บทที่ 158 ไม่ใช่ยาชิงหลิง?
เพราะวัตถุดิบที่ตระกูลลู่นำออกมาในครั้งนี้เหมือนกับวัตถุดิบปรุงโอสถของลู่เหว่ยเฉินก่อนหน้านี้ทุกประการ เห็นได้ชัดว่าลู่หงิกำลังจะปรุงยาชิงหลิงเช่นกัน ทั้งยังบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าตระกูลลู่พุ่งเป้าไปที่เขาหนิงชุยเฟิงโดยตรง เพราะถึงเสิ่นตานเจวี๋ยกับหวันต่านเยวี่ยจะไม่อยากยอมรับ อย่างไรแล้วก็ต้องจำใจยอมรับ ตระกูลลู่ในยามนี้มีโอสถขั้นห้าหลากหลายชนิดจนเขาหนิงชุยเฟิงเทียบไม่ติด
ความสามารถของเขาหนิงชุยเฟิงในฐานะที่เป็สำนักสาขาของสำนักจิ่วติ่ง ย่อมต้องมีสูตรปรุงโอสถขั้นห้าอยู่จำนวนไม่น้อย แต่โอสถที่เสิ่นตานเจวี๋ยสามารถปรุงออกมาได้อย่างเชี่ยวชาญมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น กระนั้นหวันต่านเยวี่ยศิษย์พี่ของเขาก็สูตรปรุงโอสถอยู่มากมาย เพียงแต่ในงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะครั้งก่อน ทั้งสองต่างปรุงโอสถเพียงสองชนิด หนึ่งชนิดใช้แก้พิษ อีกหนึ่งชนิดใช้บำเพ็ญเพียร
ทว่าตอนนี้ทั้งที่ตระกูลลู่มีสูตรปรุงโอสถอยู่มากมายกลับไม่ปรุงออกมา เจาะจงเลือกปรุงยาชิงหลิงชนิดเดียวกับที่เสิ่นตานเจวี๋ยปรุง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เห็นเขาหนิงชุยเฟิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย แล้วจะไม่ให้พวกเขาสองคนโกรธได้อย่างไร
เซินหยวนชิงและบรรดาลูกศิษย์เขาหนิงชุยเฟิงต่างมิใช่ผู้โง่เขลา แม้จะปรุงโอสถขั้นห้าไม่ได้ แต่สายตาของพวกเขาก็พอจะมีแววอยู่บ้าง ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจวิธีการของตระกูลลู่ แต่ก็ไม่อาจพูดอะไรออกไปได้
ณ ูเาเทียนฉยง ลู่อวี่กำลังนั่งดื่มชากับผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตระกูลลู่ที่ด้านหลังของูเา ใบชาที่ใช้คือกลีบดอกของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น ทว่ามันไม่ได้ถูกนำมาชงชาโดยตรง แต่ผ่านกรรมวิธีลับบางอย่างก่อนจะนำมาใช้แทนใบชา
“ลู่อวี่น้อย ทางด้านนั้นหงิเริ่มลงมือปรุงโอสถแล้ว เ้าคิดจะไปที่นั่นเมื่อไรกัน หากไปสายคงดูไม่ดีแน่!” ลู่ไท่ชังกล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ
ผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตระกูลลู่ ลู่ไท่ชังไม่คิดจะเรียกร้องอะไรจากอนุชนตระกูลลู่ที่อยู่ตรงหน้านี้แล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะ้าทำอะไร เขาล้วนสนับสนุนทั้งสิ้น ตอนนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบปีก็ฝึกฝนจนมีพลังยุทธ์ถึง่ปลายของขั้นฟันฝ่า หากนับคนรุ่นเยาว์ทั้งหมดในเทียนตูก็นับว่าเป็สุดยอดเหนือผู้ใดแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นักปรุงโอสถขั้นห้าที่คู่ควรแก่การยกย่องอีก แม้แต่โอสถวิเศษขั้นสี่เขาก็สามารถปรุงออกมาได้ แล้วตัวเขาจะไม่พอใจได้อย่างไรเล่า?
“ไม่ต้องรีบร้อน ทักษะปรุงโอสถของผู้เฒ่าห้าย่อมเหนือชั้นกว่าลู่เหว่ยเฉินหลายขุม วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงก็มีมากกว่า ต้องใช้เวลาในการปรุงโอสถนานกว่าอยู่แล้ว น่าเสียดายที่ตระกูลลู่ของพวกเราไม่มี ‘วารีทิพย์บุปผา์’ หากใช้วารีชนิดนั้นแช่กลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น นอกจากจะให้รสชาติที่แตกต่างออกไปแล้ว ยังมีประสิทธิภาพช่วยชำระล้างจิติญญาได้ใกล้เคียงกับโอสถขั้นห้าด้วย!”
ลู่ไท่ชังส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวอย่างหงุดหงิด “วารีทิพย์บุปผา์เป็หนึ่งในของวิเศษแห่งโลกา์ แม้ข้าจะไม่ใช่นักปรุงโอสถ แต่ก็ทราบดีว่าหากใส่วารีชนิดนี้ลงไประหว่างการปรุงโอสถเพียงหนึ่งหยด ก็สามารถเพิ่มความสำเร็จ ปริมาณและคุณภาพของโอสถได้แล้ว! แต่เ้ากลับคิดจะเอามันมาชงชา ช่างสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยแท้!”
ลู่อวี่หัวเราะเบาๆ แม้ไม่ได้โต้เถียงกลับไป แต่ในใจของเขากลับแอบไม่เห็นด้วย วารีทิพย์บุปผา์แม้จะล้ำค่า แต่การนำมาชงชาจากกลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น กลับให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมกว่าการนำไปปรุงโอสถยิ่งนัก แต่ในเมื่อลู่ไท่ชังกล่าวออกมาเช่นนั้นแล้ว หากเขาจะเถียงอีกฝ่ายและอวดความรอบรู้ของตนเองก็คงไม่เป็การดี และไม่ใช่เื่จำเป็แม้แต่น้อย
ตอนนี้ลู่อวี่ปรับตัวเข้ากับตัวตนในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชาติที่แล้วเขาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว นอกจากการปรุงโอสถแล้ว ก็ ไม่เคยคิดจะััการมีสหายหรือครอบครัวแม้แต่น้อย แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาอยากจะลองััอารมณ์ความรู้สึกเ่าั้ขึ้นมา ด้วยฐานะและชื่อเสียงของเขาในวันวาน ย่อมยากต่อการหาคนที่จริงใจต่อเขาได้
ในจวนหลังเล็กที่ลู่อวี่ใช้เป็สถานที่ฝึกฝน ลู่หนานกับจีชิงรั่วกำลังพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยอยู่ในศาลาขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ลู่หนานกอดจิ้งจอกเสี่ยวไป๋ที่เอากลับมาจากเป่ยหยวนขณะเบ้ปาก กล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “ชิงรั่ว เ้าว่าพี่ชายใจร้ายเกินไปหรือไม่ มีเื่อะไรดีๆ แต่กลับไม่ยอมพาพวกเราไปด้วย ได้ยินว่าด้านหลังเขาของตระกูลเรามีต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นอายุกว่าหมื่นปีอยู่ด้วย ทั้งสูงทั้งใหญ่ ตอนนี้เป็่ที่ต้นไม้กำลังออกดอกพอดี นอกจากกลิ่นจะหอมมากๆ แล้ว หากได้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่ใต้ต้นของมันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเป็สองเท่า พี่ชายกลับไปมีความสุขอยู่เพียงผู้เดียว ทิ้งพวกเราสองคนเอาไว้ที่นี่!” นางกล่าวไปพลางใช้มือลูบขนจิ้งจอกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนไปด้วย ทำเอาขนสีเงินแสนสวยของจิ้งจอกน้อยพันกันยุ่งเหยิงไปหมด ดวงตาวาววับราวกับทับทิมของมันฉายแววน่าสงสารอยู่เล็กน้อย
จีชิงรั่วมีนิสัยอ่อนโยน หลังจากฟังที่ลู่หนานบ่นแล้ว นางก็ก้มมองเสี่ยวไป๋ผู้น่าสงสารที่อยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย เม้มปากเล็กน้อยก่อนจะเงียบไปสักพัก “อาจารย์ไปหาท่านผู้เฒ่าสูงสุดเพื่อปรึกษาหารือเื่สำคัญ เื่หลายอย่างคงไม่อาจบอกให้พวกเราทราบได้ ย่อมไม่อาจพาพวกเราไปด้วยได้ หากวันหน้ามีโอกาส ไว้พวกเราค่อยไปด้วยกัน!”
ลู่หนานถูกคนตระกูลลู่ตามใจจนเคยตัว ไหนเลยจะยอมฟังคำพูดของจีชิงรั่ว ดวงตาคู่สวยกรอกไปมาก่อนจะเอ่ยเสียงออดอ้อน “ไม่เอาน่า อีกประเดี๋ยวพวกเราแอบไปดูด้วยกันเถิด อย่างไรเสียพี่ชายก็ต้องไปปรุงยาที่เนินเขาเล็กๆ ลูกนั้น เพื่อประชันขันแข่งกับเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว พวกเราเพียงแอบไปกันเงียบๆ ไม่มีทางเกิดปัญหาขึ้นแน่”
ใบหน้าของจีชิงรั่วซีดเผือดลงเล็กน้อย รีบส่ายหัวรัวๆ ”ไม่ได้ ไม่ได้ ท่านผู้เฒ่าสูงสุดสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก พวกเราแอบไปอย่างไรก็ต้องโดนจับได้อยู่ดี”
“วางใจเถิด ท่านผู้เฒ่าสูงสุดไม่ว่าอะไรหรอก แม้ว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ในตระกูลลู่ สถานที่แห่งนั้นจะถือเป็เขตต้องห้าม แต่สำหรับพวกเราแล้วมันไม่ใช่เขตหวงห้ามอะไรสักหน่อย ขอเพียงไปแล้วไม่สร้างความเสียหายให้กับข้าวของที่นั่น ท่านผู้เฒ่าสูงสุดจะต้องไม่เอาเื่พวกเราแน่นอน”
จีชิงรั่วก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องอยู่ดี นางโคลงศีรษะน้อยๆ ของตัวเองแล้วเอ่ยว่า “หากอาจารย์รู้เข้าจะต้องโกรธแน่ๆ!”
“เหตุใดถึงต้องกลัวเขาเล่า? หากเขากล้าดุข้า ข้าจะบีบน้ำตาร้องไห้ใส่เขาเอง! เอาละๆ ชิงรั่ว หากเกิดเื่อะไรขึ้นมา ข้าจะรับผิดชอบเอง!”
จีชิงรั่วใช้ชีวิตร่วมกับลู่หนานมาเป็เวลานานไม่น้อย เหตุใดจะไม่รู้จักนิสัยของอีกฝ่าย นางจึงพยายามโน้มน้าวต่ออีกว่า “เช่นนั้นแล้ว มิสู้พวกเราไปที่งานชุมนุมโอสถเล่า? อีกประเดี๋ยวท่านอาจารย์ก็น่าจะลงมือปรุงโอสถแล้ว ที่นั่นมีผู้คนมากมายมารวมตัวกัน คงคึกคักไม่น้อย!”
ดวงตาของลู่หนานเบิกกว้างประหนึ่งเจอเป้าหมายใหม่ ก่อนจะใช้สายตามองสำรวจจีชิงรั่วอย่างละเอียด จนกระทั่งเด็กสาวที่ถูกจ้องมองทำตัวไม่ถูกและต้องถามออกไปว่า “เหตุใดเ้าถึงมองข้าเช่นนี้? ข้าพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?”
“ฮึ อย่าคิดว่าจะเล็ดลอดจากสายตาของข้าไปได้นะ ชิงรั่ว เดี๋ยวนี้เ้าเริ่มรู้จักทำตัวเป็เด็กไม่ดีแล้วสินะ ถึงได้กล้าเลือกเดินไปคนละทางกับพี่สาวคนนี้ แล้วยังกล้าพูดจาเบี่ยงเบนความคิดของพี่สาวอีก ข้าจะต้องลงโทษเ้าสักหน่อยแล้ว!”
ลู่หนานกล่าวเช่นนั้นแล้วกระโจนเข้าหาจีชิงรั่ว จับตัวนางแล้วเริ่มจักจี้อีกฝ่าย จีชิงรั่วที่ถูกลู่หนานจับตัวก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ นางหัวเราะไปพลาง พยายามดิ้นหนีจากการจักจี้ของลู่หนานไปพลาง เด็กสาวทั้งสองหยอกเย้ากันอยู่พักใหญ่ ก่อนลู่หนานจะเอ่ยขึ้นมา “เอาละ ไปกันเถอะ คาดว่าตอนนี้พวกพี่ชายน่าจะไปกันหมดแล้ว กว่าจะไปถึงที่นั่นต้องใช้เวลาอีกสักพักเลย!”
จีชิงรั่วรู้ว่าหากลู่หนานตัดสินใจแล้วก็ยากจะเปลี่ยนความคิดนางได้ ในตระกูลลู่นางมีอีกฝ่ายเป็สหายเพียงผู้เดียวเท่านั้น จึงต้องยอมติดตามนางไปอย่างไร้ทางเลือก อย่างไรเสียด้วยนิสัยของท่านอาจารย์ลู่อวี่แล้ว ต่อให้พวกนางสองคนจะก่อเื่วุ่นวายก็คงไม่ลงโทษอะไรมากนัก อย่างมากก็คงโดนตำหนิสักสองสามประโยค อีกอย่างนางก็สงสัยเหมือนกันว่าต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นวิเศษอย่างไร มีโอกาสทั้งทีก็อยากไปดูให้เห็นกับตา
ในสถานที่จัดงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋น ลู่หงิกำลังนั่งขัดสมาธิกลางอากาศ ดวงตาสองข้างปิดสนิท ฝ่ามือซัดลำแสงิญญาออกมาเป็ครั้งคราว ท่าทางดูผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด
แม้นักปรุงโอสถทั้งสองคนของตระกูลลู่จะเป็นักปรุงโอสถขั้นห้าเฉกเช่นเดียวกัน แต่ท่าทางการร่ายเวทที่ใช้ในการปรุงโอสถกลับแตกต่างจากเขาหนิงชุยเฟิงไม่น้อย นักปรุงโอสถหลายคนมองแทบไม่ออกว่าเคล็ดวิชาเ่าั้คือสิ่งใด นับั้แ่ครั้งแรกที่เห็นลู่เหว่ยเฉินปรุงโอสถได้จำนวนหลายร้อยเม็ด พวกเขาก็พอจะทราบแล้วว่าเคล็ดวิชาที่คนตระกูลลู่ใช้กัน น่าจะเป็เคล็ดวิชาลับบางประการ
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น คนเหล่านี้ก็ยังได้รับประโยชน์น้อยบ้างมากบ้างปะปนกันไป เพราะการได้เห็นวิชาการปรุงโอสถที่แตกต่างออกไป ย่อถือเป็ประโยชน์ต่อพวกเขาเช่นเดียวกัน แต่เพราะหลายคนมองไม่ออก ภายในสถานที่จัดงานจึงยังมีเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ ไม่เงียบสนิทเหมือนเมื่อครั้งงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะของเขาหนิงชุยเฟิง มีผู้คนไม่น้อยถ่ายทอดเสียงหากัน หรือไม่ก็กระซิบกระซาบปรึกษาหารือกัน
“ผู้เฒ่าห้าตระกูลลู่ผู้นี้ไม่ว่าจะด้านพลังหรือฝีมือ ย่อมเหนือกว่าลู่เหว่ยเฉินที่ปรากฏตัวคนแรกอยู่ไม่น้อย คาดว่าการปรุงโอสถของเขาอย่างน้อยๆ ก็ต้องได้พันเม็ดขึ้นไปกระมัง ก่อนหน้านี้ลู่เหว่ยเฉินสามารถปรุงโอสถออกมาได้หกร้อยถึงแปดร้อยเม็ด เป็เพียงการคาดการณ์คร่าวๆ เท่านั้น แต่ตัวเลขก็ไม่น่าจะคลาดเคลื่อนไปจากนี้!”
“เป็เช่นนั้นจริงๆ ตอนนี้ดูท่าฝีมือนักปรุงโอสถตระกูลลู่จะเหนือกว่าเขาหนิงชุยเฟิงอยู่ขั้นหนึ่งอย่างแท้จริง ไม่รู้เลยว่าลู่อวี่ นายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นจะมีฝีมือเก่งกาจมากเพียงใด ช่างน่าตั้งตารอเสียจริง”
“ฮ่า ไม่ว่าตระกูลลู่หรือเขาหนิงชุยเฟิงผู้ใดจะร้ายกาจกว่ากัน ครั้งนี้ข้านับว่าร่ำรวยมหาศาลแล้ว ข้าถึงขั้นเอาอาวุธของตนเองไปจำนำเชียวนะ หากไม่ฉวยโอกาสนี้กอบโกยสักหน่อย คงเป็การผิดต่อตัวเอง วันนี้ดูเหมือนจะมีความหวังครั้งใหญ่เสียแล้ว!”
หลายคนที่ได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายพากันลอบขำในใจ คนที่ร่ำรวยเงินทองก็พากันมองชายวัยสี่สิบที่เป็คนพูดออกมาด้วยสายตาดูิ่เหยียดหยาม แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ก็มีคนนึกอะไรขึ้นได้จึงอุทานเสียงดังว่า “นั่นย่อมไม่ถูกต้อง ข้าจำได้ว่าาาโอสถของเขาหนิงชุยเฟิงเคยบอกเอาไว้ การปรุงยาชิงหลิงไม่ได้มีความยากลำบากอะไรถึงเพียงนั้น เพียงแต่กลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่เป็หนึ่งในวัตถุดิบหลัก เป็ถึงหนึ่งสมุนไพรวิเศษแห่งโลกา์ ล้ำค่าอย่างยิ่ง ตระกูลลู่จะมีมันอยู่ได้อย่างไร? ไหนว่าเขาหนิงชุยเฟิงมีเพียงต้นอ่อนเท่านั้น?”
คนจำนวนมากเบนสายตาไปทางคนของเขาหนิงชุยเฟิงและตระกูลลู่ นักปรุงโอสถทั้งหลายล้วนให้ความสนใจกับทักษะการปรุงโอสถของตระกูลลู่ แต่พอมีคนอุทานออกมาเช่นนั้น พวกเขาก็ตอบสนองในเสี้ยวพริบตา
นอกจากเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว ในเทียนตูล้วนไม่มีที่ใดมีต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นอยู่อีก ไม่ใช่ว่าตระกูลลู่กำลังปรุงยาอื่นที่ไม่ใช่ยาชิงหลิงหรือ?
เสิ่นตานเจวี๋ยกับหวันต่านเยวี่ยที่นั่งเงียบมาตลอดจับใจความตรงจุดนี้ได้ พวกเขาหันไปสบตากันเล็กน้อย ภายในใจมีทั้งความตกตะลึงและสงสัย ไม่ใช่ว่าตระกูลลู่เองก็มีต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นเช่นกันหรือ?
ครั้งก่อนเสิ่นตานเจวี๋ยปรุงยาชิงหลิงครั้งเดียวได้สามร้อยกว่าเม็ด เขาได้ใช้กลีบดอกทั้งหมดจากต้นอ่อนของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่เขาหนิงชุยเฟิงมีอยู่ไปจนหมดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตระกูลลู่ก็ไม่มีทางเสาะหามาได้ ไม่น่าเชื่อว่านอกจากเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว จะยังมีต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นอยู่ที่อื่นอีก หรือในอีกกรณีคือตระกูลลู่มีต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นอยู่ั้แ่แรก?
แต่จำนวนกลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่สามารถปรุงยาชิงหลิงได้หกถึงเจ็ดร้อยเม็ด ก็มากเกินกว่าที่เขาหนิงชุยเฟิงจะแบกรับไหวแล้ว ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นที่ตระกูลลู่อยู่จะมีอายุเป็พันปีเชียวหรือ?
แม้พวกเขาจะมีความสงสัยอัดแน่นเต็มอก แต่ที่มากไปกว่านั้นคือความตกตะลึง ถึงพวกเขาจะไม่อยากยอมรับ ทว่าคำตอบที่คิดไว้กลับดูมีความเป็ไปได้มากที่สุด เพราะต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นเป็ของที่ล้ำค่าอย่างมาก ไม่ว่าตระกูลใดจะอยู่ก็คงไม่ปล่อยให้ข้อมูลเล็ดลอดออกมาได้ อีกประการหนึ่ง คงไม่มีทางมอบกลีบดอกต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นให้ผู้อื่นจำนวนมากเช่นนี้ด้วย
เมื่อครู่นี้ยาชิงหลิงที่ลู่เหว่ยเฉินปรุงสำเร็จยังมีปริมาณมากกว่าตอนที่เสิ่นตานเจวี๋ยปรุงด้วย ส่วนเื่จะเป็ยาชิงหลิงจริงหรือไม่นั้น เสิ่นตานเจวี๋ยไม่ต้องเสียเวลาคิดสักนิด ด้วยอำนาจและฐานะของตระกูลลู่ในยามนี้ แทบไม่มีโอกาสที่โอสถเ่าั้จะเป็ของปลอมได้เลย
