“อื้อหือ... กลิ่นนี่มันเด็ดจริงๆ ดูทรงแม่หนูคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดา” ชายหนุ่มเ้าของร้านคู่แข่งทำจมูกฟุดฟิด สูดกลิ่นหอมของเครื่องในพะโล้ที่ลอยเตะจมูก จนน้ำลายแทบสอ
ฝ่ายภรรยาได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองลูกค้าของตนที่พากันเปลี่ยนใจไปต่อแถวร้านฝั่งตรงข้ามจนเกลี้ยง ความริษยาพุ่งปรี๊ดจนนางเหวี่ยงทัพพีลงกระแทกอ่างผักดัง เคร้ง น้ำแกงกระเด็นเลอะเทอะไปทั่ว
“นี่แกอยู่ข้างใครกันแน่ฮะ ทำไมเอาแต่ยอคนอื่นอยู่นั่นแหละ” อากาศร้อนอบอ้าวบวกกับคำพูดขัดหูของสามี ทำให้เธอหงุดหงิดจนแทบคลั่ง
“ก็ดูเอาเถอะ เราต่างคนต่างขาย ใครจะไปห้ามใครได้? นั่นมันคำพูดของเธอเองไม่ใช่รึไง? อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะแม่หนูนั่นจุดประกาย เราก็คงไม่ได้ไอเดียมาทำขายหรอก” ฝ่ายสามีพยายามอธิบายด้วยเหตุผล
“หุบปากไปเลยนะ ฉันรำคาญ” ถึงสิ่งที่เขาพูดจะเป็เื่จริง แต่เธอรับไม่ได้ เดิมทีเธอเป็แค่ส่วนเกินในสมการนี้ การได้ลิ้มรสกำไรมหาศาลใน่สองสามวันที่ผ่านมาทำให้นางเสพติด แต่ตอนนี้ลาภลอยเ่าั้กำลังไหลเข้ากระเป๋าคนอื่น จะให้นางยิ้มออกได้อย่างไร?
ถังหว่านตั้งราคาขายเท่ากับคู่แข่ง แต่เงินสองเหมาห้าเฟินที่ร้านฝั่งตรงข้ามได้แค่ผัดผักรวมก้นกล่อง แต่ที่ร้านของเธอ ลูกค้าจะได้เครื่องในพะโล้รสเด็ดพูนๆ ถึงสองทัพพี
ถึงจะเป็แค่เครื่องใน แต่เมื่อผ่านการปรุงรสอย่างพิถีพิถันจนอร่อยเหาะได้ขนาดนี้ ก็นับว่าฝีมือชั้นครูแล้ว
แถมถังหว่านยังรู้จักเอาใจลูกค้า นอกจากจะตักให้จนพูนกล่อง พร้อมกล่าวขอบคุณเสียงหวาน เธอยังใจป้ำแถมน้ำพะโล้เข้มข้นให้อีกหนึ่งทัพพีใหญ่ เอาไปคลุกข้าวหรือต้มผักที่บ้านต่อก็ได้กับข้าวเพิ่มอีกมื้อ
ในยุคที่เนื้อสัตว์เป็ของหายาก การได้กินเนื้อ (แม้จะเป็เครื่องใน) ในราคาไม่ถึงสามเหมา ใครบ้างจะไม่ตาลุกวาวรีบมาต่อแถว?
เมื่อถึงเวลาเข้างาน ผัดผักรวมร้านคู่แข่งยังเหลือค้างอ่างกว่าครึ่ง แต่หม้อเครื่องในพะโล้ของถังหว่านเกลี้ยงเกลาจนไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป
ถังหว่านแอบมีความแสบสันเล็กๆ ก่อนจากไปเธอยังหันไปพยักหน้าทักทายสองผัวเมียฝั่งตรงข้าม ฝ่ายผัวซื่อบื้อโบกมือตอบกลับ เลยโดนเมียตบเข้าให้ฉาดใหญ่
“โอ๊ย ตบฉันทำไมเนี่ย?”
หญิงสาวมองตามหลังถังหว่านที่เดินลับสายตาไป แล้วผลักสามีเข้าไปในโรงงานอย่างหัวเสีย “มัวยืนบื้ออะไรอยู่ ลืมที่ 'จื้อปิน' สั่งไว้รึไง? รีบไปตามคนมาเร็วเข้า”
น้องเขยของนางย้ำนักย้ำหนาว่านี่คือถิ่นของพวกเขา ถ้ามีคนนอกกล้ามาเหยียบจมูก ก็ต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกกันบ้าง อย่าให้ล้ำเส้นเกินไป
...
ถังหว่านััได้ถึงความผิดปกติ เดินออกมาได้ไม่ไกลเธอก็รู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตาม เมื่อแสร้งทำเป็ถามทางและเหลือบมองกระจกข้าง ก็เห็นผู้ชายสองคนเดินตามมาห่างๆ ตามคาด
ขณะที่สมองกำลังประมวลผลหาวิธีสลัดหลุด สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นแผ่นหลังคุ้นตาเดินอยู่ข้างหน้า
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูทะมัดทแมง แต่ทว่าฝีเท้านั้นจ้ำอ้าวราวกับกำลังหนีเ้าหนี้
ดวงตาของถังหว่านเป็ประกายวาววับ นี่แหละทางรอด เธอเร่งฝีเท้าลากรถเข็นตามไปติดๆ
“สหายทหาร” เธอร้องทักด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่อีกฝ่ายเพียงปรายตามองอย่างเ็า แล้วทำท่าไม่สนใจ
คนอะไรไร้อารมณ์ขันชะมัด
ถังหว่านไม่ละความพยายาม เร่งฝีเท้าแซงขึ้นไปดักหน้า “สหายทหารคะ เื่คราวก่อนฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยนะ”
“รับใช้ประชาชนคือหน้าที่ ไม่ต้องขอบคุณ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อดุจหุ่นยนต์
“คุณกำลังจะไปสถานีรถไฟใช่ไหมคะ? บังเอิญจัง ให้ฉันไปส่งคุณนะ?” สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องสร้างภาพให้คนเข้าใจผิดว่าทั้งคู่รู้จักกัน เธอ้า 'เกราะกำบัง' มนุษย์ด่วนที่สุด
“ไม่จำเป็” น้ำเสียงเจือความรำคาญชัดเจน
พูดจบ เขาก็สาวเท้ายาวๆ เดินหนีเธอไปดื้อๆ
“เฮ้อ...” คนอะไรใจแข็งชะมัด ถังหว่านร้อนรนจนเผลอสะบัดแส้แรงไปหน่อย เ้าลาน้อยใเจ็บ ดีดขาหลังร้องลั่น แล้วเหวี่ยงรถกระชากอย่างแรง
ถังหว่านไม่ทันตั้งตัว ร่างบางถลาหล่นลงจากรถเข็น
ทว่าความเ็ปจากการกระแทกพื้นกลับไม่เกิดขึ้น... ท่อนแขนของเธอถูกมือแกร่งดั่งคีมเหล็กคว้าไว้ได้ทัน แรงบีบนั้นทำเอาเจ็บแปลบ แต่ยังไม่ทันตั้งสติ ร่างของเธอก็เสียหลักถลาเข้าไปซบบนไหล่กว้างของเขาเข้าอย่างจัง
กลิ่นสบู่อ่อนๆ ปะทะจมูก
ในสายตาคนภายนอก... นี่คือฉากรักสุดโรแมนติกที่หญิงสาวร่างกายบอบบางโผเข้าซบไหล่ชายหนุ่มคนรัก
แต่ในสายตาถังหว่าน... เธอมองผ่านไหล่เขาไป เห็นชายฉกรรจ์สองคนที่สะกดรอยตามมาหยุดชะงักกึก สีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด
สำเร็จ พวกนั้นเข้าใจผิดเต็มเปา
โอกาสทองแบบนี้จะปล่อยหลุดมือไม่ได้ เธอจึงแกล้งทิ้งน้ำหนักอ้อยอิ่งอยู่ในอ้อมกอดเขานานขึ้นอีกนิด เพื่อให้ 'ละครฉากนี้' สมจริงยิ่งขึ้น
ซ่งเฉียวรู้สึกถึงความนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ปะทะไหล่ ก้มลงมองเห็นกลุ่มผมดำขลับซบอยู่ จึงตระหนักได้ว่าท่าทางตอนนี้มันล่อแหลมแค่ไหน แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไร หญิงสาวก็ดีดตัวผละออกอย่างรวดเร็ว ทำท่าทีขวยเขินห่างเหิน
แม้ซ่งเฉียวจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ คิดว่าเธอคงเป็ผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัว แต่แล้วยังไงล่ะ? ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เธอแค่อยากมีชีวิตรอด เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยแค่นี้ถือเป็เื่จำเป็
เมื่อเห็นว่าชายสองคนนั้นถอยกลับไปแล้ว ถังหว่านก็ถอนหายใจโล่งอก เธอรีบหยิบกล่องข้าวออกจากถุงผ้า ยัดใส่มือชายหนุ่ม
“คุณจะไปขึ้นรถไฟใช่ไหม? บนรถไฟของกินหายาก เอานี่ไปรองท้องนะคะ ถือเป็การไถ่โทษที่เสียมารยาทเมื่อกี้”
ซ่งเฉียวอ้าปากจะปฏิเสธ แต่ถังหว่านไม่เปิดช่องให้ เธอหมุนตัวเข็นรถเดินหนีไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
กล่องข้าวนั่น... ช่างมันเถอะ ถือว่าแลกกับความปลอดภัย อย่างไรชาตินี้คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
และผลลัพธ์ก็เป็ไปตามคาด พวกอันธพาลเ่าั้ไม่กล้ามายุ่งย่ามกับเธออีกเลย เพราะเกรงบารมี 'คนรัก' ทหารหนุ่มของเธอ
เจ็ดแปดวันผ่านไป ทุกอย่างราบรื่นจนน่าใ โกยกำไรเป็กอบเป็กำ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ป้าเ้าของบ้านเริ่มออกอาการ เมื่อเห็นถังหว่านกลับมาถึง นางก็ดักรอพูดด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง “แม่หนู... อยู่มาหลายวันแล้ว ป้าดูแลพวกเธอดีใช้ได้เลยใช่มั้ยล่ะ?”
ถังหว่านยืดตัวตรง มองสำรวจหญิงชราั้แ่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มมุมปาก “คุณป้ามีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะค่ะ”
ป้าเ้าของบ้านจำต้องละสายตาจากกระเป๋าเงินตุงๆ ของถังหว่านอย่างเสียดาย ได้ยินเพื่อนบ้านซุบซิบว่าแม่หนูคนนี้ค้าขายร่ำรวย แต่กลับแบ่งค่าเช่าให้นางแค่วันละหนึ่งเหมา มันช่างไม่คุ้มเอาเสียเลย
“คืออย่างนี้นะ... เธอเอาเครื่องในหมูเหม็นๆ มาทำอาหารทุกวัน ตัวป้ากับลุงน่ะทนได้ ไม่ว่าอะไรหรอก แต่เพื่อนบ้านเขาทนไม่ไหว โวยวายจะไล่พวกเธอออกกันใหญ่ ป้าต้องคอยแก้ตัวให้ตั้งเท่าไหร่กว่าเขาจะยอมสงบลง”
“อ๋อ... อย่างนั้นหรือคะ แย่จังเลย ทำให้คุณป้าลำบากแย่” ถังหว่านแค่นยิ้มในใจ ข้ออ้างฟังไม่ขึ้นสุดๆ กลิ่นเครื่องในจะเหม็นไปถึงสามบ้านแปดบ้านได้ยังไง เป้าหมายชัดเจนว่าอยากจะรีดไถ 'ขึ้นค่าเช่า' ชัดๆ
รู้ทันแต่แกล้งโง่ เธอทำหน้าตาใสซื่อรอฟังต่อ
ป้าเ้าของบ้านก่นด่าในใจว่านังเด็กนี่ตีมึนเก่งชะมัด จึงต้องงัดไม้ตายออกมา “ถ้าเธออยากอยู่ต่อ... ป้าคงต้องขอขึ้นค่าเช่านิดหน่อย เอาไปซื้อของกำนัลขอโทษเพื่อนบ้านเขาหน่อยน่ะ”
“ตายจริง” ถังหว่านตบหน้าผากดังแปะ “หนูนี่แย่จริงๆ ไม่ทันคิดถึงความลำบากใจของคุณป้าเลย”
หญิงชรายิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ เหยื่อติดเบ็ดแล้ว
ทว่ารอยยิ้มนั้นยังไม่ทันจางหาย ประโยคต่อมาของถังหว่านกลับทำให้นางหุบยิ้มแทบไม่ทัน
“ช่างบังเอิญจริงๆ ค่ะ พอดีทางบ้านส่งข่าวมาว่ามีธุระด่วนต้องให้พวกเรารีบกลับ สัญญาเช่าก็ครบกำหนดพอดีเป๊ะเลย ถ้างั้นหนูย้ายออกเลยดีกว่า คุณป้าจะได้ไม่ต้องลำบากใจกับเพื่อนบ้านอีก”
หญิงชราอ้าปากค้าง... นอกจากจะอดค่าเช่าเพิ่ม ยังเสียรายได้จากค่าเช่าเดิมไปอีก นางเจ็บใจจนแทบกระอักเื ได้แต่ยืนก่นด่าไล่หลังอยู่ในลานบ้านด้วยความคับแค้นใจไปอีกนานสองนาน
