ในสองสามวันนี้ ไป๋เซียงจู๋ฝากยาที่นางทำเสร็จให้คนคนนั้นนำไปส่งให้พี่ชายแล้ว เชื่อว่ามันจะช่วยพี่ชายนางกับน้าสามได้
แม้นางใช้ประโยชน์จากการเกิดใหม่ของตนจนล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้ามากมาย พยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างยกเว้นสิ่งที่เป็ภัยต่อนางเอง ทว่านางไม่คิดเข้าไปวุ่นวายกับการสร้างวีรกรรมหนนี้ของน้าสาม ในยุคสมัยที่จักรพรรดิคือเสาหลักแผ่นดิน การช่วยฮ่องเต้ให้พ้นภัยถือเป็คุณูปการยิ่งใหญ่สูงสุดนอกเหนือจากการติดตามปรนนิบัติพระองค์ มิใช่ว่าใครอยากกระทำก็จะได้รับโอกาส เมื่อมีคุณงามความดีนี้ติดตัว ตราบเท่าที่ฮ่องเต้เหยียนตี้ยังครองราชย์ และจวนไป๋ไม่ก่อการอะไรร้ายแรงถึงขั้นฏต่อบัลลังก์ รับรองว่าเกียรติยศและความภาคภูมิจะคงอยู่นับร้อยปี
แต่หากไม่หยุดยั้งโอกาสนี้ ต่อไปตระกูลไป๋จะรุ่งเรืองเฟื่องฟู จะมีคนที่้าประจบประแจงพวกเขาจวนไป๋มากขึ้นเรื่อยๆ และฮ่องเต้ก็จะทรงประสงค์พระราชทานวิวาห์ด้วยเช่นกัน ย่อมไม่พ้นต้องกลายเป็ชายาขององค์ชายสักพระองค์
นางไม่อยากคลุกคลีกับคนของราชวงศ์อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่อยากทิ้งทั้งชีวิตที่เหลือของตนลงในขุมนรกนี้
ฉะนั้นในชาตินี้ นางต้องไม่ข้องเกี่ยวกับราชวงศ์อีกเป็อันขาด เมื่อข่าวท่านน้าสามช่วยชีวิตฮ่องเต้มาถึงเมืองหลวง นางจะชิงขอให้ท่านยายจัดแจงวิวาห์แก่ตนก่อน ถ้าชาตินี้หนีชะตากรรมเ้าสาวพระราชทานไม่พ้น จะแต่งงานกับใครก็เหมือนกันทั้งนั้น ไยนางจึงไม่หาบุรุษที่ฐานะสมกันสักคนก่อนน้าสามกับพี่ชายจะสร้างความดีความชอบเล่า แม้ไร้เสน่หา อยู่อย่างเคารพซึ่งกันและกันไปทั้งชีวิตก็ไม่เลว อย่างน้อยต้องหมั้นหมายเป็เื่เป็ราวไว้ก่อน ฉวยโอกาสที่ท่านยายยังมีอำนาจตัดสินใจแทนนางในตอนนี้นี่แล...
พอถึงเวลาที่นางโตพอจะออกเรือนคงมีความผันแปรมากมาย แต่นางก็น่าจะได้แก้แค้นแล้ว ถึงตอนนั้นสัญญาหมั้นหมายในวันวานยังคงอยู่ จวนไป๋จะไม่ผิดคำสัญญาให้เสื่อมเกียรติแน่ และเมื่อเหล่าองค์ชายเป็ฝั่งเป็ฝากันหมด สถานะหมั้นหมายของนางเด่นหราปานนั้น ย่อมไม่มีเหตุผลให้ไปเป็สนมของใครอีก
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ประตูจันทราของเรือนเซียงเหอ แม่เฒ่าจางก็มาต้อนรับ
“คุณหนูใหญ่มาแล้วหรือเ้าคะ นายหญิงกำลังสวดมนต์ อีกประเดี๋ยวคุณหนูใหญ่ค่อยมาใหม่ดีหรือไม่” แม่เฒ่าจางยิ้มระรื่นจนริ้วรอยปรากฏทั่วใบหน้า แลเป็มิตรกับไป๋เซียงจู๋ยิ่งนัก
ไม่เป็มิตรได้อย่างไรเล่า กอเอี๊ยะที่คุณหนูให้มาคราวก่อน ถึงกลิ่นและส่วนผสมไม่เลิศเลอเท่าของที่ขายทั่วไป ทว่ามันใช้ดีเหลือเกิน อายุอานามนางก็มิใช่น้อยแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็บ่าวเฒ่าที่คอยรับใช้เ้านาย ย่อมเจ็บออดๆ แอดๆ อยู่เป็นิจ ทั้งปวดเมื่อยเนื้อตัวและนอนไม่หลับถือเป็เื่ปกติ พออากาศเริ่มหนาวแบบนี้ก็ยิ่งทรมาน ครั้งก่อนคุณหนูนำกอเอี๊ยะแก้ปวดมามอบให้นายหญิง จึงเอามาฝากตนด้วยสองชิ้น บรรเทาอาการได้ดีทีเดียวเชียว นางตั้งตาคอยให้คุณหนูนำมาฝากอีกสักหน ในที่สุดก็สมใจจนได้
“ไม่เป็ไร ข้าจะเข้าไปสวดมนต์เป็เพื่อนท่านยาย” ไป๋เซียงจู๋ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มละไม กวักมือให้สัญญาณตู้เจวียนที่เดินตามหลัง ตู้เจวียนรับทราบ ส่งถุงหอมปักลายดอกบัวกับกอเอี๊ยะหลายแผ่นให้แม่เฒ่าจาง
“คุณหนูบอกว่าถุงหอมนี่มีฤทธิ์คลายเครียด ด้านในใส่สมุนไพรจำพวกโกฐจุฬาลัมพากับเครื่องหอม วางข้างหมอนช่วยให้นอนหลับง่าย แถมยังใช้ไล่ยุงในหน้าร้อนได้ด้วย” ตู้เจวียนอธิบายขณะยื่นของให้แม่เฒ่าจาง
แม่เฒ่าจางั์ตาเป็ประกายทันที ซาบซึ้งในน้ำใจอย่างเหลือล้น ของเหล่านี้ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน โรคประจำตัวนี้อยู่กับนางมาหลายปี โชคดีที่ได้อานิสงส์จากนายหญิง อีกอย่างก็เพราะคุณหนูใหญ่จิตใจงาม อุตส่าห์นึกถึงยายแก่คนนี้ น้ำใสรื้นดวงตาที่พร่ามัวตามวัย เอ่ยคำขอบคุณไม่ขาดปาก “ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ลำบากแย่เลย บ่าวเป็อย่างนี้มานาน ก็มีแค่คุณหนูใหญ่นี่แหละที่ใส่ใจ”
ไม่เรียกใส่ใจแล้วจะเรียกอะไร ตนมีลูกชายหนึ่งคน เป็ทหารยามเฝ้าประตูวังหลวง ส่วนลูกสาวก็ออกเรือนไปอยู่ห่างไกล ลูกชายนางมีลูกชายลูกสาวรวมสามคน แค่เวลาเลี้ยงปากท้องครอบครัวตัวเองยังแทบไม่พอ จะมาดูดำดูดีหญิงชราคนนี้ได้เสียที่ไหน
“แม่เฒ่าจางอย่าพูดแบบนี้สิ ท่านอยู่ดูแลท่านยายอย่างใกล้ชิด ทุ่มเทกายใจเต็มที่ จู๋เอ๋อร์เพียงแต่ทำในส่วนของตนเอง ยาพวกนี้มีประโยชน์ต่อท่านก็ถือเป็เื่น่ายินดี แม่เฒ่าจางไม่ต้องคิดมากนะ”
ไป๋เซียงจู๋ส่ายศีรษะปฏิเสธคำขอบคุณ กล่าวให้กำลังใจแม่เฒ่าจางสักพัก จากนั้นก็เดินนำตู้เจวียนเข้าโถงพระไป
แม่เฒ่าจางมองตามแผ่นหลังของไป๋เซียงจู๋ ความรู้สึกซาบซึ้งเอ่อล้นหัวใจ จะไม่ซาบซึ้งได้อย่างไร ตอนไม่สบายกายก็มีแต่ตนที่รู้ พอวันนี้ได้ยาดูแลรักษาแล้ว ทั้งยังเป็ของที่คุณหนูใหญ่ทำขึ้นด้วยความสามารถของตนเอง แม่เฒ่าจางยิ่งชื่นชมคุณหนูใหญ่ ระลึกถึงน้ำใจไมตรีของนาง
เมื่อเข้าสู่โถงพระ ไป๋เซียงจู๋ลดเสียงฝีเท้าลงจนแ่เบา
ที่นี่เปรียบดั่งดินแดนสุขาวดีอันบริสุทธิ์ ท่านยายให้ความสำคัญกับการสำรวมกิริยา นางจึงเข้าใจและปฏิบัติตาม
ควันสีเทาในกระถางธูปลอยคลุ้งวนเป็เกลียว พระพักตร์ของพระโพธิสัตว์บนโต๊ะบูชาเปี่ยมความกรุณา เพียงได้เห็นจิตใจก็เป็สุข
นางคุกเข่าลงบนเบาะรองอย่างละมุนละม่อม ประนมสองมือแนบอก อธิษฐานด้วยใบหน้าเลื่อมใส
ชั่วขณะที่ไป๋เซียงจู๋ก้าวเข้าประตูมา อันที่จริงฮูหยินเฒ่าไป๋รับรู้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ลืมตามอง เพราะนางนึกว่าไป๋เซียงจู๋จะทำเหมือนไป๋ชิงโหรว ร้องแรกแหกกระเชอ ไม่ก็ขยุกขยิกอยู่ไม่สุข น่าหงุดหงิดเหลือทน ทว่าเด็กคนนี้มีปัญญาไหวพริบอย่างที่คาด สุขุมเยือกเย็น สงบดุจน้ำนิ่ง ตั้งใจเคารพพระพุทธองค์ นางพึงพอใจมาก
ตนเคยปล่อยปละละเลยหลานสาวคนนี้เกินไปจริงๆ บัดนี้นางกลับไม่ผูกใจเจ็บ ซ้ำยังคงเป็หลานสาวที่ดีต่อตนขนาดนี้ ฮูหยินเฒ่าไป๋รู้ซึ้งอยู่แก่ใจ
ผ่านไปราวครึ่งถ้วยชา ฮูหยินเฒ่าไป๋เริ่มขยับตัวเล็กน้อย เมื่อไป๋เซียงจู๋ได้ยินเสียงก็รีบเดินเข้าไปพยุงฮูหยินเฒ่าทันที นวดคลึงบริเวณหัวเข่าให้ไม่หยุด เพื่อคลายความชาจากการนั่งคุกเข่า
ฮูหยินเฒ่าไป๋เห็นนางเอาใจใส่เช่นนี้ อดไม่ได้ที่จะยิ้มแช่มชื่นด้วยความปลาบปลื้มใจ
จนกระทั่งออกจากโถงพระแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าฮูหยินเฒ่าไป๋ก็ไม่จางลงเลย
“ทำไมวันนี้ถึงว่างมาเล่า บอกแล้วมิใช่หรือ อากาศมันเย็น ไม่ต้องมาทักทายยายหรอก”
ถึงนางจะหวังให้หลานสาวคนนี้มาสนทนาสัพเพเหระคลายเบื่อกับนางบ่อยๆ ทว่าอากาศเริ่มเย็นแล้ว ไม่ทันไรก็เข้าเดือนสิบเอ็ด อีกไม่นานหิมะก็จะตก นางจึงงดรับการคารวะทักทายจากคนอื่นๆ ตระกูลไป๋ไม่ใช่สกุลสูงศักดิ์อะไร ไม่จำเป็ต้องยึดถือพิธีรีตองพวกนั้น กลับกลายเป็ว่าหลานคนนี้มาหานางแทบทุกวัน นั่นไม่ได้ทำให้นางรำคาญ แต่พอเห็นร่างผอมบางของเ้าตัวแล้ว ใจนางมันทนไม่ได้น่ะสิ
“ก็จู๋เอ๋อร์คิดถึงท่านยายนี่นา ท่านยายไม่คิดถึงจู๋เอ๋อร์หรือเ้าคะ หรือว่า... ท่านยายกลัวจู๋เอ๋อร์จะมากินขนมดอกสน [1] ของท่านยาย” ไป๋เซียงจู๋ยิ้มทั้งหน้ามุ่ย พูดถึงขนมดอกสนด้วยสีหน้าตะกละ ประกอบกับั์ตาแวววาวสีดำสนิทดุจน้ำหมึกที่ดูน่าสงสารคู่นั้น ท่าทางเหมือนถูกใครรังแกเข้าจริงๆ
“เด็กคนนี้นี่ ยายต้องตำหนิที่หลานกินขนมดอกสนของยายด้วยหรือ ถ้าหลานชอบกิน ยายจะให้คนเอาไปให้ที่เรือนเ้า ไม่ต้องมาเองหรอก จะได้ไม่ต้องเทียวมาเทียวไป” ฮูหยินเฒ่าไป๋หัวเราะแล้วลูบศีรษะของไป๋เซียงจู๋ อารมณ์เบิกบานยิ่งนัก
“แต่จู๋เอ๋อร์อยากกินพร้อมท่านยายเ้าค่ะ แบบนี้สิถึงจะอร่อย” ไป๋เซียงจู๋คล้องแขนฮูหยินเฒ่าอย่างออดอ้อน
“ได้ๆ กินด้วยกัน แม่เฒ่าจางคงไปทำงานที่ครัวพอดี หลานก็รอกินแล้วกันนะ” ฮูหยินเฒ่าไป๋นั่งลงในโถงบุปผชาติ [2] ไป๋เซียงจู๋รีบสั่งคนนำผ้ามาคลุมให้นาง
เมื่อเห็นหลานสาวช่างเอาใจใส่เช่นนี้ ฮูหยินเฒ่าไป๋รำพึงรำพันในใจ โชคดีเหลือเกินที่ตนมีเด็กรู้เดียงสาอย่างนี้คอยดูแลในบั้นปลายชีวิต ไม่เสียแรงที่เอ็นดูจริงๆ
เชิงอรรถ
[1]松花糕 ขนมดอกสน คือ ขนมหวานดั้งเดิมชนิดหนึ่ง ได้ชื่อจากส่วนประกอบหลักอย่างดอกสน ชั้นล่างทำจากถั่วแดงกวน ชั้นบนราดด้วยผงดอกสนผสมกับน้ำเชื่อม รสชาติหวานหอมอ่อนๆ
[2]花厅 โถงบุปผชาติ คือ ส่วนรับแขกนอกจากโถงรับแขกกลางภายในบ้านแบบโบราณ มักตั้งอยู่ในสวนดอกไม้หรือส่วนของเรือนรอง
