ท่ามกลางความหวาดหวั่นของหลิวหงเจิน สวี่เซี่ยงกัวและสวี่เซี่ยงตั่งก็กลับมาถึงบ้าน สวี่เซี่ยงกัวหน้าตาบูดบึ้ง เห็นได้ชัดว่าตามคนไม่เจอ
หลิวหงเจินที่รีบวิ่งเข้ามาซักถามอย่างร้อนรน กลับเจอของร้อนเข้าให้ ถูกสวี่เซี่ยงกัวด่ากลับไปชุดใหญ่
หลิวหงเจินหดคออย่างไม่พอใจ ไม่กล้าถามต่อ แต่กลับพูดประจบประแจงว่า “กินข้าวแล้วหรือยังคะ? ฉันเก็บข้าวไว้ให้พวกคุณแล้วค่ะ”
สองพี่น้องออกไปกินบะหมี่ข้างนอกมาคนละชาม แต่ก็อิ่มแค่สามส่วนเท่านั้น บะหมี่หนึ่งชามในโรงอาหารของรัฐราคาสองเหมา ยังต้องใช้คูปองอาหารสามตำลึง ใครจะกล้ากินให้เต็มที่เล่า จนถึงตอนนี้ บะหมี่ถูกย่อยหมดแล้ว ทั้งสองคนหิวจนท้องร้องโครกคราก
หลิวหงเจินจึงดึงโจวชุ่ยชุ่ยเข้าไปในครัว เพราะกลัวเด็กๆ จะแอบกิน โจ๊กที่ตักไว้เมื่อตอนกลางวันจึงถูกล็อกไว้ในตู้กับข้าว
โจวชุ่ยชุ่ยล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋าเสื้อ หลิวหงเจินส่งเสียงฮึดฮัดในจมูก เมื่อตอนกลางวันเธอขอกุญแจจากโจวชุ่ยชุ่ย แต่แม่คนซื่อคนนี้กลับไม่ให้ แถมยังยกเอาท่านผู้เฒ่ามาอ้างอีก ถือกุญแจแค่ดอกเดียวก็คิดว่าตัวเองเป็นายหญิงของบ้านนี้แล้ว ฝันไปเถอะ
เธอคือสะใภ้ใหญ่ เมื่อสองเฒ่าล้มหายตายจากไป บ้านนี้ก็จะเป็ของเธอ
ทันทีที่เปิดตู้กับข้าว หลิวหงเจินก็ตาไวสังเกตเห็นเนื้อหนึ่งชาม คิดไม่ทันไรก็ยื่นมือคว้าเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าเนื้อยังเย็นอยู่ พอคิดถึงเนื้อจำนวนมากที่ลูกชายไม่ได้กินเลยแม้แต่คำเดียว หลิวหงเจินก็เคี้ยวแรงขึ้น ราวกับระบายความแค้น
โจวชุ่ยชุ่ยที่เคลื่อนไหวว่องไวกลับไม่ทันได้ตอบสนอง เห็นเธอยื่นมือจะคว้าอีก โจวชุ่ยชุ่ยก็รีบร้อน คว้าแขนหลิวหงเจินไว้ทันที “นี่เป็เนื้อของท่านแม่” เนื้อชิ้นนี้คือเนื้อที่ซุนซิ่วฮวาเหลือกินเมื่อตอนกลางวัน
ถ้าพูดถึงพละกำลัง หลิวหงเจินก็ไม่ใช่คู่มือของโจวชุ่ยชุ่ยจริงๆ
ที่บ้านเกิด หลิวหงเจินก็เคยทำงานในไร่นามาตลอด แต่ไม่นานหลังจากแต่งเข้าตระกูลสวี่ เธอก็ตั้งท้อง แถมยังมีอาการแพ้ท้องรุนแรงตลอดการตั้งครรภ์ จึงไม่เคยลงนาเลย ของกินทุกอย่างในบ้านก็ถูกจัดสรรให้เธอก่อน
หลิวหงเจินจึงได้รู้ว่าคนเราสามารถมีชีวิตแบบนี้ได้ หลังจากสวี่เจียเหวินคลอดก่อนกำหนดและร่างกายอ่อนแอ น้ำตาลทรายแดงและไข่ไก่ทุกอย่างในบ้านก็เข้าปากหลิวหงเจินหมด เพราะต้องบำรุงให้มีน้ำนม
ลูกคนอื่นหย่านมเมื่ออายุสามถึงห้าเดือน แต่สวี่เจียเหวินกลับกินนมจนถึงสองขวบ ถ้าไม่ได้ตั้งท้องสวี่เจียวู่ หลิวหงเจินคงจะให้นมต่อไป
หลังจากนั้นหลายปี หลิวหงเจินก็ตั้งท้องลูกคนแล้วคนเล่า แถมยังต้องดูแลสวี่เจียเหวินที่ร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นหลิวหงเจินจึงลงแรงงานเฉพาะตอนทำนาเท่านั้น ในเวลาปกติเธอก็จะอยู่บ้านกับซุนซิ่วฮวา ช่วยดูแลเด็กๆ และทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ในสวนครัว
จนกระทั่งสวี่เจียเหวินอายุสิบขวบ หลิวหงเจินก็ถูกซุนซิ่วฮวาไล่ออกไปทำงานหาค่าแรงงาน พอดีกับที่สวี่เซี่ยงกัวได้เป็รองหัวหน้าหน่วยผลิต เธอจึงได้งานเบาๆ สบายๆ แถมยังแอบอู้บ้างเป็ครั้งคราว คนอื่นก็แกล้งทำเป็ไม่เห็นเพราะเห็นแก่สวี่เซี่ยงกัว สามปีต่อมา สวี่เซี่ยงกัวได้เป็หัวหน้าหน่วยผลิต หลิวหงเจินจึงยิ่งเหลิง ทำงานแบบออกแรงไม่เต็มที่
หลิวหงเจินถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม จะไปเทียบอะไรกับโจวชุ่ยชุ่ยที่ทำงานไร่นามาตลอดเล่า
เมื่อแรงน้อยกว่า หลิวหงเจินก็เปลี่ยนกลยุทธ์ ทำหน้ายิ้มแย้ม “ดูสิคะ เซี่ยงกัวกับเซี่ยงตั่งของคุณเขาเหนื่อยมาทั้งวัน จะต้องกินเนื้อบำรุงบ้าง เราตักเนื้อสองชิ้นไปให้ท่านแม่ ท่านแม่ต้องเห็นด้วยแน่นอน นั่นลูกชายแท้ๆ ของท่านแม่นะคะ”
โจวชุ่ยชุ่ยไม่ขยับ เธอเองก็อยากให้สามีได้กินเนื้อบ้าง แต่พอนึกถึงท่านผู้เฒ่าก็เลิกล้มความคิดไปในทันที พูดเสียงอู้อี้ว่า “คุณไปถามท่านแม่ไหมล่ะ?”
หลิวหงเจินหน้าหงาย เหลือบตาไปอีกทาง เฮ้อ ฉลาดขึ้นนี่ หลิวหงเจินจ้องมองด้วยความเคืองแค้นแล้วกระชากมือกลับ “เร็วเข้าๆ จะปล่อยให้คนอดตายหรือไง!”
พอหันกลับมาก็เห็นสวี่เซี่ยงตั่งยืนอยู่ตรงประตู เขาดำปี๋เพราะทำงานในไร่นามานานหลายปี ใบหน้าหยาบกร้านไร้อารมณ์ จ้องมองหลิวหงเจินเขม็ง
หลิวหงเจินรู้สึกขนลุกซู่ เธออาจจะกล้าด่าโจวชุ่ยชุ่ย แต่ไม่กล้าแหย่ผู้ชายในบ้าน
“ทำไมเข้ามาแล้วล่ะ หิวหรือเปล่า?” โจวชุ่ยชุ่ยถามสามี
สวี่เซี่ยงตั่งตอบเสียงทุ้ม “หิวน้ำ”
“ฉันจะไปเอาน้ำให้” หลิวหงเจินที่หาข้ออ้างได้พอดี รีบคว้ากระติกน้ำร้อนเหล็กบนพื้นแล้ววิ่งออกไปทันที รูปร่างของลูกชายคนที่สองมันน่ากลัวจริงๆ
โจวชุ่ยชุ่ยรินน้ำร้อนใส่ชามส่งให้สวี่เซี่ยงตั่ง
สวี่เซี่ยงตั่งอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาพูดไม่เก่ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัดอยู่พักใหญ่ก็พูดออกมาคำหนึ่ง “ฉันช่วยถือ” แล้วรับชามน้ำไปดื่มจนหมด จากนั้นก็ยกโจ๊กเย็นสองชามในตู้กับข้าวออกไป
ในห้องโถง สวี่เฒ่าและสามพี่น้องตระกูลสวี่กำลังนั่งอยู่ สวี่เซี่ยงตั่งก้มหน้าก้มตากินโจ๊ก สวี่เฒ่าและสวี่เซี่ยงกัวถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะไปรายงานกับหน่วยผลิตอย่างไรดี
“ลูกสี่ เ้าคนรู้จักเยอะ ลองฝากคนไปช่วยหาที่เซี่ยงไฮ้หน่อยได้ไหม” สวี่เฒ่าสูบยาสูบหนึ่งคำ ถึงแม้จะส่งโทรเลขไปเซี่ยงไฮ้แล้ว แต่เขาก็รู้ว่าความหวังริบหรี่ นักเรียนที่หลบหนีกลับมาพวกนั้นเก่งเื่หลบซ่อนกันทั้งนั้น
สวี่เซี่ยงหัวรับปากอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก หาพวกเขากลับมาก็แค่ให้หม่าต้าจู้ระบายอารมณ์ แม้เหอเซียวเซียวจะไม่ใช่คนดี แต่หม่าต้าจู้ก็ไม่ใช่คนดีกว่า
ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักเรียนปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่หลบหนีไป เกือบทุกหน่วยผลิตมีปัญหาคล้ายๆ กัน ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรเลย แต่พ่อของเขาและพี่ชายคนโตต่างก็คลั่งไคล้อำนาจ อะไรที่ส่งผลกระทบต่องานของพี่ชายคนโตล้วนเป็เื่ใหญ่ สวี่เซี่ยงหัวจึงี้เีพูด
สายตาเหลือบไปเห็นสวี่เซี่ยงตั่งที่ก้มหน้าก้มตากินโจ๊ก สวี่เซี่ยงหัวก็ยิ้มมุมปาก
เมื่อกินโจ๊กเสร็จ สวี่เซี่ยงตั่งก็ไปผ่าฟืนด้านหลัง เขาเป็คนอยู่ไม่สุข แถมยังรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ที่สุดในบ้านนี้ หากไม่ทำงานเยอะๆ เขาก็จะรู้สึกไม่สบายใจ
โจวชุ่ยชุ่ยก็มีความคิดคล้ายๆ กัน ดังนั้นทั้งสองคนจึงเป็คนที่มองเห็นงานตลอดเวลา ไม่เคยหยุดพักเลย
สวี่เซี่ยงหัวเดินอาดๆ ไปหา สวี่เซี่ยงตั่งมองเขาด้วยความแปลกใจ
สวี่เซี่ยงหัวยื่นบุหรี่ให้หนึ่งมวน สวี่เซี่ยงตั่งก็สูบบุหรี่ แต่เขาไม่เคยซื้อเอง นานๆ ทีสวี่เซี่ยงหัวจะให้หนึ่งซอง เขาก็จะเก็บไว้ให้แขก หรือให้คนตอนปีใหม่
ใบหน้าดำกร้านของสวี่เซี่ยงตั่งเผยรอยยิ้ม สวี่เซี่ยงหัวโน้มตัวเข้าไปจุดบุหรี่ให้ สังเกตเห็นใบหน้าหยาบกร้าน ผมขาวบนศีรษะ และสุดท้ายก็มองไปที่มือที่แตกระแหงของเขา
ในชั่วพริบตา สวี่เซี่ยงหัวรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง สวี่เซี่ยงตั่งอายุมากกว่าเขาเพียงสามปี แต่ดูเหมือนทั้งสองคนจะห่างกันกว่าสิบปี แถมยังดูแก่กว่าสวี่เซี่ยงกัวอีกด้วย
ในบ้านนี้ ท่านผู้เฒ่าชอบสวี่เซี่ยงกัว ท่านผู้เฒ่าหญิงโปรดปรานเขาและสวี่เฟินฟาง สวี่เซี่ยงจุนและสวี่เซี่ยงตั่งอยู่ตรงกลาง แต่สวี่เซี่ยงจุนฉลาด ไม่เคยเสียเปรียบ ดังนั้นคนที่น่าสงสารที่สุดในบ้านนี้คือสวี่เซี่ยงตั่งผู้ซื่อสัตย์ แถมยังได้ภรรยาที่ซื่อสัตย์และอ่อนแออีกด้วย
สวี่เซี่ยงหัวหยิบท่อนไม้มาเป็เก้าอี้ แล้วกัดก้นบุหรี่ เปิดประเด็นตรงๆ “พี่สาม พี่เคยคิดจะแยกบ้านไหม?”
มือของสวี่เซี่ยงตั่งสั่นเล็กน้อย เกือบจะทำบุหรี่หลุดมือ “เ้าว่าอะไรนะ?”
เห็นท่าทางของเขา สวี่เซี่ยงหัวก็ยิ้ม “แยกบ้านไง” น้ำเสียงของเขาสบายๆ ราวกับกำลังพูดว่าวันนี้อากาศดี
สวี่เซี่ยงตั่งอึ้งไปทั้งตัว
สวี่เซี่ยงหัวลูบคาง “ตามหลักแล้วบ้านเราควรจะแยกกันนานแล้วนะ พี่เป็พี่แท้ๆ ของฉัน ฉันจะบอกพี่ตามตรงว่าฉันไม่ทนที่จะอยู่รวมกันอีกต่อไปแล้ว มันเสียงดังวุ่นวาย ไม่เคยสงบเลย ฉันอยากมีชีวิตที่สงบสุข”
คำพูดนี้โดนใจสวี่เซี่ยงตั่งเต็มๆ เขานึกถึงเหตุการณ์ในครัวเมื่อครู่นี้
หลิวหงเจินตะคอกใส่โจวชุ่ยชุ่ย เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในบ้านแทบจะทุกสองสามวัน งานที่ควรจะเป็ของเธอ เธอกลับผลักภาระให้ชุ่ยชุ่ย แถมทำไปแล้วก็ยังไม่ได้รับการยกย่อง ภรรยาถูกสั่งให้ทำโน่นทำนี่ เขาจะรู้สึกไม่สบายใจได้อย่างไร
ความคิดที่จะแยกบ้านไม่ใช่ไม่เคยผุดขึ้นมาในใจ แม้แยกบ้านแล้ว ชีวิตอาจจะไม่ดีเท่าตอนนี้ แต่เขากับภรรยามีสองมือสองเท้า ขยันทำงาน จะไม่อดตายแน่นอน แม้จะลำบากหน่อย แต่ใจก็จะสบาย ไม่ต้องเป็หนี้ใคร ไม่ต้องทนถูกกดขี่
แต่ในปีที่สองหลังจากที่น้องสาวแต่งงาน สวี่เซี่ยงหัวเพิ่งจะเริ่มพูดถึงเื่นี้ ก็ถูกท่านผู้เฒ่าด่ากราดจนหัวเสีย ท่านผู้เฒ่าเกือบเป็อะไรไปเสียแล้ว แถมยังบอกว่าถ้าอยากแยกบ้านก็รอให้ท่านตายก่อน
ดังนั้นหลายปีมานี้ สวี่เซี่ยงตั่งจึงได้แต่คิดในใจเท่านั้น
สวี่เซี่ยงหัวพูดยั่ว “แยกบ้านแล้ว พี่กับพี่สะใภ้สามก็เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด แล้วก็เลี้ยงหมูสักสองสามตัว ปลายปีขายก็ได้เงินแล้ว ถ้าเลี้ยงดีๆ ก็ได้หลายร้อยหยวน เสี่ยวเป่าเจ็ดขวบแล้ว พี่ก็ควรจะเริ่มเก็บเงินไว้ให้ลูกได้แล้ว”
หากไม่แยกบ้าน คนที่จะเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ก็คือสวี่เซี่ยงตั่งและภรรยา แต่เงินกลับไม่ได้อยู่ในมือของทั้งสองคน แต่เงินที่เขากับสวี่เซี่ยงกัวหามาได้กลับเป็เงินส่วนตัวครึ่งหนึ่ง
สีหน้าของสวี่เซี่ยงตั่งแข็งค้าง เขามีเงินทั้งหมดสิบแปดหยวนเจ็ดเหมาห้าเฟิน เป็เงินที่ซุนซิ่วฮวาให้เขาเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินตลอดหลายปีที่ผ่านมา
หลานชายคนอื่นต่างก็มีเงินเก็บที่พี่น้องของเขาช่วยเก็บให้ แต่เสี่ยวเป่ามีอะไร มีเพียงสิบแปดหยวนเจ็ดเหมาห้าเฟินเท่านั้น
สวี่เซี่ยงตั่งถูกแทงใจดำเข้าจังๆ ตัวเขาเองจะเป็อย่างไรก็ไม่สำคัญ แต่ลูกชายคือแก้วตาดวงใจของเขา
เห็นสีหน้าของเขามีการเปลี่ยนแปลง สวี่เซี่ยงหัวก็พูดอย่างจริงใจ “พี่สาม พี่ไม่คิดเพื่อตัวเอง ก็ต้องคิดเพื่อเสี่ยวเป่าบ้าง”
สวี่เซี่ยงตั่งกัดฟัน “เ้าอยากให้ฉันทำอะไร?”
“หลังปีใหม่ฉันจะคุยเื่แยกบ้านกับพ่อแม่ พี่ก็แสดงท่าทีให้ชัดเจนหน่อย มั่นคงหน่อย” เื่แยกบ้าน ท่านผู้เฒ่าเก้าในสิบส่วนจะไม่เห็นด้วย การที่เขาจะแยกบ้านด้วยตัวเองเป็วิธีที่เลวร้ายที่สุด สถานการณ์ของเขาต่างจากสวี่เซี่ยงจุน ย่อมถูกคนอื่นซุบซิบนินทา เขาเองไม่สนใจ แต่ลูกสาวต้องแต่งงาน ลูกชายต้องมีภรรยา ชื่อเสียงเป็สิ่งสำคัญ ดังนั้นเขาจึงมาหาพันธมิตร
~
คืนนั้น หลายคนนอนไม่หลับ
สวี่เซี่ยงตั่งที่นอนอยู่บนเตียงสับสนวุ่นวาย ความคิดต่างๆ นานาตีกันในหัว
เขาพลิกตัวไปมา ทำให้โจวชุ่ยชุ่ยนอนไม่หลับไปด้วย แม้แต่สวี่เจียเป่าที่นอนข้างโจวชุ่ยชุ่ยก็ยังส่งเสียงฮึมฮำในความฝัน ทำหน้าบึ้งราวกับไม่พอใจ
โจวชุ่ยชุ่ยลูบหลังลูกชายเบาๆ เพื่อปลอบโยน แล้วลดเสียงลงถามว่า “เป็อะไรไปคะ นอนไม่หลับหรือ?”
ในความมืด สวี่เซี่ยงตั่งตัดสินใจเด็ดขาด เล่าบทสนทนาของสองพี่น้องเมื่อบ่ายให้ฟังคร่าวๆ แล้วกลืนน้ำลายลงคอ ถามว่า “คุณคิดอย่างไร?”
โจวชุ่ยชุ่ยไม่พูดอะไรอยู่นาน
สวี่เซี่ยงตั่งรอคอยอย่างอดทน หัวใจเต้นแรง ตุบๆ ตุบๆ ไม่ใช่แค่เสียงหัวใจของเขาเอง แต่ยังรวมถึงเสียงหัวใจของโจวชุ่ยชุ่ยด้วย
ในความเงียบยามค่ำคืน เสียงนั้นดังชัดเจน
คอของสวี่เซี่ยงตั่งแห้งผาก อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอีกครั้ง
“เราฟังลูกสี่เถอะค่ะ ลูกสี่ฉลาด ใจดีด้วย” เสียงของโจวชุ่ยชุ่ยสั่นเล็กน้อย ซื่อสัตย์ไม่ได้หมายความว่าโง่ โจวชุ่ยชุ่ยแยกแยะได้ว่าใครในบ้านนี้ที่จริงใจกับครอบครัวของพวกเขา
พี่ชายคนโตพูดจาไพเราะ แต่ก็ไม่เคยเห็นเขาทำอะไรเป็ชิ้นเป็อัน เขาพูดมาตลอดว่าจะเปลี่ยนงานที่เบาลงให้บ้าง แต่ทั้งสองคนก็ยังคงทำงานหนักอยู่จนถึงตอนนี้ เพราะถ้าทั้งครอบครัวทำงานสบาย คนนอกก็จะหาว่าเขาซึ่งเป็หัวหน้าหน่วยผลิตไม่ยุติธรรม
แต่ลูกสี่กลับแอบให้ข้าว น้ำตาล นมผง และมอลต์สกัด ให้พวกเขาบำรุงร่างกาย แถมยังกำชับไม่ให้บอกใครอีกด้วย
สวี่เซี่ยงตั่งพยักหน้า แล้วกลัวโจวชุ่ยชุ่ยจะมองไม่เห็น “ดี” เสียงสั่นเล็กน้อย
คืนนั้นทั้งสองคนนอนไม่หลับ ใจเต้นตึกตัก ยิ่งคิดก็ยิ่งมีชีวิตชีวา
อีกด้านหนึ่ง สวี่เซี่ยงกัวและภรรยาก็นอนไม่หลับเช่นกัน สวี่เซี่ยงกัวกังวลเื่ที่เหอเซียวเซียวหนีไป พลิกตัวไปมา
ส่วนหลิวหงเจินกำลังแอบนวดซี่โครง เมื่อกลับถึงห้อง เธอก็ถูกสวี่เซี่ยงกัวเตะไปหนึ่งที ถูกด่าแล้วยังถูกไล่ออกไปอีก
เธอร้องไห้วิ่งเข้าไปในห้องลูกชายคนโต สวี่เจียเหวินชงมอลต์สกัดให้เธอดื่ม แล้วปลอบโยนเธออยู่นาน
หลิวหงเจินจึงยอมกลับมาเคาะประตูห้อง แล้วให้คำมั่นสัญญากับสวี่เซี่ยงกัว
คำพูดเ่าั้ สวี่เซี่ยงกัวฟังจนหูชาไปหมด เธอขอโทษขอขมาเร็วกว่าใคร แต่ไม่นานก็จะกลับไปทำผิดซ้ำซากอีก คุณจะว่าเธอโง่ก็ไม่ใช่ เพราะเวลาเธอฉลาดก็ฉลาดกว่าใคร แต่เธอกลับชอบทำเื่โง่ๆ ที่ไม่น่าทำเลย แถมยังรู้ว่าลูกสี่รักลูกสาวมาก ก็ยังไปรังแกสวี่ชิงเจีย คิดว่าลูกสี่เป็คนใจเย็นไม่โต้ตอบอย่างนั้นหรือ
สวี่เซี่ยงกัวเหลือบมองห้องสวี่เซี่ยงหัว เห็นแสงไฟลอดออกมา เขายืนอยู่หน้าประตู แล้วด่าหลิวหงเจินอีกชุดใหญ่ ก่อนจะยอมให้เธอเข้ามา
นวดสองสามครั้ง พออาการดีขึ้นเล็กน้อย ทันใดนั้นก็ได้ยินสวี่เซี่ยงกัวถอนหายใจ หลิวหงเจินกลอกตาไปมา แล้วพูดประจบประแจงว่า “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราซื้อของไปฝากเลขาเหยาไหมคะ?”
สวี่เซี่ยงกัวพลิกตัว “จะเปลืองเงินทำไม บางทีอีกสองวันก็ส่งตัวกลับมาแล้ว”
หลิวหงเจินก็เข้าใจทันที
