บทที่ 8 ยุทธการหยุดทัพฉบับปลาเค็ม: ความตายมันน่าเหนื่อย มานอนพักหน่อยมิดีรึ?
เสียงล้อเกี้ยวที่บุด้วยพรมขนสัตว์พยัคฆ์ขาวอย่างดีบดเบียดไปตามเส้นทางธุลีแดงขรุขระ มุ่งหน้าสู่ชายแดนทิศประจิมอันห่างไกล กลิ่นอายของาเริ่มเข้มข้นขึ้นตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น ลมหนาวกระโชกแรงพัดพาเอาฝุ่นควันและกลิ่นคาวโลหิตจางๆ มาจากสมรภูมิเบื้องหน้า ทว่ามันมิได้ทำให้ข้า หลินชิงเซวียน รู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้ข้าปรารถนาจะมุดศีรษะลงไปในกองหมอนขนเป็ดจากแคว้นซีอวี้ให้ลึกขึ้นไปอีก
[ติ๊ง! ท่านเข้าสู่สภาวะ นิทราท่ามกลางโลกาวินาศ เป็เวลา 12 ชั่วยามติดต่อกัน] [ได้รับแต้มปลาเค็ม: 3,000 แต้ม] [รางวัลพิเศษ: ฉายา ผู้พิชิตสมรภูมิด้วยเสียงกรน (คำอธิบาย: เพิ่มโอกาส 50% ที่ศัตรูจะรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังในชีวิต เมื่อเห็นท่านหลับอย่างสบายใจในขณะที่พวกเขากำลังจะตายตก)]
"เ้าปักเป้าระบบ... หากเ้ามอบรางวัลที่มันจรรโลงใจหรือใช้งานได้จริงมากกว่านี้ ข้าจะขอบใจเ้ามากนะ" ข้าพึมพำลอดไรฟันในขณะที่เกี้ยวหยุดลงกะทันหันจนตัวโยก
"ถึงค่ายทหารชายแดนแล้วพะยะค่ะ... คุณหนูหลิน" เสียงห้าวหาญดุดันของ แม่ทัพหวังชาง ดังขึ้นที่หน้าเกี้ยว บุรุษวัยกลางคนผู้มีรอยแผลเป็พาดผ่านใบหน้าและมีดวงตาพยัคฆ์ที่ดุดัน เขาคือขุนพลคู่พระทัยของท่านอ๋องเก้า ที่ขึ้นชื่อลือชาเื่ความระเบียบจัด และมีความเกลียดชังต่อ พวกเด็กเส้น เป็ที่สุด
ข้าเลิกม่านเกี้ยวขึ้นอย่างเชื่องช้า สภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือค่ายทหารที่ตึงเครียดระอุ ทหาราเ็นอนครวญครางระเกะระกะอยู่บนพื้นหญ้าที่แห้งกรังอาบย้อมด้วยเื เสียงร้องไห้ระงมของชาวบ้านที่ลี้ภัยมาปะปนกับเสียงศาสตราวุธที่กระทบกัน บรรยากาศมันช่างกดดันหนักอึ้งจนทำเอาความง่วงงุนของข้าหายไปประมาณ 5 ส่วน
"ท่านอ๋องประทับอยู่ที่ใด?" ข้าเอ่ยถามพลางก้าวลงจากเกี้ยวในชุดคลุมขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ที่ขัดกับสภาพสมรภูมิโคลนตมอย่างรุนแรง
"ท่านอ๋องกำลังประชุมเคร่งเครียดอยู่ที่กระโจมบัญชาการกลางพะยะค่ะ" แม่ทัพหวังมองข้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความดูแคลนเหยียดหยาม
"กระหม่อมมิเข้าใจจริงๆ ว่าในยามที่บ้านเมืองกำลังวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เหตุใดท่านอ๋องจึงต้องพาสตรีที่วันๆ เอาแต่ จำศีล เยี่ยงท่านมาที่นี่ให้เป็ภาระกองทัพ?"
ข้าหยุดเดินกึก หันขวับไปจ้องหน้าแม่ทัพหวังชางตรงๆ สายตาของข้าที่ปกติจะง่วงงุนราวน้ำนิ่ง กลับทอประกายคมปลาบดุจกระบี่ออกจากฝัก
"ท่านแม่ทัพเ้าคะ... ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดาครั้งนี้ถึงยืดเยื้อกัดกินเืเนื้อไพร่พลมานับเดือน?"
"เพราะฏพวกนั้นมันเ้าเล่ห์เพทุบายและมีจำนวนมากดุจฝูงมดปลวก!"
"ผิดถนัดเ้าค่ะ..." ข้าแสยะยิ้มเย็นเยียบ เดินย่างสามขุมเข้าไปใกล้เขาจนแม่ทัพใหญ่ต้องเผลอก้าวถอยหลัง
"เป็เพราะท่านขยันออกแรง แต่ี้เีใช้ปัญญาต่างหาก"
"ท่านส่งทหารกล้าไปตายตกวันละร้อยนายเพื่อยึดเนินเขาเล็กๆ เพียงเพราะตำราพิชัยาคร่ำครึบอกว่ามันคือจุดยุทธศาสตร์ ทั้งที่ความจริงท่านเพียงแค่เดินอ้อมไปทางหุบเหวทิศอุดร แล้วตัดเส้นทางลำเลียงน้ำของพวกมัน ทุกอย่างก็จบสิ้น ปราชญ์กล่าวไว้ ใช้แรงหนึ่งส่วน ได้ผลสิบส่วน แต่ท่านกำลังทำกลับกัน... ใช้แรงสิบส่วน ได้ผลมิถึงครึ่ง"
แม่ทัพหวังหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ
"นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เ้าจะไปรู้อันใด! เ้ามันก็แค่..."
"ขยะ? ปลาเค็ม? ตัวี้เี?" ข้าแทรกขึ้นพร้อมยิ้มกวนประสาท
"ถูกต้องเ้าค่ะ ข้าเป็ทุกอย่างที่ท่านกล่าวมา แต่อย่างน้อยข้าก็มิได้เป็ คนบาป ที่ส่งลูกน้องไปตายเพียงเพราะทิฐิมานะของตนเอง ท่านขยันรบเพื่อเกียรติยศจอมปลอม... แต่ข้าขยันใช้สมองเพื่อที่จะได้กลับไปนอนเร็วๆ... แล้วท่านคิดว่าผู้ใดที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากันเล่าเ้าคะ?"
ข้าสะบัดชายเสื้อเดินเชิดหน้าผ่านแม่ทัพที่ยืนอึ้งตะลึงงัน ตรงดิ่งไปที่กระโจมกลาง ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่แสบสันถึงทรวง
"อ้อ... แล้วรบกวนช่วยจัดหา ชาร้อนยอดน้ำค้าง มาส่งที่กระโจมด้วยนะเ้าคะ คอข้าแห้งผากจากการต้องมาอธิบายความจริงใส่หน้าท่านน่ะเ้าค่ะ"
ภายในกระโจมบัญชาการกลาง เซียวโม่ นั่งกุมขมับอยู่หน้าแผนที่หนังแกะ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอิดโรย หนวดเครารำไรเริ่มขึ้นที่ปลายคาง แต่ความหล่อเหลาแบบดิบเถื่อนนั้นกลับเพิ่มเสน่ห์ขึ้นอย่างน่าประหลาด เมื่อเห็นข้าเดินเข้ามา แววตาที่เคร่งขรึมดุจพญามารของเขาก็อ่อนแสงลงทันใด
"ชิงเซวียน... เ้ามาแล้ว" เขาถลาเข้ามาหาข้า กุมมือข้าไว้อย่างแ่เบา
"เปิ่นหวางขอโทษที่ต้องให้เ้ามาลำบากตรากตรำถึงที่นี่"
ข้ามองดูแววตาที่สั่นไหวของเขา แล้วก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายที่เคยด้านชาก็รู้สึกวูบไหว "ท่านอ๋องเพคะ... ท่านดูแย่กว่าที่หม่อมฉันคาดการณ์ไว้นะเพคะ งานปราบฏมันทำให้ท่านลืม วิธีนอนหลับ ไปแล้วหรือเยี่ยงไร?"
เซียวโม่ถอนหายใจยาวเหยียด พลางซบใบหน้าลงบนไหล่บางของข้า กลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นคาวโลหิตที่ติดวรกายเขามามันช่างรุนแรง แต่ข้ากลับมิได้รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย
"ข้าหลับมิลง... ทุกคราที่ข่มตาหลับ ข้าเห็นแต่ใบหน้าของเหล่าทหารกล้าที่ตายตกไป ข้าเป็แม่ทัพ... ข้าควรจะปกป้องพวกเขาได้มากกว่านี้"
นี่คือด้านที่อ่อนแอที่สุดของ อ๋องปีศาจที่มิมีผู้ใดในใต้หล้าเคยได้ยลยิน ข้าเอื้อมมือไปลูบแผ่นหลังกว้างของเขาเบาๆ ถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือไปสู่ร่างกายที่สั่นเทา "ท่านพี่... เอ๊ย ท่านอ๋องเพคะ ท่านมิใช่เทพเซียนบนสรวง์ ท่านมิอาจกำหนดผลลัพธ์ของาได้ทั้งหมดดอกเพคะ แต่ท่านเลือกที่จะจบมันได้"
ข้าดันตัวเขาออกเล็กน้อยเพื่อให้สบประสานสายตา
"ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดปลาเค็มเยี่ยงหม่อมฉันถึงมิเคยเครียด? เพราะหม่อมฉันตระหนักดีว่า สิ่งใดที่ควบคุมมิได้ หม่อมฉันจักมิเก็บมาใส่ใจ และสิ่งใดที่หม่อมฉันจัดการได้... หม่อมฉันจะทำให้มันจบไวที่สุด เพื่อที่จะได้กลับไปพักผ่อนเสวยสุข"
เซียวโม่มองข้าด้วยความซาบซึ้งระคนทึ่ง
"เ้าจะช่วยเปิ่นหวางยุติานี้จริงๆ รึ?"
"ช่วยสิเพคะ... เพราะหากามิยุติ หม่อมฉันก็มิได้นอนเตียงนุ่มๆ ของท่านน่ะสิ" ข้ายิ้มยั่วยวน
"ไหนลองให้หม่อมฉันดูแผนที่ยุทธศาสตร์หน่อยสิเพคะ... สายลับรายงานว่าพวกฏตั้งค่ายอยู่ที่ หุบเขาอสรพิษ ใช่หรือไม่?"
ราตรีนั้น... ท่ามกลางแสงจันทราที่สาดส่องลงมาบนยอดเขาสูงชัน ข้าและเซียวโม่แอบซุ่มอยู่บนโขดหินผาที่มองเห็นค่ายฏเบื้องล่างได้อย่างชัดเจนดุจมองลายมือ
"เ้าบอกว่าจะจบาด้วยการนอน เปิ่นหวางยังมิเข้าใจเลยว่าเ้าจะทำได้อย่างไร" เซียวโม่กระซิบถามพลางกระชับเสื้อคลุมกันลมให้ข้า
"ทอดพระเนตรนี่นะเพคะท่านอ๋อง..." ข้าหยิบขวดแก้วเจียระไนบรรจุ เครื่องเทศสยบมาร ที่ได้จากระบบออกมา
"พัดจีบสะท้านภพ ของหม่อมฉันสามารถสร้างวาตะศิลป์อันรุนแรงได้ และยามนี้... ทิศทางลมพัดโชยไปทางทิศตะวันตก... ซึ่งเป็ที่ตั้งของค่ายฏพอดิบพอดี"
ข้าโปรยผงเครื่องเทศสีทองระยิบระยับลงในอากาศ แล้วใช้พัดจีบสะบัดเบาๆ วูบ! สายลมหมุนวนหอบเอาละอองสีทองจางๆ พุ่งตรงดิ่งไปยังค่ายศัตรูราวกับงูเลื้อย
"เครื่องเทศนี่จะมีฤทธิ์เดชอันใด?"
"มันมิได้เข่นฆ่าผู้ใดหรอกเพคะท่านอ๋อง... แต่มันจะทำให้พวกเขารู้สึก ง่วงงุน อย่างรุนแรงถึงขีดสุด และที่สำคัญ... มันจะกระตุ้นจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่โหยหาความสงบสุข ผู้ใดที่มีความแค้นพุ่งพล่าน จะบังเกิดความรู้สึกอยากวางดาบ แล้วกลับบ้านไปนอนกอดลูกเมียแทนเพคะ"
เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม... ทหารยามของฝ่ายฏที่เคยเดินตรวจตราอย่างเข้มงวดก็เริ่มเดินเซ สัปหงกศีรษะ บางคนถึงกับทิ้งตัวลงนอนกรนสนั่นข้างกองไฟทันที เสียงศาสตราวุธที่ร่วงหล่นลงพื้นดัง เคร้งคร้าง แว่วมาตามสายลม
[ติ๊ง! ภารกิจ กล่อมฏสู่นิทรา เริ่มต้นทำงาน!] [ระบบตรวจพบค่าความง่วงในค่ายศัตรูพุ่งสูงถึง 95%!]
"ยามนี้แหละเพคะท่านอ๋อง... ส่งคนเข้าไปปลดอาวุธพวกเขาเสีย มิต้องสังหารผู้ใดทั้งสิ้น เพียงแค่เข้าไปมัดตัวพวกเขาไว้ตอนหลับใหลก็พอ" ข้าหันมาส่งสัญญาณให้เซียวโม่
เซียวโม่มองภาพเบื้องล่างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
"เ้า... เ้าทำได้อย่างไรกัน? าที่ฆ่าฟันกันมาแรมเดือน จบลงด้วยผงเครื่องเทศเพียงหยิบมือเดียวเยี่ยงนี้รึ?"
"หม่อมฉันกราบทูลแล้วเยี่ยงไรเพคะ... พวกเขาเพียงแค่ ขยันผิดที่ พยายามจะฝืนสังขารสู้เพื่ออุดมการณ์บ้าบอ ทั้งที่ร่างกายเรียกร้องการพักผ่อน หม่อมฉันก็แค่สงเคราะห์ให้พวกเขาได้ทำตามความปรารถนาของร่างกายเท่านั้นเองเพคะ"
ฉากซึ้งๆ ใต้แสงดารา
หลังจากทหารของเซียวโม่เข้าควบคุมค่ายฏได้อย่างราบคาบ โดยปราศจากการเสียเืเนื้อแม้แต่หยดเดียว เราสองคนยังคงนั่งเคียงคู่กันอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางความเงียบงันของธรรมชาติที่หวนคืนมา
"ชิงเซวียน..." เซียวโม่เรียกขานนามข้าด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว เขาเอื้อมพระหัตถ์มาคว้ามือของข้าไปกุมไว้แนบอก
"ข้าเคยคิดเสมอว่าชีวิตของข้ามีไว้เพื่อสู้รบ เพื่อเข่นฆ่า และเพื่อปกป้องบัลลังก์ัที่เย็นเฉียบ ข้ามิเคยล่วงรู้เลยว่าความสงบสุขที่แท้จริงมันเป็เช่นไร... จนกระทั่งข้าได้พานพบเ้า"
เขามองลึกลงไปในดวงตาของข้า ราวกับจะค้นหาจักรวาลในนั้น
"เ้าสอนให้ข้าตระหนักว่า... การหยุดเดินบ้างก็มิเป็ไร การอ่อนแอบ้างก็มิใช่เื่ผิด และการที่ข้ามีเ้าอยู่เคียงข้าง... มันทำให้ข้าปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อเฝ้ารอตะวันรุ่งในวันพรุ่งนี้ มิใช่แค่เพื่อรอดูว่าผู้ใดจะตายตกในวันต่อไป"
ข้ารู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ขอบตา ความดราม่าซึ้งกินใจที่ข้าพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิตกำลังจู่โจมหัวใจปลาเค็มเข้าอย่างจัง
"ท่านอ๋อง... ท่านตรัสวาจาเลี่ยนๆ เยี่ยงนี้ หม่อมฉันขนลุกนะเพคะ ทราบหรือไม่?"
"เปิ่นหวางจริงจังนะ... ชิงเซวียน" เขาโน้มใบหน้าคมคายเข้ามาใกล้ จนลมหายใจอุ่นๆ กระทบผิวแก้มแดงระเรื่อ
"เ้าอาจจะเรียกตนเองว่าปลาเค็ม แต่สำหรับข้า... เ้าคือ ดาราเหนือ ที่นำทางข้าออกมาจากความมืดมิดของา ข้าขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าต่อจากนี้ไป... ข้าจะสร้างโลกที่เ้าสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจที่สุด โดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าบังอาจปลุกเ้าอีกเลย"
"รวมถึงตัวท่านด้วยหรือไม่เพคะ?" ข้าถามเสียงแ่เบา
"ยกเว้นข้า..." เขายิ้มอย่างเ้าเล่ห์ร้ายกาจ
"เพราะข้าจะเป็บุรุษเพียงผู้เดียว... ที่ได้รับอนุญาตให้นอนเคียงข้างเ้า"
เขาประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากของข้าอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น มันเป็จุมพิตที่มิได้แฝงไปด้วยตัณหาราคะ แต่เปี่ยมล้นไปด้วยคำมั่นสัญญาและการปลอบประโลมจิติญญา หัวใจของข้าเต้นรัวราวมโหระทึกศึก แต่มันคือเสียงกลองแห่งชัยชนะของความรักที่เหนือกว่าาใดๆ น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาอาบแก้มของข้า... มิใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศก แต่เป็น้ำตาของคนที่เพิ่งตระหนักรู้ว่า... การพยายาม ปิดตายหัวใจ เพื่อทำตัวเป็ปลาเค็มไร้ความรู้สึกมาตลอด มันช่างเหนื่อยยากกว่าการ เปิดใจ ยอมรับใครสักคนเข้ามาเสียอีก
"ขอบพระทัยเพคะ... เซียวโม่" ข้ากระซิบแ่เบาที่ข้างหูเขา
[ติ๊ง! ภารกิจ ยุติาด้วยวิถีอหิงสา สำเร็จงดงาม!] [ได้รับแต้มปลาเค็ม: 50,000 แต้ม (โบนัสพิเศษจากการประหยัดงบประมาณกองทัพแผ่นดิน)] [ท่านได้รับรางวัลระดับตำนาน: ตำหนักเมฆาเหินเวหา จวนพักตากอากาศบนยอดเขาสูง ที่มีลมพัดเย็นสบายที่สุดในยุทธภพ!] [ปลดล็อคสถานะความสัมพันธ์: คู่ชีวิตปลาเค็ม ท่านอ๋องจะได้รับโบนัสพลังป้องกันกายา 500% เมื่ออยู่ใกล้ท่านในรัศมี 1 ลี้]
ในขณะที่เรากำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า เสียงของแม่ทัพหวังชางก็ดังขัดจังหวะโพล่งขึ้นมาจากด้านหลัง
"ท่านอ๋อง! คุณหนูหลิน! พวกเราจับกุมหัวหน้าฏได้แล้วพะยะค่ะ! มันเอาแต่นอนละเมอเพ้อพกเรียกหามารดา! หม่อมฉันมิรู้จะจัดการเยี่ยงไรดี..."
ข้าผละตัวออกจากอ้อมกอดของเซียวโม่พลางถอนหายใจยาวเหยียด
"เฮ้อ... ขยันขัดจังหวะกันจริงๆ เลยนะพวกท่านเนี่ย! ไปบอกมันเถิดท่านแม่ทัพหวัง... ว่าหากมันปรารถนาจะนอนต่อ ก็จงสารภาพความจริงออกมาให้หมดเปลือก แล้วข้าจะสงเคราะห์แจก ยาหมอน์ ให้มันได้หลับฝันดีในคุกหลวงเอง!"
ข้าหันมามองเซียวโม่ที่กำลังสรวลเสเฮฮาอย่างมีความสุข
"ไปกันเถิดเพคะท่านอ๋อง... หม่อมฉันง่วงจะแย่อยู่แล้ว าจบลงแล้ว... แต่เวลานิทราของหม่อมฉันเพิ่งจะเริ่มต้นเ้าค่ะ!"
