หวงเวยเจี้ยนเป็เด็กนักเรียนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ในภาคเรียนนี้ ภายใต้ชุดนักเรียนของเขาคือชุดกันความหนาวที่เปื้อนไปด้วยเศษดินผมด้านหน้าของเขายาวปกปิดใบหน้ากว่าครึ่งหากว่าเพียงแค่นี้ก็อาจจะดูเหมือนกับเด็กชายที่มีนิสัยเงียบและเก็บตัวแต่ว่าในทุกๆ วันเขาก็สะพายกระเป๋าผ้าใบที่ผู้คนต่างก็เลิกใช้ไปั้แ่ศตวรรษก่อนดังนั้นหลังจากเขาย้ายมาที่นี่ได้เดือนกว่าเขาก็กลายเป็เป้าหมายในการถูกกลั่นแกล้งประจำชั้นประถมศึกษาปีที่6 ห้อง 3 แทนหลินลั่วตง
อย่างเช่นในตอนเลิกเรียนเด็กอ้วนอย่างหม่าิก็รู้สึกว่าเด็กที่นั่งก้มหน้าอยู่อย่างหวงเวยเจี้ยนช่างดูขัดหูขัดตาเขาไปหมดดังนั้นเขาจึงเข้าไปหาเื่ หวงเวยเจี้ยนเป็คนเก็บตัวและไม่ชอบพูดจาอะไรไม่ว่าเขาจะพูดจาหยาบคายมากแค่ไหนหวงเวยเจี้ยนก็จะทำเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไรออกมาและนี่ก็ยิ่งทำให้หม่าิรู้สึกรังเกียจเขามากขึ้นไปอีก
ดังนั้นภายใต้ท่าทางแบบนี้ ภายในเวลาไม่กี่นาที ในที่สุดมันก็ทำให้อารมณ์ยั่วยุเดินทางมาถึงระดับที่หม่าิสั่งให้เด็กคนอื่นฉีกสมุดหนังสือของเขา
“นี่ พวกเราเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนกันไม่ใช่เหรอ พวกนายทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ!”
หลินลั่วตงลังเลและกลัวไปแล้ว แต่ว่าสุดท้ายในตอนที่เขาได้พูดประโยคนั้นออกมาเสียงดังจริงๆเขาก็พบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่เขาคิด
หม่าินิ่งไปสักพัก ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
“หลินลั่วตง นายดูแลตัวเองให้ดีก่อนดีกว่าไหม!...คงจะไม่ใช่เพียงเพราะแค่คิดว่าตอนหยุดฤดูร้อนแล้วได้ออกไปเที่ยวพอกลับมาก็เลยรู้สึกว่าตัวเองเป็คนในเมืองแล้ว? บ้าน่ะ!รูปภาพเ่าั้ของนาย อาจจะถูกโหลดมาจากในอินเตอร์เน็ตก็ได้จะทำตัวเป็คนรวยทำไม!”
แม้ว่าหลินลั่วตงจะมีนิสัยที่ดีมาก แต่ว่าหม่าิคนนี้ก็ปากเสียจนเกินไปอีกทั้งน้ำเสียงที่ใช้พูดออกมาก็ยังดูไม่ดีนัก ทำให้ใครๆต่างก็อยากจะพุ่งเข้าไปต่อยเขา การได้ออกไปเที่ยวกับพี่สาวในวันหยุดฤดูร้อนนี้พวกเขาได้ขึ้นไปทางเหนือก่อนที่จะค่อยๆ ไล่ลงมาทางใต้ เขารู้สึกได้ถึงธรรมชาติภายในป่าลึกวันคืนที่ล้อมรอบไปด้วยไอหมอกและเสียงนกร้อง หลินลั่วตงรู้สึกว่ามันล้ำค่ามากดังนั้นเขาจึงไปอัดรูปพวกนั้นออกมา
ที่บ้านหลินนั้นต่างก็ตั้งใจเลี้ยงให้เขามีอิสระในตัวเองดังนั้นเื่อะไรที่เขาทำได้ เขาก็จะทำด้วยตัวเองเขาจึงเลือกที่จะไปรับรูปภาพใน่พักกลางวันและตั้งใจว่าตอนเลิกเรียนก็จะได้เอากลับบ้านไปแต่ว่ามันกลับถูกเพื่อนร่วมโต๊ะคนหนึ่งชนเข้า จนรูปภาพกระจายออกมารูปภาพคมชัดที่ถูกถ่ายด้วยกล้อง SLR ทำให้เห็นลวดลายบนแผ่นหลังของผีเสื้อได้อย่างชัดเจนหยาดน้ำที่เปล่งประกายสวยงามอยู่ท่ามกลางเกสรเปล่งประกายสวยงาม...และก็ยังมีรูปภาพที่ลั่วตงแอบถ่ายมาของหลินลั่วหรานด้วยแม้ว่าจะถ่ายมาได้เพียงแค่ครึ่งหน้า แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เห็นได้ถึงความสวยงามของเธอจนเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาต่างพากันอึ้งทึ่งไปหมด
เด็กในสมัยนี้ต่างก็ฉลาด อีกทั้งยังรู้เื่ราวมากมายหากว่าพวกเขาจะรู้จักกล้อง SLR ก็ไม่ใช่เื่แปลกหากว่าเป็รุ่นที่ดีก็อาจจะมีราคามากกว่าห้าหมื่นอีก ทั้งเมื่อรู้ว่ารูปภาพเหล่านี้ต่างก็ถูกถ่ายมาตอนที่ไปเที่ยวเขาหัวชานกับพี่สาวในตอนนั้นเองความรู้สึกในห้องก็เปลี่ยนไปทันทีใครบอกว่าหลินลั่วตงเป็เด็กบ้านนอกจนๆ คนหนึ่งกัน?
ในความจริงแล้ว พวกเขาต่างก็เป็เพียงเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้นพวกเขาไม่ได้หัวสูงอะไรขนาดนั้น แต่เมื่อมีคนเริ่มโห่ร้องขึ้นมาคนที่เข้ามายุ่งกับหลินลั่วตงก็จะถูกคนหัวเราะเยาะและพวกเขาก็เกรงว่าตัวเองจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวแบบหลินลั่วตงสิ่งเหล่านี้ต่างก็เป็แผนการของพวกหม่าิ
หลังจากเื่รูปกระจายออกมา ทุกๆ คนก็ปฏิบัติกับหลินลั่วตงด้วยความอบอุ่นมากขึ้นมีเพียงแค่หม่าิเท่านั้นที่ไม่พอใจอีกทั้งยังพยายามที่จะผลักให้เขากลับไปอยู่ในโลกอันโดดเดี่ยวและมักจะสงสัยอยู่เสมอว่ารูปภาพเ่าั้เป็ของจริงหรือของปลอม
หลินลั่วตงี้เีจะโต้เถียงกับพวกเขา และก็ไม่อยากจะเสียเวลาอธิบาย เมื่อเขาค่อยๆสดใสขึ้นมา พอเกิดเื่เหมือนกับเมื่อก่อนขึ้นอีกครั้งในที่สุดครั้งนี้ก็เริ่มมีคนพูดช่วยเขาขึ้นมาแล้ว
เพื่อนสาวร่วมโต๊ะที่เป็คณะกรรมการนักเรียนคนหนึ่งลุกยืนขึ้นมา
“หม่าิ ทุกคนก็เป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนกันทั้งนั้น เดิมทีที่นายฉีกหนังสือของหวงเวยเจี้ยนมันก็ไม่ถูกอยู่แล้วนะตอนนี้นายยังจะพูดแบบนี้กับหลินลั่วตงอีก นี่มันเกินไปเหรือเปล่า!”
หม่าิถลึงตาขึ้น “เว่ยเสวี่ยนี่มันเื่ของพวกผู้ชาย เธอมายุ่งอะไรด้วย ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยบอกกับเธอแล้วนี่ว่ามันน่ะเป็แค่เด็กจนๆ จากบ้านนอกที่ทำตัวเป็คนรวย...ไม่ใช่ว่าเธอชอบมันใช่ไหมถึงได้ทำตัวดีกับมันแบบนี้ ก่อนหน้านี้ไม่คิดเลยนะว่าเธอจะเป็คนเห็นแก่เงินแบบนี้?”
เมื่อเด็กสาวตัวน้อยถูกหม่าิตำหนิว่าเธอเห็นแก่เงิน คำพูดต่างๆของเธอก็จุกอยู่ที่คอ จนไม่อาจจะพูดออกมาได้ เด็กนักเรียนวัยประถมต่างก็มักจะฟังแกนนำของห้องอยู่เสมอั้แ่ที่เธอได้เป็คณะกรรมการนักเรียนเด็กสาวตัวน้อยก็ไม่เคยถูกพูดจาแบบนี้ใส่อีก น้ำตาเริ่มคลอขึ้นมาบริเวณดวงตาของเธอจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
อีกทั้งภายในห้องเรียนก็ยังมีคนส่งสายตาสงสัยมองมาที่เธอ เธอนึกไปถึงคำว่า ‘รักก่อนวัยอันควร’ ที่เคยได้ยินมาจนในที่สุดเธอก็ไม่อาจจะสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก และมันก็ไหลรินลงมาเรื่อยๆ
หม่าิหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนที่จะจัดการเอากล่องดินสอของหวงเวยเจี้ยนไปทิ้งที่ถังขยะและเดินไปยังด้านหน้าของหลินลั่วตง
“ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเว่ยเสวี่ยบอบบางเกินไปหลินลั่วตงครั้งหน้านายหาคนหนุนหลังที่ดีกว่านี้หน่อยนะแล้วก็ค่อยทำตัวเป็คนรวยอีก ฮ่าๆๆ...”
“ฉันไม่้าคนหนุนหลัง” หลินลั่วตงจ้องมองไปยังหม่าิที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมาก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยความหนักแน่น
“อะไรนะ?” ไม่รู้ว่าหม่าิได้ยินไม่ชัดหรือบางทีเขาอาจจะได้ยินชัดแล้วแต่ไม่อยากจะเชื่อว่าหลินลั่วตงจะสามารถพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ดังนั้นเขาจึงถามกลับอีกรอบ
หลินลั่วตงถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “ฉันไม่้าคนหนุนหลัง และฉัน...ก็จะต่อยแกด้วย” หมัดของเขานั้นไม่ได้รุนแรงมาก แต่เป็เพราะผ่านการฝึกปีนเขามาแล้วดังนั้นเมื่อเขาปล่อยมันออกมาก็ทำให้เด็กอ้วนอย่างหม่าิไม่สามารถจะหลบหนีไปไหนได้
“อ๊ะ!” หม่าิยกมือขึ้นจับที่จมูกของตัวเองเขาถูกพวกลูกน้องรับเอาไว้ ถึงได้ไม่ล้มลงไปที่พื้นเขาไม่คิดเลยว่าหลินลั่วตงจะกล้าต่อยเขา พวกเขานั้นรังแกหลินลั่วตงมาสักพักแล้วและพวกเขาก็พอที่จะรู้ชัดได้ถึงนิสัยของเขา
และที่สำคัญมีคนที่ไหนกัน ที่ระหว่างกำลังจะต่อยคุณแต่ก็ยังบอกคุณว่าเขาจะต่อยคุณก่อน?
เด็กอ้วนหม่าิรู้สึกว่า บริเวณฝ่ามือของเขาอุ่นขึ้นมาเมื่อเปิดออกดูก็พบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดง เขาเืกำเดาไหล!และสิ่งนี้ก็ทำให้ความรู้สึกที่เขามีต่อเด็กจนๆ อย่างหลินลั่วตงเปลี่ยนไป
“ต่อย ต่อยมันให้ตาย!”
พวกลูกสมุนของเขาลังเลขึ้นมา หม่าิจึงพูดต่อ “เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวกลางวัน!”
ภายใต้ความยั่วยวนของ ‘รางวัล’ ลูกสมุนเ่าั้ต่างก็ไม่มีความลังเลอีกต่อไปพวกเขาพุ่งเข้าไปที่ตัวของหลินลั่วตงทันที การทะเลาะกันของเด็กชายตัวน้อยๆไม่ได้มีความรุนแรงมากนัก พวกเขาก็เพียงแค่ต่อยกันไปมั่ว หลินลั่วตงมักจะกินผักในพื้นที่ลึกลับอยู่เสมอทำให้เขามีกำลังอยู่ไม่น้อยแต่ว่าก็ยังไม่อาจจะสู้การถูกรุมล้อมของเด็กอีกหลายคนได้
เมื่อเห็นว่าพวกเขาต่อยตีกันหนักขึ้นเรื่อยๆคนที่อยู่ในห้องเรียนก็ตั้งใจจะแอบออกไปฟ้องครูแต่ก็ต้องถูกหม่าิที่กำลังเืไหลขวางเอาไว้เสียก่อนแ “ใครกล้าไปฟ้องครู ฉันก็จะต่อยไปกับมันด้วยเลย!” เมื่อพูดจบเขาก็หันไปมองเว่ยเสวี่ยด้วยสายตาอันดุร้าย
เมื่อเห็นว่าหลินลั่วตงกำลังถูกรุมต่อยอีกทั้งยังเห็นว่าตัวต้นเหตุของการทะเลาะกันในครั้งนี้อย่างหวงเวยเจี้ยนดูไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆเว่ยเสวี่ยจึงกรีดร้องขึ้นมา “หวงเหวยเจี้ยนนายเป็ผู้ชายอยู่หรือเปล่า!”
หวงเวยเจี้ยนอยากจะเอากระเป๋าใบเก่าของเขากลับมาตั้งหลายครั้งแต่สุดท้ายเขาก็ต้องยกมือกลับมา เขามองไปที่เว่ยเสวี่ยด้วยความจริงจังก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า “ความจริงส่วนมากก็ถือว่าเป็ผู้ชาย...”
ดูเหมือนว่านี่จะเป็ครั้งแรกที่เขาพูดจาขึ้นมาในห้องเรียนเว่ยเสวี่ยไม่ทันได้ใ ก็ถูกคำพูดของเขาทำเอาโมโหขึ้นมาเสียก่อนการเป็ตัวแทนของนักเรียนดีเด่นทำให้เธอไม่ชอบให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนทะเลาะต่อยตีกันนักแต่เมื่อเห็นคนที่ทำให้คนอื่นออกไปต่อยกับคนอื่นแทนและตัวเองก็ไปหลบอยู่ข้างหลังแบบนี้เว่ยเสวี่ยกลับรู้สึกว่าเื่แบบนี้ดูน่ารังเกียจเสียยิ่งกว่าคนที่กำลังต่อยตีกันอยู่เสียอีก
หวงเวยเจี้ยนรับรู้ได้ถึงสายตาดูถูกจากกรรมการนักเรียนเขามองจ้องไปยังกระเป๋าผ้าใบอีกครั้ง อย่างไรก็ถูกดูถูกไปแล้วจากความลังเลของเขาก็เปลี่ยนไปเป็ความสงบใจ พร้อมทั้งคิดขึ้นฉันก็ไม่ได้บอกให้หมอนั่นเข้ามาช่วยสักหน่อย?
หวงเวยเจี้ยนพยายามที่จะพูดปลอบประโลมตัวเองแต่ว่าเมื่อมองไปยังหลินลั่วตงที่ออกตัวไปต่อยตีกับพวกนั้นเพื่อช่วยเขาเขาก็อดที่จะก้มหน้าลงเพื่อปิดบังความผิดปกติในแววตาของเขาไปไม่ได้
และในตอนที่พวกเขากำลังต่อยตีกัน หม่าิก็กำลังรู้สึกคันยิบๆ ที่จมูกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง
“คุณครูชิว...นี่คือชั้น ป.6 ห้อง 3 ที่คุณบอกว่ารักใคร่สามัคคีกันดีใช่ไหม?”
น้ำเสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ทำเอาหลินลั่วตงนิ่งไปจนถูกเด็กผู้ชายคนหนึ่งต่อยเข้าที่หน้าจนเืไหลออกมาจากมุมปาก
“หยุดต่อยกันได้แล้ว!”
ครูประจำชั้นดันตัวของเด็กอ้วนที่ยืนขวางประตูอยู่ออกเขารู้สึกว่าใบหน้าของเขานั้นร้อนระอุขึ้นมาก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะอวดต่อหน้าสาวสวยไปถึงระบบการเรียนในโรงเรียน และบรรยากาศในห้อง 3 แต่ตอนนี้กลับถูกเ้าพวกเด็กซนทั้งหลายเอาความจริงขึ้นมาตบหน้าและนั่นก็ทำให้หนุ่มโสดอย่างครูประจำชั้นโมโหขึ้นมา
อีกทั้งคนที่หญิงสาวมาพบก็ยังถูกเพื่อนร่วมห้องกำลังรุม ‘ต่อย’ อยู่อีกและนี่ก็ยิ่งทำให้ครูประจำชั้นรู้สึกว่า ใบหูของเขากำลังถูกไฟลุกไหม้
ไม่ว่าจะเป็เด็กที่ก้าวร้าวเพียงใดแต่เด็กนักเรียนตัวน้อยก็ยังกลัวคุณครูอยู่ดี โดยเฉพาะครูประจำชั้นดังนั้นเด็กพวกนั้นจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง และไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“บอกมาสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” คุณครูประจำชั้นโมโหขึ้นมาหากว่าไม่จำเป็ต้องรักษาภาพพจน์เอาไว้ คำพูดของเขาก็คงจะแย่ลงไปกว่านี้อีก
กรรมการนักเรียนอย่างเว่ยเสวี่ยรีบเล่าที่มาของเื่ราวทั้งหมดออกมาอย่างว่องไวและนี่ก็ยิ่งทำให้คุณครูประจำชั้นยิ่งรู้สึกอึดอัดขึ้นมา แม้ว่าจะฟังดูเป็ ‘เื่จริง’ แต่ว่าทำไมหลินลั่วตงถึงเป็ฝ่ายเริ่มขึ้นมาก่อนล่ะ? แล้วแบบนี้จะจัดการอย่างไรดี...
หลินลั่วตงแอบมองไปที่ยังประตู หลินลั่วหรานยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเขาดูไม่ออกว่าเธอกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ในใจของหลินลั่วตงจึงเริ่มเต้นแรงขึ้นมา
อยู่ๆ เว่ยเสวี่ยก็ส่งเสียงร้อง อ๊ะ ขึ้น “คุณคือพี่สาวของลั่วตง!” ความจำของเด็กสาวตัวน้อยนั้นดีมาก แม้ว่าเธอจะเคยเห็นมาเพียงแค่ครึ่งหน้าแต่เธอก็สามารถรู้ได้ในทันที และนี่ก็ทำให้พวกหม่าิรวมทั้งหวงเวยเจี้ยนก็ต้องมองออกไปยังด้านนอกด้วยความใ
พี่สาวของหลินลั่วตงดูเหมือนกับดาราในโทรทัศน์ คุณย่าครับทำไมถึงไม่ใช่พี่สาวของผมล่ะ?!
หม่าิคิดขึ้นมาด้วยความโมโหเมื่อนึกถึงว่าเขากำลังต่อยน้องชายของพี่สาวที่ดูหน้าตาเหมือนกับดาราคนนี้เขาก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา
หวงเวยเจี้ยนลอบมองไปที่เธอ ก่อนที่จะหันหน้าไปทางอื่น ดังนั้นเขาจึงไม่ทันได้สังเกตว่าหลินลั่วหรานกำลังจ้องมองอย่างพิจารณามาที่ตัวเขาอยู่ตลอด
เธอดึงสายตากลับมาจากเด็กชายที่นั่งเงียบและมีเรือนผมปกปิดใบหน้ากลับมาก่อนที่หลินลั่วหรานจะเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ “ควรจะจัดการยังไงก็จัดการแบบนั้นเถอะค่ะลั่วตงทำตัวไม่ดี คุณครูต้องลำบากแย่”
หลินลั่วตงถอนหายใจออกมาแต่ใบหน้าของพวกหม่าินั้นกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะเดินไปที่ห้องพักครูตามที่ครูประจำชั้นบอก
เว่ยเสวี่ยเดินตามไปเป็คนสุดท้าย เธอพูดขึ้นมาด้วยความสะอึกสะอื้น“มันไม่ใช่เื่ของลั่วตงเลยนะคะ พวกหม่าิมาหาเื่แถมยังรังแกหวงเวยเจี้ยนก่อน แล้วเขาก็ด่าหนูด้วย...ลั่วตงถึงได้ต่อยพวกเขา”
หลินลั่วหรานพยักหน้าแสดงให้เห็นว่า เธอเชื่อในคำพูดของเด็กสาวตัวน้อยเว่ยเสวี่ยถึงได้เดินตามออกไป เธอเป็พยานคนหนึ่งดังนั้นจึงจำเป็ที่จะต้องไปที่ห้องพักครูด้วย
ความจริงสายตาของหลินลั่วหรานนั้นหยุดอยู่บนร่างของหวงเวยเจี้ยนที่เดินตามคนอื่นไปอย่างเงียบสงบ เขาเป็ชนวนของเื่นี้เด็กชายคนนี้ดูต่ำต้อยมากก็จริง แต่ว่าถูกรังแก แถมยังถูกฉีกสมุดการบ้านทั้งๆที่ถูกเด็กพวกนั้นหาเื่ตั้งขนาดนั้น หลินลั่วหรานรู้สึกแปลกใจที่หวงเวยเจี้ยนทนรับกับมันมาได้
ดูเหมือนว่า การย้ายมาใหม่ของเขา จะเป็เพียงเื่บังเอิญหรือว่ามีคนตั้งใจกันแน่?
หลินลั่วหรานหรี่สายตาของเธอลง และคนที่รู้จักเธอดีต่างก็มักจะรู้ว่านี่คือสัญญาณแห่งอันตรายอย่างหนึ่ง
