ฤดูร้อนแสนจะอบอุ่นชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไป ส่วนหนาวที่แสนจะหนาวเหน็บไม่ช้าก็ผ่านไปพร้อมกับปีใหม่ที่มาถึง เฉียวเยว่ได้ยินเสียงเอะอะในสวนแต่เช้า นางขยี้ตาลุกขึ้นมาบิดี้เี "อวิ๋นเอ๋อร์ ข้างนอกเอะอะเสียงดังอะไรกัน?"
อากาศเช่นนี้ชวนให้ไม่อยากออกจากห้องไปไหนเลยจริงๆ
"เมื่อคืนหิมะตกเ้าค่ะ" อวิ๋นเอ๋อร์ตอบเสียงเบา
เฉียวเยว่ปีนขึ้นมาทันควัน "หิมะตกแล้วหรือ?"
น้ำเสียงระคนไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ปีนี้หิมะน้อยกว่าปรกติ ั้แ่เข้าฤดูหนาวมาจนถึงปีใหม่ เพิ่งมีหิมะตกไปเพียงสองหน
วันนี้ถึงเป็หนที่สาม
เฉียวเยว่ได้สติขึ้นมาทันควัน "เช้านี้ข้าจะกินบัวลอยสุราหมัก เช้าตรู่วันหิมะตกเหมาะสมที่จะกินบัวลอยสุราหมักที่สุด"
เฉียวเยว่บิดี้เีก่อนลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา หลังจากแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ก็สดชื่นแจ่มใสอย่างยิ่ง
"วันนี้ก็ไปเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะที่สำนักศึกษาได้แล้วสิ"
อวิ๋นเอ๋อร์หัวเราะพรืดออกมา แล้วท้วงติงเสียงเบา "คุณหนูอายุสิบสองแล้วนะเ้าคะ หากเป็ชาวบ้านทั่วไปก็ถึงเวลาหมั้นหมายแล้ว แต่คุณหนูยังทำตัวเป็เด็กอยู่เลย"
เฉียวเยว่กลับไม่นำพา "สหายที่สำนักศึกษาสตรียังไม่มีใครหมั้นหมายเร็วขนาดนี้ ข้าย่อมจะทำตัวเป็เด็กได้อยู่ อีกอย่าง อย่าว่าแต่อายุสิบสอง ต่อให้อายุสิบแปด ข้าก็เป็ของข้าอย่างนี้แหละ นิสัยอย่างไรก็ไม่เปลี่ยน"
แม้ว่าเด็กอายุสิบสองในยุคสมัยปัจจุบันยังเป็แค่เด็กโต เรียนอยู่ชั้นป.6 หรือ ม.1 เท่านั้น แต่ก็ต่างจากยุคสมัยโบราณ
เหมือนที่อวิ๋นเอ๋อร์กล่าวไว้ทุกอย่าง คนที่หมั้นหมายเร็วอายุเท่านี้ก็หมั้นหมายกันแล้ว อย่างช้าก็ไม่เกินสิบสี่สิบห้า สตรีที่อายุเกินสิบแปดสิบเก้ายังไม่แต่งงาน มักถูกผู้คนครหานินทา แม้เฉียวเยว่จะรู้สึกว่าเป็สิ่งที่น่าขัน แต่เมื่อข้ามภพมาที่นี่แล้ว ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างโดยอาศัยกำลังของตนเองเพียงลำพัง
"ทุกคราที่พวกเ้าบอกข้าว่าเด็กอายุสิบสองเป็สาวแล้ว ข้าก็ยังรู้สึกว่าตนเองยังเด็กมาก ไม่อยากยอมรับว่าโตแล้วสักนิดเดียว" เฉียวเยว่เอ่ยเสียงเข้ม
นางรู้สึกว่าเพียงแวบเดียวก็กระโจนจากทารกน้อยมาเป็สาวรุ่นเสียแล้ว นั่งจรวดก็ยังไม่เร็วเท่านี้เลย
อวิ๋นเอ๋อร์ "ไม่ว่าเวลาไหนคุณหนูก็ยังเป็เด็กน้อยในสายตาของพวกเราเสมอ แต่เมื่อออกจากจวนก็ควรระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเ้าค่ะ"
"ใช่แล้ว ใช่แล้วเ้าค่ะ" เสี่ยวชุ่ยคล้อยตาม
เฉียวเยว่หัวเราะออกมา
"มีอะไรน่าสนุกแต่เช้า" ่หลายวันมานี้ไท่ไท่สามง่วนอยู่กับการเตรียมงานมงคลของอิ้งเยว่ ยุ่งจนแทบตาย จึงไม่มีเวลามาสนใจเฉียวเยว่สักเท่าไร ถึงอย่างไรั้แ่เล็กจนโตนางก็ไม่มีสิ่งใดน่าเป็ห่วง
เฉียวเยว่ยิ้มตอบว่า "ท่านแม่มาได้อย่างไร ไม่ยุ่งหรือเ้าคะ?"
อย่าว่าแต่อย่างอื่น สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับพิธีแต่งงานมีอีกมาก เฉียวเยว่เห็นแล้วยังรู้สึกว่ายุ่งยากเหลือเกิน
"ไฉนจะไม่ยุ่ง ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว หากไม่เพราะข้างนอกมีหิมะตก ข้าก็ยังว่าปีนี้หิมะตกน้อย เข้าต้นวสันตฤดูแล้วยังมีหิมะตก เ้าต้องตื่นเต้นดีใจมากแน่ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ควรเพลาการออกไปเล่นข้างนอกลงหน่อย แม้ว่าตอนนี้จะเป็ฤดูใบไม้ผลิ แต่อากาศก็ยังหนาวอยู่มาก อย่าให้ตนเองต้องไอเย็นจนล้มป่วย ต้องระมัดระวังหน่อยได้หรือไม่?"
ไท่ไท่สามกล่าวอย่างอ่อนโยน เฉียวเยว่พยักหน้ายิ้มรับ "ท่านแม่โปรดวางใจ ข้าทำได้"
"เช่นนั้นก็ดี ข้ากลัวว่าเ้าจะเป็ไข้จากไอเย็น แล้วพานมาติดพี่สาวของเ้าไปด้วย อีกเดือนกว่าจะถึงวันวิวาห์ของพี่สาวเ้าแล้ว หากไม่สบายก็แย่เลย"
เฉียวเยว่บ่นงึมงำ "ท่านแม่ไม่รักข้า ท่านห่วงแต่พี่สาว กลัวว่านางจะล้มป่วยถึงมากำชับข้าเช่นนี้ ข้าเสียใจรับไม่ได้ที่ตนเองตกกระป๋อง ดังนั้นต้องออกไปซุกซน ต้องไปก่อเื่ ต้อง...โอ๊ยโย๋"
แล้วก็ถูกมารดาตีหนึ่งเพียะ "ให้มันน้อยหน่อยเถอะ" ไท่ไท่สามดุนาง
เฉียวเยว่หัวเราะอย่างร่าเริง
"เ้าไม่รู้หรือว่าใจของแม่คิดเช่นไร แม่ปรารถนาให้พวกเ้าพี่น้องล้วนมีชีวิตที่ดี"
เฉียวเยว่แบมือ "ข้ารู้ แต่ข้าก็ซุกซนเช่นนี้เอง"
นางสามารถป่าวประกาศความซุกซนของตนเองได้อย่างคล่องปาก ช่างไม่มีใครเกินจริงๆ
ไท่ไท่สามถอนหายใจ "หากเ้าก่อเื่ให้น้อยหน่อย ข้าคงจะหมดความกังวลไปได้มาก"
พูดถึงเื่นี้ เฉียวเยว่รู้สึกว่าตนเองยอมไม่ได้ ั้แ่เล็กจนโตนางไม่เคยสร้างปัญหาเสียหน่อย
เห็นไท่ไท่สามหน้านิ่วคิ้วขมวดดูเหมือนคนอมทุกข์ เฉียวเยว่ก็รู้สึกว่าต้องมีปัญหาบางอย่างเป็แน่
นางหยั่งเชิงถามเสียงเบา "ท่านแม่ มีเื่อันใดหรือเ้าคะ?"
"มีเื่ที่ไหนกันเล่า เด็กน้อยอย่างเ้าเล่นของตนเองไปเถอะ" ไท่ไท่สามตอบทันควัน
เฉียวเยว่โบกมือให้สาวใช้สองคนออกไปให้หมด แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง "ท่านแม่มีเื่หนักใจก็เล่าให้ข้าฟังได้ ข้าเป็บุตรสาวของท่าน ไม่คุยกับข้าแล้วท่านจะไปคุยกับผู้ใด เื่เกี่ยวข้องกับพี่สาวใช่หรือไม่?"
ถึงอย่างไรคนในครอบครัวย่อมจะเข้าใจกันดีที่สุด เฉียวเยว่รู้สึกว่าสองวันมานี้มารดาของนางมีท่าทางผิดปรกติ แม้ว่าจะงานยุ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุของความกลัดกลุ้ม เดิมทีนางนึกว่ามารดารู้สึกเศร้าที่พี่สาวกำลังจะออกเรือน แต่พอมาตรึกตรองให้ดี ก็คิดว่าไม่น่าจะมาจากเื่นี้
"ท่านแม่บอกข้าเถอะ สองหัวดีกว่าหัวเดียวนะเ้าคะ" นางรบเร้าเสียงเบา
นางหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง "ท่านพ่อเป็บุรุษ มีหลายเื่ที่อาจคุยยาก พี่สาวก็ใกล้จะออกเรือนแล้ว ท่านบอกข้ามาเถอะ ตอนปีใหม่ท่านบอกเองมิใช่หรือว่าข้าอายุสิบสอง ถือว่าโตเป็สาวแล้ว ท่านมีปัญหาย่อมสามารถปรึกษากับข้าได้"
ไท่ไท่สามนิ่งคิด แต่พอนึกว่าบุตรสาวคนนี้เฉลียวฉลาดเป็เลิศอาจจะสามารถช่วยเหลือได้ จึงเอ่ยเสียงเบา "เป็ฮองเฮา"
เฉียวเยว่เม้มปาก "ฮองเฮาทรงคิดจะทำอันใดอีกแล้วหรือ?"
อาจเป็เพราะอิ้งเยว่คือคนที่ไทเฮาทรงเลือก ฮองเฮาย่อมไม่พอพระทัย แต่ไม่กล้าขัดพระทัยไทเฮา นอกจากสถานะที่มิอาจล่วงเกิน ไทเฮายังทรงเป็พระมารดาแท้ๆ ของฝ่าา ฝ่าาย่อมไม่ทำอะไรอย่างแน่นอน
แม้ฝ่าาจะทรงดูเป็คนดีมาก แต่การกระทำกลับไม่ใช่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่นักบุญอันใด
แน่นอนว่าคนที่จิตใจบริสุทธิ์ดีงามย่อมไม่สามารถกำจัดพี่น้องมากมายเพื่อแผ้วถางหนทางสู่ราชบัลลังก์ จุดนี้ฮองเฮาเองก็น่าจะรู้ ว่าไม่อาจล่วงเกินไทเฮา และไม่อาจเปลี่ยนตัวอิ้งเยว่ ทำได้เพียงเพิ่มคนของตนเองเข้ามา
เมื่อเทียบกับนิสัยเ็าของอิ้งเยว่ สวี่ม่านหนิงเข้าวังมาอยู่เป็เพื่อนองค์หญิงหรงเหยียนบ่อยครั้ง จึงมีโอกาสพบฮองเฮาอยู่เสมอ นางย่อมแสดงออกอย่างดี มิเช่นนั้นไหนเลยจะต้องพระเนตรฮองเฮา
ฮองเฮาทรงมีพระประสงค์ให้รัชทายาทแต่งสวี่ม่านหนิงเป็ชายารองหลังพิธีอภิเษกสมรส
เฉียวเยว่ฟังทุกอย่างที่ไท่ไท่สามเล่าแล้ว ก็มิได้ตกอกใลุกขึ้นมาเต้นผางราวกับสายฟ้าฟาด นางเพียงถามอย่างจริงจัง "เื่นี้มีความเป็ไปได้มากน้อยเพียงใด?"
"นี่เป็ข่าวคราวที่แม่ได้ยินมาจากพี่น้องคนหนึ่งที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน นางเป็เครือญาติของทางฮองเฮา ยิ่งไปกว่านั้นในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จัดขึ้นสองสามครั้งในเมืองหลวง ไท่ไท่สกุลสวี่มักพูดเป็นัยว่าสวี่ม่านหนิงจะแต่งเป็ชายารองรัชทายาท ท่าทางลำพองใจยิ่ง แม่ดูจากความหมายของนาง สวี่ม่านหนิงเป็ที่โปรดปรานของฮองเฮา แม้มิใช่ชายารัชทายาท เป็เพียงแค่ชายารอง แต่จะต้องได้รับความโปรดปรานจากรัชทายาทมากกว่าแน่นอน เื่นี้มีความเป็ไปได้สูงมาก"
เดิมทีเื่นี้ไม่ควรเอามาคุยกับเด็กอายุสิบสอง แต่ไท่ไท่สามอึดอัดใจจะแย่อยู่แล้ว นางมีพี่ชายเพียงคนเดียว ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาว จะคุยกับพี่ชายก็ไม่สะดวก กับสะใภ้ด้วยกันก็ไม่สนิทชิดเชื้อ ยิ่งไม่กล้าพูดกับคนนอก ด้วยเกรงว่าคุยกันไปคุยกันมาจะยิ่งทำให้เื่เลวร้ายยิ่งกว่านี้
นางถอนหายใจด้วยความคับข้อง "แม่ไม่สบายใจเลย เ้าว่าถ้าหากรัชทายาทรับชายารองทันทีหลังจากอภิเษกสมรส... ข้ารู้อิ้งเยว่คงจะไม่สนใจ แต่ไม่ว่านางจะสนใจหรือไม่ก็ไม่ควรเป็เช่นนี้ หากสวี่ม่านหนิงผู้นั้นเกิดตั้งครรภ์ก่อนเล่า ด้วยอุปนิสัยเ็าเอาใจผู้อื่นไม่เป็เช่นพี่สาวเ้า คนเป็แม่อย่างข้าจะไม่เป็ห่วงได้อย่างไร เมื่อตัดสินใจแต่งให้รัชทายาท ชีวิตนี้ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าไม่อาจเคียงคู่เป็สามีภรรยาเดียว แต่ข้าก็ไม่ปรารถนาให้บุตรสาวต้องลำบากยากเข็ญเกินไป"
ไท่ไท่สามน้ำตาตก
เฉียวเยว่ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้นาง แล้วเอ่ยเสียงเบา "ท่านแม่อย่าร้องไห้เลย เื่นี้ใช่ว่าพวกเขาคิดเช่นไรก็จะได้เช่นนั้นเสมอไป"
"เฉียวเยว่ เ้าไม่เข้าใจ เื่นี้... ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสำเร็จ"
เฉียวเยว่ถามอย่างจริงจัง "ท่านแม่คุยกับท่านพ่อแล้วหรือ?"
"ยังเลย ข้ากลัวว่าพูดไปแล้วเขาจะหุนหันพลันแล่น บิดาเ้ามักรู้สึกว่าตนเองปกป้องพวกเราได้ไม่ดี หากรู้อันใดเข้าจริงๆ เกรงว่าจะบุ่มบ่ามทำอะไรลงไป หากเป็เช่นนี้ยิ่งส่งผลร้ายต่ออิ้งเยว่ ได้ไม่คุ้มเสีย" ไท่ไท่สามตอบ
เฉียวเยว่กุมมือของมารดา ดวงตาทั้งคู่ทอประกายเจิดจรัส "ท่านแม่ฟังข้านะเ้าคะ เื่นี้จะปิดบังท่านพ่อมิได้ ข้ารู้ ท่านไม่อยากให้สถานการณ์ยิ่งเปลี่ยนไปเลวร้าย แต่ข้ากลับรู้สึกว่าเื่นี้ควรจะเปิดประตูเห็นูเา [1]"
ไท่ไท่สามมองบุตรสาวอย่างไม่คาดคิด
เฉียวเยว่พยักหน้าอย่างหนักแน่น "ท่านเชื่อข้า บอกท่านพ่อเถิด หลังจากนั้นก็ให้เขาเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าา"
ฟังมาถึงประโยคนี้ ไท่ไท่สามก็ตกตะลึง "เข้าเฝ้าฝ่าา?"
แต่กลับไม่เข้าใจ
"ท่านพ่อเป็บุรุษย่อมได้ยินถ้อยคำคุยไวโอ้อวดของสกุลสวี่จากภายนอกอยู่แล้ว แล้วไยมิควรเข้าวังเล่า สตรีของครอบครัวเรายังไม่ทันจะเข้าประตูก็ถูกคนตบหน้าเช่นนี้ ผู้รู้ย่อมเข้าใจว่าสกุลสวี่แอบใช้อุบายอยู่เื้ั ส่วนสวี่ม่านหนิงร้อนใจคิดหมายจะยึดครองตำแหน่ง แต่คนไม่รู้ก็คงนึกว่ามีใครบางคนให้การสนับสนุนอยู่เื้ั มิเช่นนั้นสกุลสวี่จะกล้าประชันขันแข่งกับจวนซู่เฉิงโหวของพวกเราได้อย่างไร ตำแหน่งชายารัชทายาทยังไม่มั่นคง พวกเขาก็ทำเช่นนี้ มิเป็การกลั่นแกล้งกันหรือเ้าคะ?"
ไท่ไท่สามอึ้งงัน ก่อนจะนิ่วหน้า "แต่เช่นนี้ไม่เป็การบ่งชัดหรือว่าฮองเฮาทรง..."
เฉียวเยว่พยักหน้า "ย่อมชี้ชัดอยู่แล้วว่าฮองเฮาทรงสนับสนุนสวี่ม่านหนิง จวนซู่เฉิงโหวของพวกเรามีแต่ความจงรักภักดี อุทิศตนเพื่อแคว้นต้าฉีอย่างสุดกำลัง แม้แต่บุตรสาวยังแต่งให้รัชทายาท แต่ฮองเฮาเล่าทรงทำอันใด ทรงจงใจใช้ให้ผู้อื่นมาตบหน้าพวกเรา ทุกวันนี้ไม่มีผู้ใดขาวสะอาดจนยากจะหาจุดจับผิด จริงอยู่พวกเราทำอะไรฮองเฮาไม่ได้ แต่ตระกูลมารดาของฮองเฮาเล่า? เมื่อพระนางไร้คุณธรรมก่อน พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องคงความเที่ยงธรรม"
เฉียวเยว่ขวัญกล้าเกินไปจริงๆ ที่เอ่ยวาจาเช่นนี้ ไท่ไท่สามใจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบกล่าวทันที "เ้าอย่าเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้อีกเป็อันขาด"
"ไม่ใช่สิ่งที่ข้าควรพูด แต่เป็สิ่งที่ท่านพ่อต้องพูด การเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าาของท่านพ่ออาจไม่ใช่เื่เลวร้าย"
"ข้าไม่ควรพูดให้เ้าฟังเลย เ้าเป็แค่เด็กจะรู้อะไร เ้า..."
เฉียวเยว่จับมือของมารดา "ท่านแม่ ท่านต่างหากที่ไม่เข้าใจ ฝ่าาทรง้าซูซานหลางที่ปากตรงกับใจ แม้จะร่ำเรียนจนคร่ำครึแต่ก็รู้จักปกป้องคนในครอบครัว หาใช่คนฉลาดปราดเปรื่องที่อดทนอดกลั้น ท่านไม่คิดบ้างว่า การกระทำทุกอย่างของฮองเฮา ฝ่าาหรือจะไม่ทรงทราบ? ท่านไม่ตระหนักสักนิดเลยหรือว่าอาจทรงกำลังรอให้ท่านพ่อออกไปแสดงตัวอยู่? ไม่ว่าท่านพ่อจะฟ้องร้องอย่างไรก็ไม่มีความผิด ไม่เชื่อท่านถามท่านลุงกับท่านพ่อดูก็ได้ พวกเขาน่าจะมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ครานี้เพียงแต่ต้องตัดสินใจที่จะตบพระพักตร์ฮองเฮา กับตบหน้าสกุลสวี่อย่างเด็ดขาด ตำแหน่งชายารัชทายาทขอพี่สาวถึงจะมั่นคงในภายภาคหน้า"
เฉียวเยว่หยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง แล้วยิ้มน้อยๆ "เพราะจวนซู่เฉิงโหวหาใช่คนน่าเวทนาที่ปล่อยให้ใครมารังแกตามอำเภอใจ เมื่อพวกเขาคิดจะจัดการพี่สาวก็ต้องใคร่ครวญถึงท่าทีของพวกเราด้วย"
ไท่ไท่สามเงียบลงไป...
...
[1] เปิดประตูเห็นูเา หมายถึงพูดเปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม
