เหอชุนฮวาค่อนข้างเ้าเล่ห์ นางนึกไม่ถึงว่าหวางเถาฮวาจะมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ดวงตาคู่งามของนางขยับไปมาก่อนจะยิ้มว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ก็อยู่ด้วยหรือ วันนี้ข้าไม่มีอะไรทำ อีกทั้งเห็นว่าอากาศค่อนข้างดีจึงพาเยวี่ยเอ๋อร์มาเยี่ยมท่านแม่”
นางฉางเอ่ยว่า “ขอบคุณที่ยังอุตส่าห์นึกถึง รีบนั่งลงเถอะ”
ภายในใจนางฉางรู้อยู่แก่ใจ ต่อให้เหอชุนฮวากับหวางเถาฮวาจะไม่บอกจุดประสงค์ที่มา แต่นางก็รู้ว่าสองคนนี้มาเพราะมีเื่จะคุยด้วยแน่นอน เพราะหากไม่มีเื่ ปกติแล้วพวกนางไม่เคยกระตือรือร้นที่จะมาเยี่ยมตัวเองขนาดนี้
ทุกคนนั่งลงแล้วพูดคุยสัพเพเหระกันสักพัก
เหอชุนฮวาเริ่มทนไม่ไหว นางกลัวว่าหากยังคุยต่อไป เกรงว่าคุยกันจนฟ้ามืดก็คงยังไม่เข้าประเด็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้น นางก็คร้านจะคุยเื่สัพเพเหระพวกนี้ด้วย นางอยากรีบแจ้งวัตถุประสงค์ในการมาที่นี่ของตัวเองเสียที
เหอชุนฮวาค่อยๆ เปลี่ยนหัวข้อไปคุยเื่บ้านสาม “ได้ยินว่าบ้านสามออกเงินให้เถี่ยตั้นที่อยู่ข้างบ้านไปเล่าเรียนในเมือง พวกท่านทราบเื่นี้หรือไม่?”
นางเอ่ยแล้วมองไปทางนางฉางกับหวางเถาฮวา นางฉางหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร ส่วนหวางเถาฮวารู้เื่นี้อยู่ก่อนแล้ว เกรงว่าวันนี้คงมาเพราะมีจุดประสงค์เดียวกันกับเหอชุนฮวา ต่างกันแค่ครอบครัวของนางไม่มีลูกที่ต้องไปศึกษาเล่าเรียน
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ค่อยเป็กังวลนัก เดิมทีพวกนางสองคนสมคบคิดกันเป็ประจำ นางจึงเข้าใจทันทีที่เหอชุนฮวามองมา
หวางเถาฮวากล่าวพลางยิ้มว่า “ได้ยินมานานแล้วละ เื่นี้เป็ที่เลื่องลือในหมู่บ้านมานานแล้ว บัดนี้บ้านสามร่ำรวยจนใช้ภายในครอบครัวไม่หมด ร่ำรวยถึงขั้นเผื่อแผ่ไปถึงผู้อื่นได้”
เหอชุนฮวาอดกล่าวอย่างติดตลกไม่ได้ว่า “บ้านสามมีลูกสาวที่รู้จักทำมาค้าขาย ตอนนี้ประสบความสำเร็จและยังหาเงินได้เยอะ สงสารก็แต่ครอบครัวของข้าที่ไม่มีความสามารถเช่นกัน มีแต่รายจ่ายไม่มีรายรับ ขนาดเงินที่ใช้ส่งจิ่งเทียนไปเล่าเรียนในเมืองยังต้องหยิบยืมมาจากพี่สะใภ้ใหญ่”
“แม้จะบอกว่าบ้านสามแยกบ้านออกไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ยังเป็ครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวตัวเองไม่ดูแลแต่กลับไปดูแลครอบครัวคนอื่น”
นางฉางยังคงหรี่ตาโดยไม่พูดอะไร เสมือนเดาได้ั้แ่แรกแล้วว่าพวกนางสองคนมาเพราะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
หวางเถาฮวากับเหอชุนฮวากล่าวจบแล้วมองไปทางนางฉาง เหอชุนฮวาเห็นนางฉางไม่พูดอะไรจึงกล่าวต่ออย่างทนไม่ไหว “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรหน่อยสิเ้าคะ”
นางฉางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางมีหรือจะไม่รู้ว่าลูกสะใภ้ทั้งสามคนของตัวเองเป็คนอย่างไร?
“บ้านสามไม่ได้สุขสบายดังที่พวกเ้าว่าหรอก ลูกสามของข้าอายุสั้น เขาถูกคนเลวใส่ร้ายจนต้องกลับมาอยู่บ้านเกิด แทนที่พวกเ้าสองครอบครัวจะช่วยกันดูแลให้ดี แต่พวกเ้ากลับเอาแต่คิดเื่ไร้สาระพวกนี้เนี่ยนะ”
เหอชุนฮวารู้นิสัยของนางฉาง รู้ว่านางไม่ใช่คนลำเอียงและไม่เคยยื่นมือเข้ามายุ่งเื่ของพวกนาง แต่หากไม่นำเื่นี้มาพูดกับนางฉาง นางก็ไม่รู้แล้วว่าจะนำไปพูดที่ใดได้อีก “แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันนะเ้าคะ หลังจากที่บ้านสามกลับมาอยู่บ้านเกิดเพราะถูกปลดจากตำแหน่งข้าราชการ พวกข้าก็คอยดูแลช่วยเหลือหลายเื่มิใช่หรือ? หากตอนนั้นไม่มีความช่วยเหลือจากพวกข้า นางมีหรือจะรอดมาถึงทุกวันนี้?”
“ตอนนี้ความเป็อยู่ของพวกนางดีขึ้นแล้วแต่กลับไม่สนใจไยดีพวกเราที่เป็ญาติ เห็นคนนอกดีกว่าครอบครัวตัวเอง”
นางฉางเอ่ยอีกครั้ง “จะบอกว่าไม่สนใจพวกเ้าได้อย่างไร? พี่สะใภ้ใหญ่ของเ้าก็ให้ยืมเงินค่าเล่าเรียนของจิ่งเทียนแล้วมิใช่หรือ? หากเ้าไม่มีเงินจริงๆ ก็ไปขอยืมจากบ้านสามได้ เอาไว้นางไม่ให้ยืมก็ค่อยมาโวยวายที่นี่ ตอนนี้เ้ายังไม่ไปขอยืมด้วยซ้ำแต่กลับมาพูดแบบนี้ ผู้ใดกันแน่ที่ไร้เหตุผล?”
เหอชุนฮวาพูดไม่ออกทันที เป็ความจริงว่านางยังไม่ได้ไปคุยเื่ยืมเงินกับบ้านสาม
นางฟังนางฉางพูดแบบนี้แล้วไม่ได้คุยเื่นี้อีก จากนั้นเปลี่ยนไปคุยเื่อื่นแทน ทว่านางไม่ลืมที่จะกล่าวก่อนกลับว่า “ในเมื่อท่านแม่พูดแบบนี้แล้ว เช่นนั้นข้าจะหาวันไปคุยกับบ้านสามดู ถึงอย่างไรตอนนี้ครอบครัวข้าก็กำลังลำบากจริงๆ”
“หากนางสามารถช่วยเหลือ ข้าจะรู้สึกขอบคุณมาก หวังว่านางจะเห็นแก่หลานๆ เพราะต่อให้ญาติของตัวเองจะยากจนเพียงใดก็ยังเป็ญาติกันอยู่” เหอชุนฮวากล่าวจบแล้วคำนับนางฉางและพาหลี่เยวี่ยซือออกไปทันที
ความจริงแล้วเหอชุนฮวากับหวางเถาฮวาเป็คนประเภทเดียวกัน ต่างกันแค่หวางเถาฮวาไม่มีลูกชาย ไม่ต้องส่งผู้ใดไปเรียนที่สำนักศึกษาในเมือง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องกังวลเื่พวกนี้ ทว่านางฟังเหอชุนฮวาพูดแบบนี้ก็อยากมีส่วนร่วมด้วย นางรอจนเหอชุนฮวาออกไปแล้วจึงค่อยบอกลานางฉางเพื่อไล่ตามไป
ครั้นเมื่อออกมาถึงด้านนอก นางรีบไล่ตามไปคว้ามือเหอชุนฮวาไว้ “น้องสะใภ้ ที่ท่านแม่พูดเมื่อครู่ก็ถูกนะ หากเ้าขาดแคลนเงินและ้าเงินไปใช้เพื่อลูก เช่นนั้นเ้าก็ลองไปขอยืมจากบ้านสะใภ้สามดู ตอนนี้พวกนางมีเงินถึงเพียงนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็สมควรต้องช่วยเหลือพวกเรา หากนางไม่ให้ยืม ถึงเวลานั้นเ้าค่อยไปร้องกับท่านแม่ ข้าจะคอยสนับสนุนเอง”
เหอชุนฮวาเป็คนฉลาด นางมีหรือจะเดาเจตนาของหวางเถาฮวาไม่ออก นางชักมือของตัวเองกลับ “ท่านอย่าเอาแต่มาสนใจเื่ของข้าเลย ตัวท่านเองก็ลองคิดให้ดีเถิด คิดว่าครอบครัวตัวเองดีกว่าบ้านสะใภ้สามหรือ?”
“ต่อไปพวกนางมีแต่จะรวยขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลานั้นคงไม่เห็นพวกเราซึ่งเป็ญาติอยู่ในสายตา ข้าว่าท่านควรไปคิดหาวิธีประจบเอาใจบ้านสะใภ้สามจะดีกว่า” สิ้นเสียง เหอชุนฮวาก็กลอกตามองบนใส่ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
หวางเถาฮวายังคงยืนเดือดดาลอยู่ที่เดิม นางถลึงตามองแผ่นหลังของเหอชุนฮวาพร้อมกับพึมพำ “เหอะ เ้าเองก็อิจฉาที่สะใภ้สามมีเงินและกำลังคิดหาวิธีเอาเงินจากพวกนาง คิดว่าตัวเองมีความสามารถอันใดกัน”
“ข้าอยากเห็นนักว่าเ้าจะยืมเงินจากบ้านสะใภ้สามได้อย่างไร ตอนนั้นเ้าเคยปฏิบัติต่อบ้านสะใภ้สามอย่างไร ตัวเ้าน่าจะรู้อยู่แก่ใจดี พวกนางไม่มีทางให้ยืมเงินแน่” หวางเถาฮวาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น แล้วตรงกลับบ้านตัวเองทันที
นางครุ่นคิดถึงคำพูดเมื่อครู่ของเหอชุนฮวา เป็ความจริงว่าตอนนี้บ้านสะใภ้สามร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ ในอดีต บ้านสะใภ้สามเคยขาดแคลนอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ทว่าบัดนี้กลับมีเงินส่งลูกตัวเองเรียนและยังมีเงินเผื่อแผ่ไปถึงลูกคนข้างบ้านด้วยซ้ำ
ความริษยาท่วมท้นในหัวใจหวางเถาฮวา นาง้าหลอกเอาเงินจากบ้านของสะใภ้สาม ทว่าหวางเถาฮวาไม่มีเหตุผลให้ไปขอยืมเงินแบบเหอชุนฮวา นางต้องคิดเื่นี้อย่างรอบคอบด้วยใจที่หนักอึ้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น หวางเถาฮวาลุกขึ้นแต่งตัวเตรียมไปบ้านสะใภ้สาม
‘หลี่โยวเล่อ’ เป็ลูกสาวเพียงคนเดียวที่นางคลอดในวัยกลางคน นางเป็ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของที่บ้าน อายุพอๆ กับหลี่อันหลิน
หลี่โยวเล่อเห็นแม่ตัวเองแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่และทำท่าเหมือนจะออกไปข้างนอกจึงเข้ามาถาม “ท่านแม่ ท่านจะไปที่ใดหรือเ้าคะ”
“แม่จะไปบ้านป้าสามของเ้า”
หลี่โยวเล่อได้ยินดังนี้ก็พูดด้วยความดีใจ “ท่านจะไปบ้านของอันอันหรือเ้าคะ? ข้าเองก็อยากไปด้วย ไม่ได้เจออันอันมานานแล้ว ไม่รู้ว่า่นี้นางเป็อย่างไรบ้าง”
หวางเถาฮวาฟังแล้วรู้สึกว่าเหมาะสมเช่นกัน “เช่นนั้นเ้าไปแต่งตัว เดี๋ยวแม่จะพาไปหาอันอันที่บ้านป้าสาม”
