ไป๋หยุนเฟยจับจ้องดูหลิวซุนที่พยายามประคองตัวเองไม่ให้โอนซ้ายเอนขวาขณะเดินเข้ามา ---‘ด้วยใบหน้าดุร้าย’ ถึงยามนี้มันคงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
ดูจากพลังิญญาที่แผ่ออกมาก็ทราบว่าอีกฝ่ายเป็ปัจเจกิญญาระดับปลาย แต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้นำพาต่อเื่เล็กน้อยเช่นนี้ ต่อให้หลิวซุนเป็คุณชายแห่งตระกูลใหญ่ ก็ไม่ได้ทำให้ไป๋หยุนเฟยหวาดหวั่นจนต้องหลบลี้หนีหน้า มันเพียงไม่้าจะมีเื่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกรงกลัวการมีเื่
“แต่ว่า... มันเป็คนตระกูลหลิว เกรงว่าจะไม่ง่ายที่จะลงมือ อีกทั้งข้าก็เตรียมจะไปเยี่ยมคารวะตระกูลหลิวอีกด้วย ดังนั้นก็ไม่ควรลงมือจนกระทบกับความสัมพันธ์ มิหนำซ้ำตระกูลหลิวยังมีเื้ัเป็สำนักธาตุไม้” ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอย่างละเอียด ก็ตัดสินใจไม่ติดใจเอาความกับปีศาจสุราผู้นี้ ขณะมองขึ้นไปบนชั้นสองก็คาดว่าเหล่าบริวารของคุณชายท่านนี้คงพาตัวมันกลับไปเองและเื่ราวในวันนี้คงจบลงเพียงเท่านี้
แต่กระนั้นยามกวาดตามองไปอีกครา มันก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมา คนพวกนี้ดูท่าไม่คิดจะเคลื่อนไหว คล้ายจะรอให้นายของตนก่อเื่ขึ้น --- ตราบใดที่หลิวซุนไม่ถึงขั้นาเ็พิการ พวกมันคงไม่คิดจะห้ามปราม ราวกับรอดูเื่สนุกสนานที่กำลังจะเกิดขึ้น
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมา มองไปด้านหลังกลุ่มสมุนบริวารกลุ่มนั้นก็เห็นชายวัยกลางคนท่าทีเคร่งขรึม ยืนสง่าแน่วนิ่งด้วยสายตาระวังภัย
ซูตงเป็องครักษ์ของหลิวซุน บรรลุด่านวีรชนิญญาระดับกลาง ถือได้ว่าเป็ยอดฝีมือในเมืองเกายี่คนหนึ่ง ต่อการเมามายจนก่อเื่ของคุณชาย มันก็จะอับจนปัญญาอยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังเป็นายน้อยที่มันต้องปกป้อง อยากจะก่อเื่อย่างไรก็เป็เื่ของผู้เป็นาย หากไม่ใช่เื่ราวเลยเถิดเกินไปซูตงจะไม่ยื่นมือเข้าไปขัดขวาง
กับเด็กหนุ่ม‘เคราะห์ร้าย’ที่กำลังจะถูกคุณชายมันสั่งสอน ซูตงก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ ในความคิดของมันแล้ว ต่อให้เมามายปานใดก็คาดว่าคุณชายจะไม่ลงมือจนถึงชีวิต หากลงมือหนักไปเพียงโยนเงินให้อีกฝ่ายเพื่อชดใช้ก็น่าจะพอ
แต่ที่ทำให้มันประหลาดใจก็คือ ผู้ที่เผชิญหน้ากับคุณชายมันกลับไม่ได้แสดงสีหน้าหวั่นวิตก ขณะจะเพ่งสมาธิสำรวจพลังของอีกฝ่ายก็พอดีกับที่ชายหนุ่มหันมองมา
ทันใดนั้น ซูตงก็หลั่งเหงื่อเย็นเยียบไหลผ่านหน้าผาก
“เ้าไม่คิดจะห้ามปรามนายน้อยของเ้าหรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยปากด้วยท่าทีเรียบเฉย แม้น้ำเสียงจะแ่เบาแต่กลับดังเข้าสู่โสตประสาทซูตงอย่างชัดเจน
ซูตงร่างสั่นสะท้านเหลียวมองรอบข้างโดยไม่คิดแม้แต่จะปาดเหงื่อบนหน้าผาก มันไม่รีรอรีบผลักคนที่เบื้องหน้าถอยห่างก่อนจะะโจากชั้นสองลงมาทันที
“ยอดฝีมือ! อย่างน้อยต้องเป็ชนชั้นภูติญญา! เมืองเกายี่มียอดฝีมือเช่นนี้มาถึงั้แ่เมื่อใด แล้วคุณชายยังคิดจะมีเื่กับมันอีก!” ซูตงใจสั่นสะท้าน พริบตาที่ลงถึงพื้นมันก็รีบพุ่งเข้าไปหาหลิวซุนเพื่อจะหยุดไม่ให้ล่วงเกินฝ่ายตรงข้าม
ขณะเร่งฝีเท้าเข้าหาหลิวซุนที่เข้าใกล้ไป๋หยุนเฟยห่างเพียงสองวาเศษ ซูตงก็ยื่นมือหมายจะฉุดรั้งคุณชายเอาไว้ พร้อมกันนั้นก็ะโอย่างร้อนรน “คุณชาย หยุดมือ! อย่าเพิ่งวู่วาม มันเป็...”
“ปัง!!”
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์จะเป็เช่นนี้ ขณะที่มือของมันจะเอื้อมถึงตัวหลิวซุน จู่ๆหลิวซุนก็หันกลับมาพร้อมกับแขนขวาที่เส้นเืดำเบ่งพองขึ้น ราวกับมันคาดคิดเอาไว้แล้วว่าจะเป็เช่นนี้ หลิวซุนจึงกระแทกหมัดใส่ใบหน้าซูตงทันที!
ซูตงถูกไป๋หยุนเฟยสร้างความแตกตื่นจนขวัญกระเจิง ประกอบกับคิดไม่ถึงว่าหลิวซุนจะลงมือต่อตนเอง มันไม่ทันได้ระวังป้องกันจึงถูกกำปั้นชกใส่จนกระเด็นออกไปร่วมห้าวา เบื้องหน้าปรากฏดาวทองระยิบระยับ
“ท่านปู่เ้าเถอะ! ข้ารู้ทันหรอกว่าคิดจะขัดขวางเื่ของนายน้อย!! เฮอะ คิดจะลอบลงมือต่อข้าหรือ? ไม่มีทาง!” หลิวซุนแสดงสีหน้าพึงพอใจขณะรั้งหมัดกลับคืน จากนั้นจึงเท้าสะเอวหัวเราะราวคลุ้มคลั่ง
“……”
ไป๋หยุนเฟยอับจนคำพูด ขณะที่ในใจครุ่นคิดว่าไฉนคุณชายผู้นี้จึงไม่พอใจต่อองครักษ์ของตนถึงเพียงนี้? แม้แต่ยามเมามายก็ยังระวังป้องกัน‘การลอบทำร้าย’ คาดว่ามันคงถูกองครักษ์ของตนทำลาย‘เื่ดีงาม’อยู่เสมอ อันที่จริงหากพิจารณาจากพลังของซูตงแล้ว ต่อให้หลิวซุนลอบจู่โจมอย่างไรก็ยังไม่อาจทำร้ายซูตงได้ เพียงแต่ครานี้มันถูกพลังิญญาไป๋หยุนเฟยข่มขวัญทั้งยังเกรงว่าคุณชายจะล่วงเกินต่อยอดฝีมือ ความสนใจทั้งมวลจึงมุ่งไปที่ไป๋หยุนเฟยจนไม่ทันระวังถูกหลิวซุนจู่โจมใส่
หลังจากหลิวซุนหัวเราะราวคลุ้มคลั่งก็รั้งสายตากลับมาที่ไป๋หยุนเฟย มันถีบเท้ากระโจนเข้าใส่พร้อมกับร้องว่า “ข้าพูดแล้วต้องทำ! ได้เวลาเปลื้องผ้าให้แก่ข้าแล้ว!!”
“...” ครั้งนี้ไม่เพียงไป๋หยุนเฟยพูดไม่ออกทั้งยังต้องขนลุก คนผู้นี้พูดจาราวสติฟั่นเฟือน หรือไม่เกรงผู้คนจะเข้าใจความหมายในวาจามันผิด
ไป๋หยุนเฟยลอบถอนหายใจครุ่นคิด ในเมื่อองครักษ์เ้าไม่อาจทำหน้าที่ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำหน้าที่ดูแลเ้าแทนเอง
ชั่วขณะที่หลิวซุนเข้าถึงตัวก็ยื่นมือขวาคว้าใส่เสื้อผ้าของไป๋หยุนเฟย แต่ที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็ใบหน้าอันสงบนิ่ง พร้อมกับที่ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาก็ปรากฏแสงสีแดงแวบขึ้น จากนั้นคล้ายกับมีของบางอย่างปรากฏอยู่ในมือมัน แต่เพราะความเคลื่อนไหวอันรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน วัตถุในมือไป๋หยุนเฟยก็กระแทกใส่ศีรษะของอีกฝ่ายแล้ว
“ปัง!!”
ได้ยินเสียงก้องอยู่ในหัว หลิวซุนที่เท้ายังไม่ทันััพื้น มือขวายังไม่ทันกระทบถูกชายเสื้อไป๋หยุนเฟย พริบตาเดียวก็ถูกซัดลอยละลิ่วไปหาซูตงที่รีบเข้ามารับเอาไว้ก่อนที่มันจะลงไปกองกับพื้น
ผลกระทบเพิ่มเติมของก้อนอิฐระดับ +13 เหวี่ยงขว้าง!
เพียงสะบัดมือขวาก้อนอิฐในมือก็หายวับไป กระทั่งซูตงก็มองไม่ทันว่าในมืออีกฝ่ายคือสิ่งใด แม้แต่ััิญญาก็ยังรับรู้ถึงพลังิญญาที่สั่นไหวไม่ได้
ซูตงไม่มีเวลาจะแตกตื่นต่อการลงมืออย่างปลอดโปร่งของไป๋หยุนเฟย มันรีบก้มลงมองคุณชายที่พยุงไว้ในอ้อมแขน จึงพบว่าผู้เป็นายสิ้นสติไปแล้วพร้อมกับศีรษะที่บวมปูด แต่นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีาแอันใดอีก เมื่อใช้พลังิญญาตรวจสอบก็ไม่พบปัญหาอันใด
ซูตงถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก ก่อนจะพบว่าตนเองหลั่งเหงื่อโซมกายจนเสื้อผ้าชุ่มโชก ยามเงยหน้าขึ้นก็เห็นไป๋หยุนเฟยเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ พร้อมกับมองมาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“วางใจเถอะ เพียงสลบไปเท่านั้น หลับสักตื่นก็ดีขึ้นเอง ต่อไปดูแลมันให้ดีอย่าให้ก่อเื่ขึ้นอีก ไม่เช่นนั้นอาจล่วงเกินผู้ที่ไม่สมควรล่วงเกินเข้า” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าให้ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ซูตงตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะละเว้นคุณชายอย่างง่ายดายเช่นนี้ แต่นี่ก็เป็สิ่งที่ตนเองก็ปรารถนาเช่นกัน ขณะมองไปยังเหล่าบริวารที่กำลังแตกตื่นบนชั้นสองก็ร้องขึ้น “ยืนมองทำอะไร! รีบไสหัวลงมาช่วยพาคุณชายกลับบ้าน!”
……
ไป๋หยุนเฟยกลับเข้าไปแทรกฝูงชนที่เดินขวักไขว่บนท้องถนน พร้อมกับค่อยๆสอบถามเส้นทางกลับเช่นเดิม
มันยกมือขวาขึ้นลูบเบาๆ พร้อมกับพึมพำ “ไม่เลว... แม้จะยังติดขัดอยู่บ้าง แต่หากปรับปรุงและฝึกฝนอีกเล็กน้อยก็จะกลายเป็ท่าไม้ตายได้! ฟาดสามทบ หึ หึ...”
เมื่อครู่มันนำก้อนอิฐที่ไม่ได้ใช้งานมานานออกมา แต่จู่ๆคำพูดล้อเล่นของหลี่เฉิงเฟิงที่ว่า‘ฟาดสามทบ’ก็แวบเข้ามาในความคิด ยามได้ฟังครั้งแรกไป๋หยุนเฟยไม่ได้คิดจริงจัง มันเคยนึกสนุกลองทดสอบดูก็พบกับความล้มเหลวจึงลืมเลือนเื่นี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ที่สุดแล้วการใช้งานก้อนอิฐกับทวนเปลวอัคคีก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่คิดไม่ถึงว่าด้วยพลังฝีมือในยามนี้จะสามารถใช้วิชานี้ออกมาได้สำเร็จ เื่นี้สร้างความประหลาดใจและยินดีแก่มันยิ่ง
การฟาดสามระลอกติดต่อกัน หากไม่มีอะไรผิดพลาดจะสามารถแสดงผลกระทบการเหวี่ยงขว้างของก้อนอิฐ +13 ได้ ส่วนอีกสองผลกระทบที่เหลือ มึนงงและสับสน โอกาสที่จะแสดงผลก็เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย วันหน้าหากพบพานศัตรูมันก็จะมีไม้ตายที่คาดไม่ถึงเพิ่มขึ้นอีกท่า
ครั้งนี้ไม่มีอะไรผิดพลาด ผ่านไปชั่วก้านธูปไป๋หยุนเฟยก็มาถึงบ้านตระกูลเย่ เทียนิและจิ้งิเฟิงล้วนกลับมาถึงแล้ว ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกับสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายแมวคล้ายกระต่าย หางฟูยาวเหยียดกว่าลำตัว แต่เสียงกลับคล้ายสุนัข นี่ไม่ใช่อสูริญญา เพียงแต่ลักษณะภายนอกดูแปลกประหลาดเท่านั้น
เมื่อสอบถามดูจึงทราบว่าทั้งสองคนซื้อมาจากอุทยานสรรพสัตว์ฉีเจินเพราะรู้สึกว่ามันน่ารัก
ไป๋หยุนเฟยพูดอะไรไม่ออก มันมองไม่ออกจริงๆว่าน่ารักอย่างไร...
“จริงสิเทียนิ พรุ่งนี้รบกวนเ้าช่วยพาข้าไปบ้านตระกูลหลิวด้วยเถอะ เมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็สมควรไปเยี่ยมคารวะสักครา...”
