อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนก็พลอยี้เีตามไปด้วย
หวาชิงเสวี่ยเปิดห้องฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้เข้าไปนาน เมื่อมองสบู่ทำมือที่มีอยู่เต็มห้อง นางเพิ่งตระหนักได้ว่า่หลังมานี้มัวแต่คิดถึงการทำให้ดินปืนบริสุทธิ์ขึ้นมากเกินไปจนลืมกองสบู่พวกนี้ไปเสียสนิท
แรกเริ่ม นางอยากหาเงินจากสบู่ทำมือเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ต่อมาเมื่อฮ่องเต้พระราชทานรางวัลลงมา ทั้งยังมีฟู่ถิงเย่ส่งอัญมณีมาให้เต็มหีบ บวกกับปกติกินอยู่หลับนอนที่ค่ายทหาร นางก็เลยไม่เคยขาดเงิน
พอไม่ขาดเงิน เลยไม่คิดเื่หาเงิน
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าตนไม่เหมาะที่จะค้าขายจริงๆ
ถ้าให้ใช้วัสดุที่มีอยู่ มาสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง นางก็จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่
แต่พอทำเสร็จแล้ว ถ้าให้หาวิธีทำการตลาด...นางก็จะรู้สึกปวดหัว
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อทำมามากมายขนาดนี้ จะวางทิ้งไว้ในบ้านก็เสียเปล่า เมื่อนึกถึงคราวก่อนที่สองพี่น้องจากร้านเฉินจี้อยากจะซื้อสบู่พวกนี้ หวาชิงเสวี่ยจึงเลือกสบู่แต่ละแบบบนชั้นมาอย่างละสี่ห้าก้อน เตรียมตัวไปร้านเฉินจี้
แต่พอเดินมาถึงประตู ก็ััได้ถึงคลื่นความร้อนที่แผ่เข้ามา แสงแดดแผดเผาพื้นดิน แสงตะวันที่สาดส่องในตอนเที่ยงสว่างจ้าจนนางแทบจะลืมตาไม่ขึ้น
หวาชิงเสวี่ยยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านนานสองนาน ยังไม่มีความกล้าที่จะก้าวออกไป
หรือว่า...
รอจนกว่าตะวันใกล้ลับขอบฟ้า แล้วค่อยไปดีหรือไม่?
นางวางของในมือลง ไปที่ห้องครัว หยิบแตงโมสีเขียวลูกใหญ่ออกมาจากโอ่งน้ำ ผ่าครึ่ง เผยให้เห็นเนื้อในสีแดงสด นางอุ้มมันกลับเข้ามาในห้องแล้วใช้ช้อนตักกิน
แตงโมแช่อยู่ในน้ำเย็นมาทั้งวัน หวานฉ่ำเย็นชื่นใจ
ไม่มีอะไรที่จะสบายไปกว่าการได้กินแตงโมเย็นๆ ในฤดูร้อนอีกแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยกินแตงโม ฟังเสียงจักจั่นร้องเซ็งแซ่ แล้วก็เริ่มง่วงขึ้นมา
นางหาวหวอด วางแตงโมลง เช็ดมือ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ปูเสื่อเย็นไว้ เตรียมจะงีบสักครู่
...
ฟู่ถิงเย่เคาะประตูแล้ว แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
คิ้วเข้มของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย มองไปยังทหารองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่สองข้างประตู
“นางออกไปข้างนอกแล้วหรือ?”
“แม่นางหวาอยู่ในบ้านตลอด ไม่ได้ออกไปไหนขอรับ”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเอง “เหตุใดไม่เปิดประตู...หลับไปแล้วหรือ?”
เหล่าทหารองครักษ์มองหน้ากัน จากนั้นเอ่ยถาม “ท่านแม่ทัพ ้าให้พวกเราเปิดประตูให้หรือไม่?”
ด้านหลังประตูเป็เพียงสลักไม้เท่านั้น เพียงใช้มีดงัดเบาๆ ก็สามารถดันสลักให้หลุดออกมาได้
ฟู่ถิงเย่ส่ายหน้า “ไม่ต้อง”
เขาเดินไปด้านข้างอีกสองสามก้าว หาตำแหน่งยืนที่เหมาะสม แล้วะโพุ่งตัวขึ้น ใช้แรงส่งพลิกตัวข้ามไปยังอีกฝั่งของกำแพงลานเรือน
...
ภายในลานเงียบเชียบ มีเพียงเสียงจักจั่นร้องระงมอยู่บนต้นไม้
ฟู่ถิงเย่เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ เห็นแตงโมผ่าซีกวางอยู่บนโต๊ะ และเห็นเงารางๆ ของสตรีผู้หนึ่งนอนอยู่หลังฉากกั้น
ที่แท้ก็หลับไปจริงๆ
แววตาของฟู่ถิงเย่ปรากฏรอยยิ้ม
เขาเดินย่องเท้าเบาๆ อ้อมฉากกั้นไป เมื่อมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ก็ถึงกับชะงักไป
หญิงสาวบนเตียงกำลังนอนหลับสนิท บนร่างมีเพียงเสื้อผ้าฝ้ายแขนสั้นสีเขียวอ่อน และกางเกงขายาวเก้าส่วนทรงโคมไฟที่บางเบา
ท่อนแขนเรียวเนียนนุ่มปรากฏออกมาโดยไม่มีสิ่งใดปิดบัง และคอเสื้อก็เปิดกว้าง เพราะนอนท่าตะแคง เนินอกขาวผ่องจึงเผยให้เห็นส่วนเว้าลึกดึงดูดใจอย่างที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังปล่อยผมลง เส้นไหมสีดำขลับยาวสยายปกคลุมอยู่บนเตียง ปอยผมบางส่วนพันอยู่รอบคอและเอว ทำให้นางดูงดงามเป็พิเศษ...
ฟู่ถิงเย่รู้สึกเหมือนมีไฟลุกโชนขึ้นในใจ! ลามไปจนถึงท้องน้อย!
เขาไม่คิดว่าหวาชิงเสวี่ยจะสวมเสื้อผ้าอยู่บ้านได้...บางเบาถึงเพียงนี้!
น่าตายนัก! สตรีนางนี้กล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร! หากถูกคนอื่นเห็นเข้าจะทำอย่างไร?!
อาการ ‘ชายเป็ใหญ่’ ของฟู่ถิงเย่กำเริบขึ้น เขาอยากจะปลุกหวาชิงเสวี่ยขึ้นมา แล้วลงโทษนางอย่างหนักหน่วง!
แต่ทว่า...
เห็นนางนอนหลับสบายขนาดนี้...
ฟู่ถิงเย่รู้สึกราวกับกระหาย
สายตาของเขาค่อยๆ ไล่ไปตามร่างกายส่วนโค้งเว้าของหวาชิงเสวี่ย สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ริมฝีปากแดงระเรื่ออวบอิ่มของนาง
พยายามอดทนแล้วอดทนอีก ก็ยังอดใจไม่ไหว เขาก้มลงไปประกบจูบริมฝีปากนุ่มนิ่มนั้น รู้สึกว่าที่ตรงนี้ดับกระหายได้ดียิ่งกว่าแตงโมเสียอีก
เขาเตือนตัวเองว่าจูบเดียวก็พอแล้ว แต่กลับไม่ยอมละไป จูบแล้วจูบเล่า ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ...
...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าในฝันของตนเหมือนมีเ้าหมีมาทับอยู่บนตัว
นางสะดุ้งตื่นขึ้นมา ยื่นมือไปดันออกตามสัญชาตญาณ พอดันอยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงเริ่มรู้สึกตัวว่าเป็ฟู่ถิงเย่ที่เข้ามา
ความร้อนและเหงื่อบนตัวของชายหนุ่ม ทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัว เหนียวเหนอะหนะ ทั้งยังรุ่มร้อน
หวาชิงเสวี่ยเพิ่งรู้สึกเย็นสบายไปได้ไม่นาน เหงื่อก็เริ่มซึมออกมาเพราะฟู่ถิงเย่
“ท่านแม่ทัพ...” นางเบือนหน้าหนีเพื่อสูดลมหายใจ พลางเอามือทั้งสองข้างยันไปที่หน้าอกของฟู่ถิงเย่ “ไม่เอาแบบนี้...มันร้อนเกินไป...”
“ร้อนจริงๆ นั่นแหละ” ฟู่ถิงเย่ปล่อยนาง ยกตัวขึ้นกึ่งนั่ง ถอดเสื้อท่อนบนของตนออก แล้วทาบทับลงไปอีกครั้งโดยเปลือยท่อนบน
หวาชิงเสวี่ยถึงกับอึ้งตาค้างกับการกระทำของเขา
อันที่จริง สำหรับเื่อย่างนั้น ในความคิดของหวาชิงเสวี่ยนั้นค่อนข้างเปิดกว้าง ตราบใดที่อีกฝ่ายเป็คนที่นางรัก นางก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เต็มใจ
แต่นางไม่อยากทำตอนที่เหงื่อออกท่วมตัวอย่างนี้...
“ท่านแม่ทัพ ร้อนจริงๆ นะเ้าคะ...ท่าน ท่านปล่อยข้าก่อน...” แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่น้ำเสียงของนางกลับอ่อนหวานเกินไป ไม่หนักแน่นเลยแม้แต่น้อย
ฟู่ถิงเย่ไล่จูบไปตามลำคอขาวผ่องของนาง จนมาถึงบริเวณกระดูกไหปลาร้า ดูเหมือนว่าเขาอยากจะเลยลงไปอีก แต่ก็ชั่งใจไม่กล้าทำ
เขากลัวว่าจะเลยเถิดจนอดใจไม่ไหว จนต้องนางจริงๆ
แต่ถ้าจะให้หยุด เขากลับเสียดายััอันนุ่มนวลละเอียดอ่อนของร่างนี้...
ฟู่ถิงเย่เหงื่อโซมกาย หายใจหอบกระชั้น ไม่รู้ว่าเพราะอัดอั้นหรือเพราะร้อนใจ
เขาปล่อยหวาชิงเสวี่ย ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะ ยกแตงโมที่ผ่าซีกขึ้นมากินอย่างรวดเร็ว เหมือนคนกระหายน้ำมานาน
หวาชิงเสวี่ยลุกขึ้นนั่ง รวบผมยาวมาถักเปียยาวๆ แล้วเดินไปชุบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อที่อ่างล้างหน้า จากนั้นชุบผ้าเช็ดหน้าอีกครั้ง เดินไปเช็ดเหงื่อที่หลังให้ฟู่ถิงเย่
“วันนี้ท่านแม่ทัพมาได้อย่างไร?” นางถามพลางเช็ดเหงื่อบนแผ่นหลังของฟู่ถิงเย่
“อยากมาดูเ้า” ฟู่ถิงเย่กินแตงโมที่เหลือจนหมด แล้วหันมาตำหนินาง “เหตุใดเ้าถึงสวมเสื้อผ้าเช่นนี้ในบ้าน”
หวาชิงเสวี่ยมีสีหน้างงงวย นางสวมเสื้อผ้าอย่างไรกัน? ส่วนที่ควรปกปิดก็ปกปิดหมดแล้วนี่นา...
ฟู่ถิงเย่มองรอยจูบแดงๆ ที่กระดูกไหปลาร้าของนาง น้ำเสียงที่ราวกับว่าตนถูกต้องและหนักแน่นแ่เบาลง “เอาเป็ว่า...ต่อไปนี้ห้ามใส่แบบนี้อีก!”
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง รู้สึกพูดไม่ออก บ่นค้านเสียงเบาว่า “ข้าก็แค่เปิดแขนเอง ทีท่านแม่ทัพยังเปลือยท่อนบนหมดเลย”
ฟู่ถิงเย่ “...”
เมื่อครู่นี้เขาเผลอตัวไปก็เลยถอดเสื้อออก
ฟู่ถิงเย่เอื้อมไปหยิบเสื้อผ้าที่อยู่บนเตียง แต่ถูกหวาชิงเสวี่ยแย่งไปจากมือ
นางพูดอย่างรังเกียจ “เสื้อผ้าเปียกเหงื่อแบบนี้ จะใส่ได้อย่างไร? ข้าจะเอาไปซักให้ ประเดี๋ยวเอาไปตากแดดข้างนอก ครู่เดียวก็แห้ง”
พูดจบ นางก็โยนเสื้อของฟู่ถิงเย่ลงในอ่าง แล้วยกอ่างล้างหน้าทำท่าจะออกไป
ฟู่ถิงเย่คว้าข้อมือของนางไว้ “ซักในห้องนี้แหละ!”
สีหน้าของเขาดูไม่ดีนัก จากนั้นกล่าวว่า “ถ้าจะออกไป เ้าต้องใส่เสื้อผ้าก่อน!”
“ในลานไม่มีคนเสียหน่อย...”
“ถ้ามีคนร้ายบุกเข้ามา จะไม่ถูกเห็นหมดหรือไร?!”
“...”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม...นางก็แค่สวมเสื้อแขนสั้น ต้องตื่นตระหนกขนาดนี้เลยหรือ?
“แต่ข้าต้องไปตักน้ำที่ครัวนี่เ้าคะ?” นางก็เริ่มไม่พอใจหน่อยๆ แล้ว
“ข้าไปตักให้” ฟู่ถิงเย่หันหลังเดินออกไป
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าเขาไปตักน้ำจริงๆ ในใจก็ทั้งโกรธทั้งขำ
เหตุใดนางถึงมาเจอบุรุษแบบนี้กันนะ?
ไม่นานนัก ฟู่ถิงเย่ก็ยกถังน้ำเข้ามา
หวาชิงเสวี่ยเห็นท่าทางจริงจังของเขาก็อดขำไม่ได้ คิดในใจว่า ถึงแม้บางครั้งจะน่าโมโห แต่บางครั้ง...ก็รู้สึกว่าเขาน่ารักดี
นางก้มหน้าก้มตาซักผ้าในมือ
ฟู่ถิงเย่นั่งลงข้างเตียง มองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงเบาว่า “รอจนเข้า่สามวันที่ร้อนที่สุดแล้ว จ้าวเซิงจะสั่งให้คนเอาน้ำแข็งมาส่ง อดทนรออีกไม่กี่วัน อย่าเพิ่งรีบใช้น้ำแข็งเร็วเกินไปมันไม่ดีต่อร่างกาย”
เหมือนกำลังเตือนอ้อมๆ ว่าการแต่งกายในอนาคตไม่ควรจะเปิดเผยเกินไป
หวาชิงเสวี่ยฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใหม่ ถามว่า “ฤดูร้อนมีน้ำแข็งได้อย่างไรเ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่ชะงักไป “ย่อมมาจากอุโมงค์เก็บน้ำแข็ง”
“อุโมงค์เก็บน้ำแข็ง?” หวาชิงเสวี่ยจำได้ว่าในสมัยโบราณมีธรรมเนียมเช่นนี้ นางถามด้วยความตื่นเต้น “ก็คือการเอาน้ำแข็งที่เก็บไว้เมื่อฤดูหนาว ใส่ไว้ใต้ดิน จากนั้นค่อยนำออกมาใช้ในฤดูร้อนใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ในสมัยโบราณ ธรรมเนียมเช่นนี้เรียกว่า ‘เก็บน้ำแข็ง’ คือจะขุดห้องใต้ดิน ด้านล่างปูด้วยเสื่อหญ้า แล้วเอาแผ่นน้ำแข็งที่ตัดเป็รูปร่างเรียบร้อยวางลงไปทีละแผ่นจนเต็มห้อง แล้วเอาเสื่อปูทับอีกชั้น จากนั้นก็เอาดินมาปิดทับห้องใต้ดินไว้ เท่านี้การเก็บน้ำแข็งก็เสร็จสมบูรณ์
ฟู่ถิงเย่พยักหน้า ไม่เข้าใจว่าเื่แบบนี้มีอะไรให้หวาชิงเสวี่ยตื่นเต้น
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับคิดถึงอีกเื่หนึ่ง
“น้ำแข็งที่เก็บไว้แบบนั้นต้องมีจำกัด หากอยากจะให้นายทหารที่ค่ายได้ใช้ทุกคน ก็คงไม่พอใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่หัวเราะ “ค่ายชิงโจวมีทหารนับแสน อยากจะให้น้ำแข็งถึงมือทุกคนคงไม่มีใครทำได้หรอก”
หวาชิงเสวี่ยถามว่า “แล้ว่ที่ร้อนที่สุดในฤดูร้อน นายทหารในค่ายต้องลำบากมากหรือไม่?”
“่ที่ลำบากกว่านี้ก็ยังมี พวกเขาจะค่อยๆ ผ่านมันมาได้เอง ถ้าหน้าร้อนก็กลัวร้อน หน้าหนาวก็กลัวหนาว แล้วจะมาเป็ทหารอะไร?”
หวาชิงเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดช้าๆ “แต่ว่าตอนนี้อากาศร้อนขนาดนี้ ค่ายอาวุธไฟก็ยังเร่งผลิตงานกันไม่หยุดหย่อน คงจะเหนื่อยมาก...เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะทำน้ำแข็งออกมาให้พวกช่างจากค่ายอาวุธไฟใช้ก่อน ถ้ามีเยอะแล้วค่อยส่งไปที่ค่ายใหญ่”
ฟู่ถิงเย่ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ “...ทำน้ำแข็งหรือ?”
“ใช่เ้าค่ะ” นางพูดพลางยิ้มแย้ม “่นี้พวกเราไม่ได้ขุดหาผงดินประสิวอยู่หรอกหรือ? ตอนที่ดินประสิวละลายในน้ำก็จะดูดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำลดลงจนเกิดการแข็งตัวเป็น้ำแข็ง! อย่างไรตอนนี้เราก็มีดินประสิวเยอะแยะ พอดีเลยจะได้เอามาใช้ทำน้ำแข็ง”
ฟู่ถิงเย่รู้ว่านางไม่สนใจเครื่องประดับเสื้อผ้า กลับกันพอพูดคุยเื่พวกนี้ก็จะกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
และเขาก็ชอบนางในยามที่นางมีชีวิตชีวาเช่นนี้ โดยเฉพาะตอนที่ดวงตาของนางเป็ประกาย
ฟู่ถิงเย่ไม่มีทางขัดขวางสิ่งที่หวาชิงเสวี่ยอยากจะทำ แต่แค่ถามนางอย่างไม่เข้าใจว่า “ดินประสิวพวกนั้นไม่ได้เอาไว้ทำดินปืนหรอกหรือ?”
“ท่านไม่ต้องห่วงเ้าค่ะ เมื่อดินประสิวละลายในน้ำไปแล้ว เมื่อใช้วิธีลดอุณหภูมิให้เกิดผลึก หรือใช้วิธีทำให้ระเหยเป็ผลึก ก็จะนำดินประสิวกลับมาใช้ใหม่ได้แล้ว”
หวาชิงเสวี่ยพูดพลางฮัมเพลงในลำคอเบาๆ แล้วมองไปที่ฟู่ถิงเย่ “ท่านแม่ทัพ ช่างทำแก้วที่ข้าฝากท่านช่วยหามีความคืบหน้าบ้างหรือไม่? การทำให้ดินปืนบริสุทธิ์ กับการทำให้ดินประสิวระเหยเป็ผลึก ทั้งหมดล้วนต้องใช้เครื่องกลั่น และแก้วก็เป็สิ่งที่ขาดไม่ได้เ้าค่ะ”
หากแก้ปัญหาเื่แก้วได้ หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าแผนผังเทคโนโลยีของนางก็น่าจะเปิดกว้างไปได้อีกมาก
