“เคล็ดิญญาระดับตี้ขั้นสูงสุดบทแรกที่ข้าจะถ่ายทอดให้เ้ามีชื่อว่าทักษะกระบี่ทำลายล้าง เป็เคล็ดวิชาที่ข้าบังเอิญได้มาจากสถานที่แสนอันตรายแห่งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน”
“ทักษะกระบี่ทำลายล้างมีทั้งหมดสามกระบวนท่า แบ่งออกเป็ทะลวงเมฆาคล้อย ตัดเงาวายุและกระบี่สังหารพริบตา เ้าดูให้ดีล่ะ”
กล่าวจบ เสวี่ยเพียวหลิงก็หยิบกระบี่เอกภพสุริยันจันทราออกมา แล้วแสดงทักษะกระบี่ทำลายล้างให้เยี่ยเฉินเฟิงดูหนึ่งรอบ
“ทะลวงเมฆาคล้อย!”
ร่างของเสวี่ยเพียวหลิงขยับเพียงน้อยนิด คลื่นกระบี่ก็พรั่งพรูออกมาราวกับเมฆเคลื่อนคล้อยสายธารรินไหล คล้ายกับลำแสงอันงดงามพุ่งตรงออกไปเบื้องหน้า แทงทะลุธารน้ำแข็งที่อยู่ห่างออกไปเป็รอยลึกหนึ่งร้อยเมตร
“ตัดเงาวายุ!”
มือขวาของเสวี่ยเพียวหลิงสะบัดขึ้นอย่างฉับพลัน คลื่นกระบี่อันรวดเร็วดั่งสายลมที่พาดผ่านดินฟ้า ตัดฟันลงมาจากกลางอากาศ ผ่าธารน้ำแข็งก้อนที่เพิ่งจะถูกทะลวงเมฆาคล้อยแทงละทุไปจนแตกหักเป็สองท่อน คล้ายกับการตัดหั่นเต้าหู้ก็มิปาน
“ตั้งใจดูให้ดีล่ะ กระบี่สังหารพริบตานี่แหละที่เป็แก่นแท้ของทักษะกระบี่ทำลายล้าง แล้วก็เป็กระบวนท่าสังหารอันร้ายกาจที่สุดของมันด้วย” เสวี่ยเพียวหลิงเอ่ยเตือนขึ้น ก่อนจะแทงกระบี่ออกไปด้วยความเร็วสูง
กระบี่นี้ดูเหมือนจะเป็ท่วงท่าที่ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ แต่ความเร็วของมันกลับน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก ห้วงเวหาถูกวาดผ่านเป็เส้นสายสีขาว
และสมองกลืนเทวะก็สามารถจับจุดได้ เสวี่ยเพียวหลิงบีบอัดพลังโจมตีสูงสุดของนางลงไปในกระบวนท่ากระบี่นี้ เพียงหนึ่งกระบี่ที่ทะลวงออกไปก็สามารถชำเลืองมองโลกอย่างโอหังได้แล้ว
“เอาล่ะ บันทึกเล่มนี้คือสูตรคาถาการฝึกฝนทักษะกระบี่ทำลายล้าง เ้ารีบท่องจำมันเร็วๆ ล่ะ แล้วจงจำไว้นะ หากไม่ได้รับการอนุญาตจากข้า ห้ามเ้านำทักษะกระบี่ทำลายล้างไปเผยแพร่ต่อโดยพลการล่ะ
หลังจากแสดงทักษะกระบี่ทำลายล้างให้ดูทั้งบทแล้ว เสวี่ยเพียว หลิงก็หยิบเล่มบันทึกสีทองหม่นออกมาจากแหวนเอกภพที่นางพกติดตัว ปลดอักขระป้องกันในเล่มบันทึกออกแล้วยื่นให้เยี่ยเฉินเฟิง
หลังจากรับเล่มบันทึกมาจากเสวี่ยเพียวหลิงแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็เปิดออกดูในทันที และโคจรสมองกลืนเทวะให้ทำการจดจำเนื้อหาทั้งหมด
ประมาณครึ่งก้านธูปต่อมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ปิดบันทึกเล่มนั้นแล้วส่งกลับคืนให้เสวี่ยเพียวหลิง
“เ้าจำได้หมดแล้วหรือ?”
เสวี่ยเพียวหลิงเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงเพียงเปิดอ่านสูตรคาถาของทักษะกระบี่ทำลายล้างอย่างคร่าวๆ ก็ส่งคืนให้ตนเองเสียแล้ว จึงแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“อื้อ ข้าจำได้ทั้งหมดแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้าและกล่าวตอบ
เมื่อได้ยินคำตอบของเยี่ยเฉินเฟิง ภายในใจของเสวี่ยเพียวหลิงก็ถึงกับสั่นะเื นางไม่คิดว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะมีความสามารถด้านการจดจำชั่วพริบตาด้วย
หากไม่ใช่เพราะเยี่ยเฉินเฟิงเห็นเรือนร่างอันผุดผ่องของนางไปหมดแล้ว และทำให้นางรู้สึกตะขิดตะขวงใจตอนเผชิญหน้ากับเขา บางทีนางอาจจะรับเยี่ยเฉินเฟิงที่มีพร์อันน่าทึ่งเข้าสาขาของตัวเองไปแล้ว
“ในเมื่อเ้าจำได้แล้ว ตอนนี้ข้าจะเริ่มถ่ายทอดเคล็ดิญญาระดับตี้ขั้นสูงสุดบทถัดไปให้กับเ้า มันคือฝ่ามือทลายเมฆา”
“ฝ่ามือทลายเมฆานี้ข้าได้รับมาอย่างไม่คาดคิดจากการพเนจรร่อนเร่ไปยังดินแดนเป่ยหลิง เป็เคล็ดิญญาที่สามารถดึงพละกำลังของร่างกายออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด”
“กล่าวได้ว่า ยิ่งคนที่มีพละกำลังแข็งแกร่งใช้ฝ่ามือทลายเมฆา อานุภาพของมันก็จะยิ่งร้ายกาจตามไปด้วย ฝ่ามือทลายเมฆานี้มีทั้งหมดเก้าขอบเขต หากฝึกฝนได้จนครบทั้งเก้าขอบเขต เสี้ยวพริบตาที่ประทับฝ่ามือออกไปจะเพิ่มพูนพลังได้ถึงเก้าเท่า ตราประทับฝ่ามือสามารถทลายขึ้นไปถึงกลุ่มเมฆบนเก้าชั้นฟ้า พังทลายเทือกเขาอันใหญ่ั์ได้”
กล่าวจบ สองฝ่ามือของเสวี่ยเพียวหลิงก็ปรากฏพลังแข็งแกร่งไหลทะลัก รวมตัวหนาแน่นอยู่ใจกลางฝ่ามือของนาง และประทับออกไปกลายเป็ฝ่ามือทลายเมฆา
ตราประทับฝ่ามือขนาดใหญ่ทับซ้อนกันเก้าสายถูกประทับใส่ธารน้ำแข็งพันปีที่สูงราวสิบเมตร ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลออกไปอย่างหนักหน่วงรุนแรง
“ตูม!” ปฐีสะท้านแผ่นฟ้าะเื ์ถล่มพิภพทลาย
ธารน้ำแข็งพันปีที่ถูกตราประทับฝ่ามือทลายเมฆาของเสวี่ยเพียว หลิงโจมตี แหลกสลายหายไปในชั่วพริบตา พลังอันแรงกล้าสั่นะเืจนยอดเขาปิงหลิงโอนเอนสั่นไหว ราวกับเกิดแผ่นดินไหวขึ้นอย่างรุนแรง
“แข็งแกร่งมาก อานุภาพของฝ่ามือทลายเมฆาแข็งแกร่งยิ่งนัก สมแล้วที่เป็เคล็ดิญญาระดับตี้ขั้นสูงสุด”
เมื่อได้ประจักษ์อานุภาพของฝ่ามือทลายเมฆา เยี่ยเฉินเฟิงก็ยินดีปรีดาเป็อย่างยิ่ง หากเขาเรียนรู้จนช่ำชอง ก็จะสามารถปลดปล่อยพละกำลังออกมาได้จนถึงขีดสุด เมื่อรวมเข้ากับกระบี่ทำลายล้าง เขาคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะต่อกรกับเซียนอสูร์ระดับหนึ่งได้เลยด้วยซ้ำ
“นี่คือคัมภีร์ลับของฝ่ามือทลายเมฆา เ้ารีบจดจำเสียสิ”
เสวี่ยเพียวหลิงยื่นคัมภีร์ลับที่ใช้ฝึกฝนฝ่ามือทลายเมฆาให้เยี่ยเฉินเฟิง ปล่อยให้เขาจดจำทำความเข้าใจ
ฝ่ามือทลายเมฆาฝึกฝนได้ยากกว่ากระบี่ทำลายล้างเสียอีก สูตรคาถาก็ซับซ้อนยุ่งยากมากกว่า แต่เยี่ยเฉินเฟิงที่มีสมองกลืนเทวะอยู่ ยังคงอ่านและทำความเข้าใจได้ด้วยการเปิดผ่านเพียงครั้งเดียวเหมือนเดิม
“จริงสิ นี่คือสิ่งที่ข้าเรียนรู้อำนาจกระบี่ด้วยตนเอง ยกให้เ้าด้วยก็แล้วกัน”
หลังจากเยี่ยเฉินเฟิงจดจำสูตรคาถาการฝึกฝนของฝ่ามือทลายเมฆาแล้ว เสวี่ยเพียวหลิงก็ยื่นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่นางเขียนประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับอำนาจกระบี่ด้วยลายมือตนเองให้เขา ทำให้เยี่ยเฉินเฟิงดีอกดีใจจนออกนอกหน้า
“เอาล่ะ พวกเราออกเดินทางกันเถอะ ไปที่สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์”
กล่าวจบ ด้านหลังของเสวี่ยเพียวหลิงก็ปรากฏลำแสงสีแดงส่องสะท้อนออกมา หลอมรวมจนกลายเป็ปีกจิติญญาสีแดง
“ปีกจิติญญา ความสามารถที่มีเพียงยอดฝีมือราชันย์อสูรผกผันเท่านั้น”
เมื่อเห็นปีกจิติญญาสีแดงที่เสวี่ยเพียวหลิงสร้างขึ้นมา เยี่ยเฉินเฟิงก็เผยสีหน้ายินดีออกมาทันที มีปีกจิติญญาอยู่ ก็จะสามารถบินทะยานได้ถึงเก้าชั้นฟ้าแล้ว
“พวกเราไปกันเถอะ!”
เสวี่ยเพียวหลิงปลดปล่อยพลังิญญาสีแดงสดออกมา รายล้อมรอบตัวของเยี่ยเฉินเฟิง ปีกจิติญญาสีแดงสดขยับบินอย่างรุนแรงจนก่อเกิดลมพายุพัดโหม พาเยี่ยเฉินเฟิงบินทะยานขึ้นไปสู่ฟากฟ้าเบื้องบน มุ่งหน้ากลับไปยังแคว้นจื่อจิน
ในตอนที่ทั้งสองคนเดินทางมาถึงที่แคว้นจื่อจินนั้น ทั่วทั้งแคว้นจื่อจินกลับกำลังตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายโกลาหล เพราะการสืบทอดอำนาจของบรรดาองค์ชาย
