วิธีการทำขนมแป้งทอดสอดไส้และขนมแป้งกรอบม้วน ล้วนเป็สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของนางเช่นกัน
่นี้หวาชิงเสวี่ยจะคอยทดสอบสมองของตนเองเป็ระยะๆ เหมือนกับทำการทดลอง เมื่อเห็นสิ่งของอะไร นางก็จะคิดว่า ‘เ้าสิ่งนี้ทำขึ้นได้อย่างไร?’
บางครั้งสมองก็ว่างเปล่า
และบางครั้ง สมองก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถูกป้อนคำสำคัญเข้าไป จากนั้นก็มีผลการค้นหามากมายปรากฏขึ้น
หลังจากการกระตุ้นเส้นประสาทสมองบ่อยๆ ความทรงจำของหวาชิงเสวี่ยก็กลับคืนมาบ้าง...
นางจำได้ว่าตนเองเป็นักศึกษาปริญญาโทของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง เป็ทั้งลูกศิษย์คนโปรดและเป็ผู้ช่วยคนสำคัญของอาจารย์ ซึ่งกำลังวิจัยเกี่ยวกับอาวุธพลังงานความร้อนชนิดใหม่
แต่นางยังจำชื่อ เพื่อนสนิท และคนในครอบครัวไม่ได้...ทั้งยังจำไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่ฆ่านาง
แต่ว่า ในที่สุดนางก็เข้าใจเื่หนึ่ง
นั่นก็คือ ในโลกที่นางเคยอยู่ ทุกคนนิยมฝังชิปไว้ในสมอง ชิปนี้จะบรรจุความรู้ทุกสาขาวิชาไว้ภายใน เหมือนกับหนังสือสารานุกรมความรู้
แน่นอนว่า ความรู้ในชิปนี้เป็เพียงแค่ความรู้ในตำรา ไม่ได้หมายความว่าการฝังสูตรอาหารจะทำให้กลายเป็พ่อครัว การฝังวิธีการรักษาจะทำให้กลายเป็หมอ ทุกอย่างยังต้องผ่านการฝึกฝนด้วยตนเอง และในที่สุดก็จะเชี่ยวชาญวิธีการนั้นๆ คุณค่าของชิปนี้จึงปรากฏผลออกมาได้
ดูเหมือนว่าชิปของหวาชิงเสวี่ยจะมีปัญหานิดหน่อย บางครั้งก็ทำงาน บางครั้งก็ไม่ทำงาน
หวาชิงเสวี่ยคาดเดาว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่นางข้ามมิติมา เมื่อโลกจากมิติคู่ขนานทั้งสองมากัน ชิปในร่างกายรวมถึงสมองของนางเกิดความเสียหาย และทำให้นางสูญเสียความทรงจำ...
หากอยู่ในโลกเดิม นางสามารถไปโรงพยาบาล ใช้หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วถอดชิปที่ชำรุดออกไปซ่อมแซมหรือเปลี่ยนรุ่นได้โดยไม่ทำให้เ็ป แต่ในสถานที่แห่งนี้...
ต้องยอมรับว่า การมีชิปที่อาจจะพังได้ทุกเมื่ออยู่ในสมองนั้น เป็อันตรายแฝงอย่างแท้จริง...
หวาชิงเสวี่ยรู้ตัวดีว่าตนเองไม่มีความสามารถพิเศษอะไร ในที่แห่งนี้ นางปักผ้าไม่เป็เย็บผ้าก็ไม่ได้ สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้ก็คือชิปในสมอง จึงต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นางออกไปหาซื้อกระดาษกับพู่กัน จะได้จดบันทึกรายละเอียดในตอนที่นึกอะไรขึ้นได้
เผื่อว่าวันหนึ่งชิปจะใช้การไม่ได้ อย่างน้อยนางก็จะไม่ต้องมืดแปดด้าน...
...
ในลานเรือนที่เงียบสงัดไร้เสียง
ป้าเหอออกไปตั้งแผงขายอาหารเช้าั้แ่ฟ้ายังไม่สาง เหออู่ก็ไปช่วยขายด้วย
หวาชิงเสวี่ยอยู่ในครัว มือถือตะเกียบคนไข่ในชามเป็จังหวะ ไข่สีเหลืองทองสะท้อนแสงเป็มันเงา
ในสูตรอาหารบอกว่าให้ใช้เครื่องตีไข่ไฟฟ้าประมาณสามสิบวินาที หวาชิงเสวี่ยได้แต่กะเอาเอง พยายามตีไข่ในชามให้เข้ากันอย่างอดทน
ขนมแป้งทอดสอดไส้มีวิธีทำหลายวิธี แต่ที่นิยมทำกันต้องใช้นมวัวปริมาณหนึ่ง
แต่ในเมืองผานสุ่ยไม่มีนมวัวขาย
เนยที่หวาชิงเสวี่ยซื้อมาจากถนนก่อนหน้านี้ เป็ผลผลิตที่ได้มาจากคนเลี้ยงสัตว์ทางเหนือ น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีวิธีถนอมอาหารที่ดี ไม่เช่นนั้น พ่อค้าก็น่าจะนำนมวัวมาขายได้
หวาชิงเสวี่ยตีไข่ในชามพลางคิดในใจว่า นี่อาจจะเป็โอกาสทางธุรกิจก็ได้?
มีนมวัวแล้วก็สามารถทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น อย่างเช่น ชานมรสคาราเมล! ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้วิธีการถนอมความสดของนมวัวไว้...แต่ว่า... ถึงแม้นมวัวจะหอมหวาน แต่คนในยุคนี้ ระบบย่อยอาหารจะปรับตัวได้หรือไม่? จะมีอาการแพ้น้ำตาลในนมหรือไม่?
เื่นี้มีความเป็ไปได้สูงมากทีเดียว...
ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือภาวะที่คนบางกลุ่มขาดเอนไซม์แลคเตส ดังนั้นเมื่อดื่มนมหรือกินผลิตภัณฑ์จากนม แลคโตสในนมจึงไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้หมด ทำให้ตกค้างอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้แรงดันในกระบวนการออสโมซิสของลำไส้เพิ่มขึ้น ลำไส้บีบตัวเร็วขึ้น แลคโตสจึงถูกขับไปยังลำไส้ใหญ่ และเกิดการดูดซึมน้ำในลำไส้ใหญ่อย่างรวดเร็ว จากนั้นแบคทีเรียจะย่อยสลายแลคโตสและผลิตก๊าซ หากไม่รุนแรงก็จะไม่แสดงอาการชัดเจน ส่วนผู้ที่อาการรุนแรงก็จะเกิดอาการท้องอืด เสียงร้องในท้อง ผายลม ปวดท้อง ท้องร่วง เป็ต้น
หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว นางไม่รู้ว่าหมอที่นี่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับภาวะแพ้นมหรือไม่ หากมีคนป่วยแบบนี้ขึ้นมา แล้วไปฟ้องร้องนางที่ศาลจะทำอย่างไร?
...ต่อให้มีร้อยปากก็คงอธิบายไม่เข้าใจ...ถ้าซวยขึ้นมา บางทีอาจจะถูกเข้าใจผิดว่านางแอบใส่ยาพิษในนม
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจ การสร้างเนื้อสร้างตัวนั้นต้องทำทีละขั้นตอน
ตีไข่จนเข้ากันดีแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปในชาม คนให้เข้ากันเล็กน้อย จากนั้นเติมน้ำผึ้งหนึ่งช้อน คนต่อ แล้วเติมแป้งสาลี คนให้เข้ากันดีแล้วก็เติมเนยที่ละลายแล้วลงไป และยังคงต้องคนให้เข้ากันต่อไป
หลังจากทำทั้งหมดนี้แล้ว ก็นำแป้งที่ผสมแล้วไปเก็บไว้ในที่เย็นๆ ประมาณครึ่งชั่วยาม อันที่จริง ตอนที่ใส่แป้งสาลีลงไปเมื่อครู่ ควรจะใส่ผงฟูลงไปด้วยนิดหน่อย แต่ในยุคโบราณไม่มีผงฟู หวาชิงเสวี่ยจึงไปขอเชื้อยีสต์เก่าๆ หรือก็คือแป้งหมักเก่าๆ จากคนครัวในร้านอาหารมาใส่ลงไปในแป้ง แล้วคนให้เข้ากัน
แป้งที่ผสมแล้วในชามนี้เตรียมไว้ทำแป้งด้านนอกของขนมแป้งทอดสอดไส้
ระหว่างที่รอแป้งที่ผสมไว้พักตัว หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เพราะนางต้องทำถั่วแดงกวน ถั่วบดเป็ไส้ที่เติมลงตรงกลางแป้งทอด รสชาติแป้งทอดสอดไส้จะอร่อยหรือไม่ มักจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของถั่วแดงกวน
ถั่วแดงถูกต้มจนเปื่อยยุ่ยอยู่ในหม้อแล้ว เนื่องจากแช่น้ำไว้ทั้งคืน จึงใช้เวลาไม่มากในการต้มจนเปื่อย หวาชิงเสวี่ยคนหม้อเบาๆ กลิ่นหอมของถั่วก็ลอยฟุ้งออกมา
นางตักถั่วแดงที่ต้มสุกแล้วออกมาส่วนหนึ่ง ห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วใช้ไม้คลึงแป้งบดถั่วแดงที่ต้มสุกแล้วทีละนิดๆ จนเป็เนื้อละเอียด จากนั้นก็นำไปผัดในกระทะ ใส่น้ำตาลทรายปริมาณมาก ผัดด้วยไฟอ่อนๆ ในระหว่างที่ผัดก็เติมน้ำมันลงไปทีละน้อย ทำให้ออกมาสวยงามขึ้น
หวาชิงเสวี่ยไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งตนเองจะมีความตั้งใจและพิถีพิถันเช่นนี้ เพียงเพื่อทำขนมชิ้นหนึ่ง
เมื่อก่อนนางจะทำแบบนี้เฉพาะในห้องทดลองเท่านั้น...
หวาชิงเสวี่ยเทถั่วแดงกวนที่ผัดเสร็จแล้วลงในจานอย่างระมัดระวัง ใช้นิ้วจิ้มขึ้นมาชิมเล็กน้อย อืม หวานนุ่ม อร่อยมาก
ดูเหมือนว่านางไม่เพียงแต่มีความสามารถในการทำวิจัยเท่านั้น ยังมีความสามารถในการทำขนมอีกด้วย
ั้แ่นี้ต่อไป ไม่ว่าจะเื่ผลกระทบของ่พลังงานความร้อนหรือทิศทางการพัฒนาขั้นสุดท้ายของอาวุธ...สิ่งเหล่านี้ คงสามารถลืมสิ้นไปจากสมองได้แล้วกระมัง?
ในเมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้แล้ว ก็ต้องเป็เพียงคนธรรมดาๆ และใช้ชีวิตต่อไปให้ดี...
เหมือนกับถั่วแดงกวนจานนี้ ถูกกำหนดให้เป็ไส้ ก็ต้องทำหน้าที่ของไส้ไปตามธรรมชาติก็พอ เหตุใดต้องไปคิดถึงสิ่งที่ไม่เป็จริงเ่าั้อีก?
หวาชิงเสวี่ยเช็ดมือ ตอนนี้สามารถเริ่มทำแผ่นแป้งของขนมแป้งทอดสอดไส้ได้แล้ว
หลังจากที่แป้งพักตัวในอุณหภูมิต่ำเป็ระยะเวลาหนึ่งแล้ว จะเหนียวข้นขึ้นมาก ในตอนนี้สามารถเติมน้ำสะอาดลงไปทีละน้อย เพื่อปรับความข้นของแป้ง ปรับจนแป้งเนียนและรอยที่บุ๋มจะหายไปอย่างรวดเร็ว แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
หวาชิงเสวี่ยหยิบกระทะแบนที่สั่งทำพิเศษจากช่างตีเหล็กออกมา ตั้งไฟอ่อนจนกระทะร้อนได้ที่ จากนั้นตักแป้งข้นหนึ่งทัพพีเทลงไปตรงกลางกระทะ แล้วจ้องมองแผ่นแป้งที่กำลังขึ้นรูปตาไม่กะพริบ
เมื่อผิวหน้าของแป้งเริ่มมีรูเล็กๆ ก็ทำการพลิกกลับด้าน แล้วปล่อยให้นาบอยู่บนกระทะต่ออีกประมาณครึ่งนาทีก็เป็อันใช้ได้
การจะนำแป้งข้นชามใหญ่ มาทอดให้เป็แผ่นจนหมดนั้น
...ช่างเป็กระบวนการที่น่าเบื่อ แต่หวาชิงเสวี่ยจะใจร้อนไม่ได้ นางต้องมั่นใจว่าขนาดของแป้งแต่ละแผ่นใกล้เคียงกัน การทำให้ขนมมีรูปลักษณ์ดี และรสชาติดีด้วย จะนำมาซึ่งรายได้ที่น่าพอใจให้กับนาง...
หวาชิงเสวี่ยทาถั่วบดลงบนด้านสีเหลืองอ่อนของแป้งให้ทั่วแผ่น จากนั้นก็ปิดทับด้วยแป้งอีกแผ่นหนึ่ง แป้งทอดสอดไส้หนึ่งชิ้นก็เสร็จสมบูรณ์
ทำแบบนี้ซ้ำๆ กันไป นางทำแป้งทอดสอดไส้ได้ทั้งหมดหกสิบกว่าชิ้น หวาชิงเสวี่ยขยับข้อศอกที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย คิดในใจว่า พักสักครู่ แล้วค่อยทำขนมแป้งกรอบม้วนอีกสักหนึ่งชุดก็จะเสร็จแล้ว
ตอนนี้ เพื่อที่จะออกไปตั้งแผงขายของ ทุกๆ วันนางต้องตื่นแต่เช้ามืด พอตกบ่ายหลังจากทำงานยุ่งตลอดทั้งเช้า ก็แทบจะไม่มีเวลาทานอาหารกลางวัน เพราะต้องรีบออกไปตั้งแผงขายของ
การใช้ชีวิตของคนโบราณ ช่างลำบากจริงๆ ...
“มีใครอยู่หรือไม่?”
มีเสียงเรียกมาจากด้านนอก หวาชิงเสวี่ยเช็ดมือแล้วเดินออกจากครัว เห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง อายุประมาณสี่สิบกว่าปี เดินเข้ามาทางประตูเรือน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส แต่งหน้าเข้ม หวีผมเรียบเป็มันเงา
คนผู้นี้คือผู้ใด?
หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปหาแล้วพูดอย่างสุภาพว่า “ป้าเหอออกไปตั้งแผงขายของแล้ว ไม่ได้อยู่บ้าน หากท่านมีธุระก็เชิญมาใหม่ภายหลังนะเ้าคะ”
นางคิดไปเองว่าคนผู้นี้มาหาป้าเหอ เพราะอย่างไรนางก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ยังไม่รู้จักใครเลย
สตรีนางนั้นเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า เมื่อมองหวาชิงเสวี่ยั้แ่หัวจรดเท้า รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งสดใสขึ้น
“แม่นางหวาใช่หรือไม่? ได้ยินมาว่ามีแม่นางน้อยฝีมือดีมาอยู่ที่บ้านป้าเหอ...ข้าว่างๆ ก็เลยแวะมาดู คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันก็ควรจะไปมาหาสู่กันบ้าง จริงหรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกๆ ...
สตรีนางนั้นแนะนำตัวว่า “แม่นางหวาเพิ่งมาใหม่ คงยังไม่รู้จักข้า ข้าแซ่ฮวา บ้านอยู่ที่ตรอกเฉียวสุ่ย เ้าเรียกข้าว่าป้าฮวาก็ได้”
ถึงแม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไรนัก แต่ก็ยังคงเรียกตาม “สวัสดีเ้าค่ะป้าฮวา”
ป้าฮวายิ้มแล้วกล่าวว่า “แม่นางหวารูปร่างหน้าตาช่างงดงามจริงๆ คงหาผู้ที่สวยกว่าแม่นางหวาได้ยากในเมืองผานสุ่ยแห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนิสัยที่ดีอีกด้วย ข้าเห็นแม่นางหวาแล้วก็ชอบจากใจจริง โอ้ย สาวงามเช่นนี้ ต่อให้ถือโคมไฟออกตามหาสิบถนนก็หาไม่ได้!”
หวาชิงเสวี่ยฝืนยิ้มออกมา “แฮะแฮะ ไม่ใช่หรอกเ้าค่ะ...”
“แม่นางหวาถ่อมตัวเกินไปแล้ว ตอนนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าเมืองผานสุ่ยของเรามีเทพธิดาชงชา [1] ? รูปโฉมงดงามราวเทพธิดาบน์!”
อะ...อะไรนะ?
เทพธิดาชงชา?
หวาชิงเสวี่ยขนลุกไปทั่วตัว
เหตุใดถึงมีข่าวลือแบบนี้ออกมา? นางรู้สึกว่ารูปร่างหน้าตาของตนเอง อย่างมากก็แค่...ผิวขาวหน่อย แล้วก็...ไม่ได้ขี้เหร่ แค่นั้นเอง?
ป้าฮวาพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมตาเบาๆ “พูดก็พูดนะสตรีอย่างเรานี่ ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน เห็นแม่นางหวาบอบบางงดงามราวดอกไม้เช่นนี้ แต่ก่อนคงเป็คุณหนูที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ตอนนี้กลับต้องมาทำงานหนักหาเลี้ยงชีพ ข้าเห็นแล้วก็สงสาร”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแหย
“เฮ้อ โชคดีที่ยังสาว ยังพอถ่วงเวลาได้อีกหลายปี แต่สตรีอย่างเราจะทนความลำบากเช่นนี้ไปได้สักกี่ปีกันเชียว...มีคนกล่าวไว้ว่าดอกไม้บานไม่ถึงร้อยวัน แม่นางหวาอย่ารังเกียจที่ข้าเป็ยายแก่พูดมากเลย แม่นางหวาควรวางแผนอนาคตของตัวเองได้แล้ว!”
แฮะแฮะ...
่นี้เหตุใดถึงมีคนถามนางเื่แผนการในอนาคตบ่อยเหลือเกิน
ป้าฮวาตบมือทันทีแล้วพูดว่า “อ้อ! ข้านึกออกแล้ว ตอนนี้ตรงหน้ามีคู่ที่เหมาะสมรออยู่มิใช่หรือ?! คุณชายรองของบ้านหลี่ รูปงามสง่า เหมาะสมกับแม่นางหวายิ่งนัก เป็คู่ที่สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก!”
หวาชิงเสวี่ยตกตะลึง นางไม่คิดเลยว่าตนเองมาอยู่ที่เมืองผานสุ่ยได้ไม่นาน ก็มีคนมาสู่ขอนางแล้ว!
————————————————————————————————————
[1]เทพธิดาชงชา (茶西施) คำเปรียบเปรยถึงหญิงสาวที่ชงชาได้งดงามและรสชาติดี เหมือนกับนางไซซี 1 ใน 4 หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน ที่ได้ชื่อว่างามเลิศ
