เช้าวันถัดมาบรรยากาศในท้องพระโรงมีแต่ความเคร่งเครียด เนื่องจากข่าวลือเื่าที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้วันนี้ขุนนางทุกคนต่างอยากรู้ว่าเป็ความจริงหรือไม่ ขอเพียงให้ฮ่องเต้ตรัสออกมาด้วยพระองค์เองพวกเขาถึงจะเชื่อ
แต่วันนี้กลับขาดเสนาบดีกรมการโยธาเยี่ยเกาจง ผู้นำกลุ่มขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายสามในการชิงบัลลังก์จากฮ่องเต้เซียวถิงเฟิง มีขุนนางในกลุ่มของพวกเขาแจ้งว่า เสนาบดีเยี่ยล้มป่วยจึงไม่สามารถมาเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ได้
ระหว่างที่เหล่าขุนนางกำลังพูดคุยกัน ก็มีเสียงประกาศการมาถึงของฮ่องเต้ดังขึ้นจากด้านข้างบัลลังก์ั “ฮ่องเต้เสด็จแล้วววว”
“ถวายบังคมฝ่าา ขอพระองค์ทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ” ทุกคนต่างคุกเข่าลงถวายความเคารพฮ่องเต้เซียวถิงเฟิง
“ขุนนางทุกท่านลุกขึ้นเถิด” วันนี้ฮ่องเต้เสด็จเข้ามาในท้องพระโรงด้วยพระอารมณ์ดีเป็พิเศษ
“กราบทูลฝ่าายามนี้ในเมืองหลวง มีข่าวลือเื่าระหว่างแคว้น พวกกระหม่อมรู้สึกเป็กังวล จึงอยากรู้ว่าฝ่าาทรงทราบเื่นี้แล้วหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งเหยียนรองเสนาบดีกรมการโยธา ออกหน้าเอ่ยถามกับฮ่องเต้เป็คนแรก
“สำหรับเื่นี้นั้นเจิ้นเองก็…” ฝ่าายังตรัสไม่จบก็มีเสียงดัง จากทหารสวมชุดเกราะวิ่งเข้ามาเสียก่อน
“ถวายบังคมฝ่าา มีรายงานด่วนจากแม่ทัพใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ทหารผู้นี้เหมือนจะรู้สถานการณ์ในท้องพระโรง ช่างมาได้เหมาะเจาะจริง ๆ
“แม่ทัพใหญ่มีรายงานเกี่ยวกับเื่อันใดรีบพูดมา” ฮ่องเต้ทรงทำท่าทางให้ดูตระหนกและตกพระทัยจริงจัง
“กราบทูลฝ่าาแม่ทัพใหญ่ส่งรายงานข่าวมาว่า ตอนนี้กองทัพของเราเดินทางได้เกินครึ่งทางแล้ว และก่อนหน้านี้ชินอ๋องซื่อจื่อได้เดินทางไปช่วยชาวบ้านที่เมืองหย่งจิน จนรอดพ้นเงื้อมมือจากทหารนับหมื่นของแคว้นตงหนานอย่างปลอดภัย แต่มีชาวบ้านไม่กี่คนที่ไม่เชื่อคำเตือนของเ้าเมืองเท่านั้นที่เสียชีวิต และชินอ๋องซื่อจื่อยังจับทหารนับพันนาย
ไว้เป็เชลย
นอกจากนี้ชินอ๋องซื่อจื่อยังได้สังหารรองแม่ทัพ ผู้เป็มือขวาของแม่ทัพใหญ่กู่ผิงจ้าน รวมถึงสายลับที่ปลอมตัวเข้ามาปะปนกับชาวบ้านไปอีกหลายราย เนื่องจากสายลับกลุ่มนี้คิดการณ์วางแผน จ้างชาวบ้านเข้าไปในกองทัพเพื่อวางยาพิษชินอ๋อง แต่บังเอิญมีคนได้ยินเื่นี้เข้าเสียก่อนหน่วยลับที่อยู่ในเมืองหย่งจิน จึงจัดการจับตัวเอาไว้ทำให้แผนการของพวกมันไม่อาจทำสำเร็จได้ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีข่าวเล็ดลอดจากวังหลวงแคว้นตงหนานว่า ฮ่องเต้ตงเยี่ยนเหอทรงหวาดระแวงว่า เหล่าพระโอรสจะฉวยโอกาสลงมือชิงบัลลังก์ จึงมิได้มอบทหารให้กับกู่ผิงจ้านมาทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ช่างเป็โชคดีของแคว้นฉู่ยิ่งนักที่มีบุตรหลานทั้งเก่งกาจฉลาดเฉลียว และทหารผู้เสียสละอีกมากมาย คอยช่วยปกป้องแผ่นดินของแคว้นเอาไว้ ไม่ยอมให้ศัตรูเข้ามารุกรานได้ง่าย ๆ จบรายงานจากแม่ทัพใหญ่แล้วหรือยัง” ฮ่องเต้พอได้ฟังข่าวจากทหารที่เข้ามารายงาน ถึงกับตรัสชื่นชมทั้งพระอนุชากับหลานชาย รวมถึงทหารที่ไปทำศึกในครั้งนี้ต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย
“ยังมีอีกเื่พ่ะย่ะค่ะ ชินอ๋องซื่อจื่อเห็นว่ากองทัพขนาดใหญ่ ย่อม้าใช้เสบียงอาหารจำนวนมาก และการเดินทางของกองทัพไปชายแดนยังต้องทำอาหารแจกจ่ายให้กับทหาร เกรงว่าเมื่อกองทัพเดินทางไปถึงชายแดนจะมีเสบียงไม่เพียงพอ จึงไม่้าไปเบียดเบียนเสบียงของชาวบ้าน
ตอนนี้จึงลงมือนำเงินทองที่ได้จากการกำจัดคนชั่วแถบชายแดน จ้างงานชาวบ้านทำการเพาะปลูกพืชผักเอาไว้แล้ว ซึ่งพืชผักเหล่านี้จะเติบโตได้ทันเวลาที่กองทัพไปถึงชายแดนพอดี และชินอ๋องซื่อจื่อจะเป็ผู้นำเสบียงนี้ไปส่งมอบให้กับกองทัพด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบใจ เ้าออกไปได้”
“ฝ่าาเหตุใดพวกกระหม่อมถึงไม่ทราบว่ากองทัพนับแสน เคลื่อนกำลังออกไปจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพใหญ่ทำเช่นนี้นับว่ามีความผิด ที่นำกำลังทหารออกเดินทางโดยไม่รายงานต่อฝ่าา ทั้งยังปิดหูปิดตาเหล่าขุนนางนะพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” เ้ากรมขุนนางเผิงหยุนโจวก้าวเท้าออกมาเอ่ยแย้ง และกล่าวถึงความผิดของแม่ทัพใหญ่
เสวี่ยซานเย่แม่ทัพผู้ดูแลความปลอดภัยของเมืองหลวง และยังเป็คนของเซียวชินอ๋องก้าวเท้าออกมาทักท้วงคำพูดของเ้ากรมขุนนาง “ใต้เท้าเผิงจะกล่าวเช่นนี้คงไม่ถูกกระมัง การาหากมีข้าศึกเตรียมประชิดชายแดนเช่นนี้ ถ้ามัวแต่รอแจ้งให้ขุนนางทุกคนในที่ประชุมรับทราบ กว่าจะออกเดินทางไปถึงชายแดน เกรงว่าแผ่นดินแคว้นฉู่คงถูกศัตรูยึดไปเป็ของตนแล้ว หรือท่านคิดว่าชีวิตของชาวบ้านตามชายแดน ล้วนไร้ค่าไม่ต้องรีบไปปกป้องก็ได้งั้นรึ”
เสนาบดีกลาโหมหวังเยี่ยนเฉิน ก็ร่วมวงกับการทักท้วงคำพูดของเ้ากรมขุนนางเผิง “นั่นสิใต้เท้าเผิง ท่านคิดว่าหากฝ่าาไม่มีรับสั่งให้มีการเคลื่อทัพ ชินอ๋องจะกล้านำทหารนับแสนนาย ออกเดินทางไปนับเดือนเช่นนี้ได้อย่างไรหรือว่าท่านจะอาสาออกรบแทนแม่ทัพใหญ่เอง”
“ข้าไม่ได้เป็ทหารหรือมีวิชาต่อสู้เก่งกาจจะออกไปรบด้วยตนเองทำไมกัน พวกท่านอย่าได้พูดจาบิดเบือนกล่าวหาข้าเช่นนี้ไม่ได้” ใต้เท้าเผิงพยายามพูดแก้ต่างให้ตนเอง
“ปัง!!! หยุดเถียงกันได้แล้ว ที่ท่านแม่ทัพเสวี่ยพูดมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แต่เจิ้นมีคำถามอยากให้ใต้เท้าเมิ่ง และใต้เท้าเผิงช่วยตอบสักหน่อยจะได้หรือไม่ ระหว่างเจิ้นกับท่านทั้งสองคนผู้ใดคือฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นกันแน่ เหตุใดถึงได้มาคาดคั้นพูดจาราวกับว่าเจิ้นทำความผิด ที่ไม่บอกเื่นี้ให้พวกท่านได้ทราบกลับไปคิดทบทวนให้ดี ๆ ว่าทำไมเจิ้น ถึงไม่ประกาศเื่นี้ออกไปั้แ่แรก จะบอกใบ้ให้พวกท่านทุกคนได้รับรู้เอาไว้สักเล็กน้อยก็แล้วกัน
เพราะมีขุนนางของแคว้นที่มีความคิดอยากเป็ฏ คนพวกนี้มักคิดว่าตนเองฉลาดกว่าผู้อื่น อย่าให้เจิ้นมีหลักฐานอยู่ในมือล่ะฏแผ่นดินพวกนี้จะต้องรับโทษสูงสุด คือการปะาชีวิตเก้าชั่วโคตร แผ่นดินแคว้นฉู่จะไม่มีตระกูลของคนทรยศ เหลือรอดแม้แต่คนเดียว” นี่คือการเตือนจากข้าและจะเป็การเตือนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เสนาบดีกรมคลังสนับสนุนความคิดที่ฮ่องเต้ได้พูดมาคนชั่วก็ปล่อยให้ตายไป แต่เงินทองยังสามารถเอามาทำอะไรได้อีกหลายอย่าง “กระหม่อมเห็นด้วยกับฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ ขุนนางชั่วเ่าั้นอกจากจะต้องโทษปะาทั้งตระกูล ยังต้องยึดทรัพย์สินทุกอย่างของตระกูลทั้งสายตรงและสายรอง เพื่อนำเงินทองที่ยึดมาได้นั้นนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อการพัฒนาบ้านเมืองต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะ เจิ้นขอแจ้งให้พวกท่านทุกคนได้ทราบว่า แคว้นของเรากำลังจะเปิดากับแคว้นตงหนาน แม่ทัพใหญ่ได้กล่าวก่อนที่จะออกเดินทางว่าเมื่อจบศึกครั้งนี้ หากแคว้นตงหนานยังไม่หยุดคิดสู้รบกับเราอีก ศึกครั้งต่อไปแม่ทัพใหญ่เซียวหนิงเฉิง จะนำกองทัพนับล้านบุกเข้าไปยึดแคว้นตงหนาน เพื่อรวมแผ่นดินให้เป็ของแคว้นฉู่เสียต่อไปจะได้ไม่มีาอีก หลังจากประชุมเสร็จสิ้นแล้ว พวกเ้าจะนำเื่นี้ไปบอกกับเ้านายของตนเจิ้นก็ไม่ห้าม เพียงแต่อย่าให้จับได้ไล่ทันขึ้นมาเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจจะมีตัวอย่างการลงทัณฑ์ให้พวกท่านได้ดูเป็แน่” คนพวกนี้พอก้าวเท้าออกจากท้องพระโรง ก็แยกย้ายไปหาเ้านายของตนทุกคน ขนาดวังหลังยังมีคนเช่นนี้ปะปนเข้ามาได้
“ฝ่าาหากมีการศึกเกิดขึ้นในครั้งหน้า กระหม่อมยินดีสนับสนุนท่านแม่ทัพใหญ่อย่างสุดกำลัง ถ้าสามารถยึดแคว้นตงหนานได้ ราษฎรทั้งสองแคว้นจะได้หลุดพ้นจากเื่าเสียทีพ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยซานเย่กล่าวต่อหน้าพระพักตร์ ด้วยความแน่วแน่ทำให้ขุนนางฝั่งของชินอ๋อง ต่างพยังหน้าเห็นด้วยและกล่าวสนับสนุนเช่นกัน
กลุ่มขุนนางที่เป็พรรคพวกกับเสนาบดีเยี่ยต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในใจของพวกเขามันเต้นระทึกแทบหลุดออกมา เพราะคำข่มขู่ของฮ่องเต้ที่ทรงตรัสออกมา คล้ายจะรู้เื่ที่พวกเขาร่วมมือกันอยู่ก่อนแล้ว หรือพระองค์เพียงแค่รอเวลาที่จะลงมือจัดการกับพวกเขากันแน่
“หากพวกท่านยื่นฎีกาเพื่อขอประชุม เกี่ยวกับการาก็คงได้ทราบกันแล้ว ถ้าไม่มีหัวข้อรายงานอื่น ๆ ก็เลิกประชุมเพียงเท่านี้” ฮ่องเต้ไม่้าให้ใครพูดขัดขึ้นมาอีก จึงตรัสปิดการประชุมไปเสียดื้อ ๆ
“น้อมส่งเสด็จฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อขุนนางทยอยเดินออกมาด้านนอก เสนาบดีกรมการคลังหลิวจิ่งเสียนเดินคู่กันออกมากับใต้เท้าหวัง และพูดคุยกันด้วยเสียงที่ไม่เบานัก
“ใต้เท้าหวังท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่ว่า ทรัพย์สมบัติของพวกที่ทำชั่วต่อแผ่นดินจะมีมากมายเพียงใดกันนะ ถ้าฝ่าาทรงยึดมาได้ท้องพระคลังที่ข้าดูแลอยู่ อาจจะไม่มีพื้นที่เพียงพอในการจัดเก็บก็เป็ได้”
ก่อนใต้เท้าหวังจะตอบกลับไป ยังแอบใช้สายตาชำเลืองไปทางขุนนางอีกกลุ่ม “ไอหยา ใต้เท้าหลิวท่านก็อย่าเพิ่งคำนวณเงินทองเ่าั้เลย อย่างไรเสียทรัพย์สมบัติในจวนของคนชั่ว สุดท้ายก็ต้องคืนกลับมาที่ท้องพระคลังอยู่แล้ว ในเมื่อท่านคำนวณเอาไว้ล่วงหน้าเช่นนี้ ข้ารบกวนท่านคำนวณเผื่อเื่อาวุธ รวมถึงชุดเกราะของทหารด้วยนะ สิ่งนี้เองก็สำคัญไม่แพ้กับเื่อื่น ๆ หากมีอาวุธและชุดเกราะที่แข็งแกร่ง ย่อมช่วยลดจำนวนทหารไม่ให้ล้มตายได้มากเชียวล่ะ ”
“ฮ่า ๆ ๆ” ทั้งสองคนพูดคุยกับจบก็หันมามองหน้ากัน แล้วหัวเราะเสียงดังเดินผ่านหน้าพรรคพวกของเสนาบดีเยี่ยไป
คนเหล่านี้ไม่อาจจะพูดจาโต้แย้งสิ่งใดได้ เหมือนเป็คนน้ำท่วมปากหากพวกเขากล้าเถียงออกไป ไม่เท่ากับยอมรับว่าตนเป็คนชั่วที่ถูกพูดถึงหรอกหรือ เมื่อทำอันใดไม่ได้จึงเดินออกจากวังหลวงด้วยความเคียดแค้น พวกเขาจะรอวันที่ได้เหยียบคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนให้จมดินในอนาคต แต่มันคงเป็ได้แค่ในความฝันอันเลือนรางที่ไม่มีวันเป็จริง
กลับมาทางด้านตำบลหย่งฝู หลังจากเซียวหนิงหลงจัดการส่งอู๋เสียนจงกลับเมืองหลวงไปแล้ว จึงได้กลับมาบอกเล่าเื่ราว ที่ครอบครัวของลู่ชิงถูกปองร้ายในครั้งนี้ เป็เพราะอู๋เสียนจงเกิดความโลภด้วยเห็นว่าอาหารของร้าน ไม่ว่ารายการชนิดไหนล้วนอร่อยทั้งสิ้นลูกค้าก็เดินเข้าออกร้านตลอด จนถึงเวลาปิดร้านจึง้าสูตรอาหารไปเป็ของตนและวางแผนไว้ว่า จะสังหารครอบครัวตระกูลสวีทุกคนให้ตกตายไปพร้อมกัน
ลู่เวินที่รับฟังเื่ราวจากเซียวหนิงหลง ถึงกับเก็บอารมณ์โกรธไว้ไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาถูกกระทำมาตลอดยามอยู่ที่จวนแห่งนั้น พอถูกไล่ออกมาย่อมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตระกูลนั้นอีก ทำไมพวกเขายังคิดหาเื่ครอบครัวของตนไม่เลิก
ฟางซินเองก็ไม่คิดว่าอู๋เสียนจงจะจิตใจโเี้เช่นนี้ แม้แต่ลู่จื้อกับลู่เสียนยังอยากไปแก้แค้นกับอู๋เสียนจงอีกครั้ง หากเซียวหนิงหลงไม่ส่งตัวกลับเมืองหลวงไปก่อน แต่ลู่ชิงกลับบอกกับทุกคนว่า
‘ถ้าอยากแก้แค้นคนตระกูลอู๋ก็ไม่ใช่เื่ยาก ขอเพียงพวกเราทำการค้าจนร่ำรวยมีตำลึงทองกองเป็ูเาเมื่อไหร่ ก็กลับไปเมืองหลวงเปิดกิจการที่นั่นให้ใหญ่โตกว่าทุกร้าน หากพวกท่านพบเจอคนรู้จักก็พูดให้พวกเราดูน่าสงสารเข้าไว้ เื่นินทาคนอื่นเป็เหมือนความสนุกสนานของคนเมืองหลวงนะเ้าคะ’ ทุกคนที่ได้ยินลู่ชิงพูดเช่นนั้นต่างก็คิดตาม
ซึ่งมันก็มีเหตุผลจึงคิดไปทางเดียวกันคือทำการค้าให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่านี้ แต่คงต้องรอหลังาจบลงเสียก่อน ค่อยคิดเื่ขยายร้านอาหารไปที่เมืองอื่น และยังต้องคิดก่อนว่าจะเปิดกิจการที่เมืองใดบ้าง ทุกอย่างต้องวางแผนให้รัดกุมในทุกขั้นตอน
เมื่อหมดเื่กังวลใจแล้วจึงหารือเื่การเพาะปลูกผักและทำหมูแดดเดียวอีกครั้ง เซียวหนิงหลงเขียนจดหมายถึงเ้าเมืองไป๋เพื่อขอความร่วมมือ เพราะไม่รู้ว่าาครั้งนี้จะกินเวลานานเท่าใด เขาเองก็ไม่สามารถให้คำตอบในเื่นี้ได้ เ้าเมืองไป๋ที่ได้อ่านจดหมายของเซียวหนิงหลง พร้อมมีวิธีการเพาะปลูกผักก็ไม่รอช้ารีบตอบรับอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญค่าจ้างชาวบ้านเ้าเมืองไป๋ก็ไม่ต้องจ่ายด้วยตนเอง
เซียวหนิงหลงเป็ผู้รับผิดชอบทั้งหมด แปลงเพาะปลูกพืชผักที่เมืองหย่งจิน จึงเริ่มขึ้นในวันถัดมาทันที ส่วนที่ตำบลหย่งฝูนายอำเภอก็รับทราบเื่นี้ และยินดีที่จะช่วยจัดการด้วยความเต็มใจ
ตอนนี้ครอบครัวสวีและกลุ่มของเซียวหนิงหลง กำลังเดินทางเข้าไปหมู่บ้านอันผิงเพื่อประกาศจ้างงาน ทั้งการปลูกผักและการทำหมูแดดเดียว ลู่ชิงคิดว่าเมื่อชาวบ้านทำเสร็จจะให้สหายของพี่ชาย นำไปส่งที่ร้านอาหารทุกวันในตอนเช้า เมื่อพวกเขามาทำงานและนางจะเก็บเอาไว้ในมิติ ป้องกันไม่ให้เกิดการเน่าเสียระหว่างรอส่งมอบให้กับกองทัพ
“อาเซียวใกล้จะถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านแล้วล่ะ เดี๋ยวพวกเราไปรออยู่ตรงลานกลางหมู่บ้าน น้าจะให้อาจื้อไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาคุยกับพวกเราที่นี่คงจะสะดวกกว่า”
“ท่านน้าลู่เวินตัดสินใจได้เลยขอรับ ข้าไม่มีปัญหาขอเพียงชาวบ้านช่วยทำงานอย่างเต็มที่ก็พอขอรับ” เซียวหนิงหลงคิดเพียงแค่เื่การทำงานอย่างขยันขันแข็ง และคุ้มกับเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้กับชาวบ้าน
“พี่ชายเซียวเ้าคะ ข้าเองก็ช่วยทำงานเหมือนกันนะเ้าคะ จะมีค่าแรงในส่วนของข้าบ้างหรือไม่ ถ้าน้อยกว่าคนอื่นขอไม่รับนะเ้าคะเดี๋ยวจะร่ำรวยช้าเ้าค่ะ” ลู่ชิงท้วงเื่ค่าแรงของตนขึ้นมาบ้าง
“หืม ชิงเอ๋อร์ก็อยากได้ค่าแรงกับเขาด้วยหรือ แต่เ้ายังเด็กอยู่จะเอาค่าแรงมากกว่าผู้ใหญ่คงจะไม่เหมาะกระมัง” เซียวหนิงหลงแกล้งเอ่ยหยอกลู่ชิงเื่ค่าแรงของนางกับคนอื่น ทั้งที่ในใจได้คิดเื่นี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอย่างไรเขาย่อมต้องมอบให้นาง
ลู่ชิงคิดถึงเื่ทหารที่พิการ ก็ต้องถูกปลดและส่งกลับบ้านจากนั้นก็ทำมาหากินลำบาก “ถึงตอนนี้ข้ายังเด็กแต่ความคิดนี้เป็ข้าที่คิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นค่าแรงต้องได้มากกว่าหรือเป็การซื้อสูตรไปก็ได้นี่เ้าคะ ท่านจะเอาไปมอบให้กับครอบครัวทหาร ที่พิการจากาพวกเขาจะได้มีอาชีพ เพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวไม่ดีหรือเ้าคะ”
“ความคิดของเ้าช่างประเสริฐจริง ๆ พี่เคยคิดเช่นกันว่าจะหาอาชีพที่ได้เงินมาก ๆ ให้ทำ ครั้งนี้ต้องขอบใจเ้ามากที่ชี้ทางสว่างนี้ให้กับพี่ เอาไว้าจบลงพี่จะนำเื่นี้ไปหารือกับท่านพ่อและท่านลุง คิดว่าพวกท่านทั้งสองต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน ส่วนค่าแรงของชิงเอ๋อร์คงต้องรอสักหน่อยนะ ถึงตอนนั้นคงต้องทำห้องเก็บสมบัติแล้วล่ะ”
เซียวหนิงหลงคิดว่าเสด็จลุงต้องเห็นด้วย และเขาจะขอรางวัลที่นางควรได้รับ โดยเขาจะเป็คนอาสานำมาส่งให้ถึงมือด้วยตนเอง
“มาถึงกันแล้วล่ะ อาจื้อเ้าช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาทีนะ บอกว่าพวกเราพาคนมาจ้างงานชาวบ้าน ส่วนรายละเอียดการทำงานค่อยมาคุยกันหลังจากนี้” ลู่เวินให้ลู่จื้อไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้าน มาพูดคุยเื่การจ้างงานที่ลานกลางหมู่บ้านอันผิง
“ขอรับท่านพ่อ ข้าจะรีบไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาเดี๋ยวนี้เลย” ลู่จื้อรีบวิ่งไปทางบ้านของหลิ่วอานทันที
ทุกคนนั่งรออยู่ไม่ถึงหนึ่งจิบชา ลู่จื้อก็เดินกลับมาพร้อมกับหลิ่วอานที่ทำสีหน้างง ๆ เพราะมีคนอยู่กับลู่เวินมากกว่าเดิมหลายคน และยังสงสัยว่าในยามที่จะมีาเช่นนี้ ใครจะเอาเงินออกมาจ้างชาวบ้านทำงานกัน
“ลู่เวินเ้าให้อาจื้อไปตามข้ามาที่นี่มีเื่อะไรเกิดขึ้นอีกรึ คงไม่มีเื่อพยพอีกแล้วใช่ไหม”
“ไม่ใช่เื่นั้นหรอกขอรับท่านอาหลิ่ว ครั้งเป็เื่ดีสำหรับชาวบ้านทุกคน ข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จักคนผู้นี้คือคุณชายเซียวผู้ที่พาทหารมาช่วยพวกเราเอาไว้ ซึ่งคุณชายเซียวมาที่หมู่บ้านอันผิง เพื่อ้ามาจ้างงานชาวบ้านให้ทำหมูแดดเดียว เพื่อส่งไปเป็เสบียงของกองทัพอย่างไรเล่าท่านอาหลิ่ว”
“ลู่เวินเ้าพูดจริงรึ! คงไม่ได้พาคนมาหลอกชาวบ้านให้ทำงาน แล้วไม่ยอมจ่ายค่าจ้างหรอกนะ” หลิ่วอานกลัวว่าจะถูกหลอก เนื่องจากยามนี้สถานการณ์เื่า ยังคงไม่สงบอย่างแท้จริง
“ท่านลุงหลิ่วข้า้าจ้างงานชาวบ้าน ตามที่ท่านน้าลู่เวินได้บอกท่านลุงไปแล้วจริง ๆ ตัวข้าเป็ทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉู่ ย่อมไม่โกหกหลอกลวงชาวบ้านอย่างแน่นอน และอีกอย่างทหารที่ประจำอยู่บนูเา ด้านหลังของหมู่บ้านเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ในตอนนี้ ล้วนเป็คนของข้าทั้งสิ้นขอรับ” เขาพอจะเข้าใจเพราะยามนี้จะเชื่อใจคนที่แต่งกายดูดีนั้นเป็เื่ยาก
“ท่านอาหลิ่วเชื่อพวกเราเถิด ข้าย่อมไม่พาใครมาหลอกลวงพวกท่าน เพราะงานครั้งนี้มีเพียงหมู่บ้านอันผิงที่เดียวเท่านั้น ที่จะได้ทำคนในหมู่บ้านอื่น ๆ อาเซียวได้จ้างไปทำการเพาะปลูกผักหมดแล้วล่ะ แต่งานของชาวบ้านที่นี่ไม่ต้องออกไปทำข้างนอกบ้านเลยขอรับ ท่านอาหลิ่วรีบเรียกทุกคนมาประชุมกันที่นี่เถิด” ลู่เวินเกรงว่าหลิ่วอานจะคิดมากจนเกินไป จึงพูดยืนยันเื่นี้อีกครั้งอย่างจริงจัง หากไม่ได้สนิทชิดเชื้อเคยช่วยเหลือกันมาก่อน เขาไม่มีทางออกหน้าเช่นนี้แน่
หลิ่วอานเห็นว่าลู่เวินยืนยันอย่างหนักแน่น จึงวางใจกับเื่นี้และเริ่มเคาะเกราะไม้ เพื่อส่งสัญญาณให้ชาวบ้านทุกคน รีบมายังลานกลานหมู่บ้าน หนึ่งเค่อต่อมาทุกครอบครัว ล้วนมารวมตัวกันครบทุกคน
“ทุกคนเงียบ ๆ กันหน่อย ที่ข้าเรียกพวกเ้ามาประชุมร่วมกัน ตอนนี้มีคน้าจ้างงานพวกเ้าทุกครอบครัว และการทำงานก็ทำอยู่ภายในหมู่บ้านของเรา ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทำงานข้างนอก”
“ท่านลุงหลิ่วแล้วงานที่จะจ้างพวกเรา เกี่ยวกับอะไรหรือขอรับ” บุตรชายของนายพรานเถียนะโถามกับหลิ่วอาน
“ตอบท่านน้างานของข้า คือการทำเนื้อหมูแดดเดียวเพื่อใช้เป็เสบียงให้กับกองทัพแคว้นฉู่ ส่วนวิธีการทำนั้นข้าจะให้ชิงเอ๋อร์เป็คนอธิบายให้พวกท่านเข้าใจเอง” เซียวหนิงหลงตอบชาวบ้านด้วยท่าทีน่าเกรงขาม แต่น้ำเสียงยามพูดถึงชื่อของลู่ชิงกลับอ่อนลงไปเล็กน้อย
ด้านข้างเซียวหนิงหลงมีโต๊ะขนาดกลาง ที่ตันเจียงกับเจียวมิ่งช่วยกันยกมาวาง ส่วนคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันยกเนื้อหมู ที่หั่นเป็ชิ้นยาวประมาณสี่ชุ่นไว้แล้ว รวมถึงหม้อขนาดกลางและเครื่องปรุง ที่ต้องใช้หมักเนื้อหมูวางลงบนโต๊ะจนครบ พร้อมที่จะทำเป็ตัวอย่างให้ทุกคนได้ดู จากนั้นเป็หน้าที่ของลู่ชิง ที่ต้องอธิบายวิธีการทำเนื้อหมูแดดเดียว
“ทุกท่าน ข้าลู่ชิงจะเป็ผู้อธิบายขั้นตอนต่าง ๆ สำหรับการทำเนื้อหมูแดดเดียว พร้อมกับลงมือทำไปด้วย เพื่อที่พวกท่านจะได้เห็นและเข้าใจไปพร้อม ๆ กันเ้าค่ะ
เริ่มจากการนำเนื้อหมูมาหั่นเป็ชิ้นยาวประมาณสี่ชุ่นและหนาครึ่งชุ่น แต่ครั้งนี้หั่นมาให้พวกท่านดูเป็ตัวอย่างแล้วนะเ้าคะ จากนั้นนำเนื้อหมูที่หั่นไว้ใส่ลงไปในหม้อที่จะใช้หมัก ตามด้วยเครื่องปรุงได้แก่กระเทียม พริกไทย รากผักชี ทั้งสามอย่างนี้ต้องนำไปโขลกให้ละเอียดเสียก่อน ยังมีเกลือ น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว น้ำมัน คลุกเคล้าเนื้อหมูกับเครื่องปรุงทุกอย่างให้เข้ากัน และหมักทิ้งไว้ประมาณสองเค่อ ก่อนนำขึ้นมาวางบนถาดสานที่มีขนาดใหญ่ เราจะตากเนื้อหมูไว้ด้านละครึ่งชั่วยาม เพื่อให้เนื้อหมูแห้งทุกด้าน เมื่อเนื้อหมูตากแดดจนแห้งได้ที่แล้ว รบกวนพวกท่านใช้ใบของต้นเซียงเจียวห่อเอาไว้ และรวบรวมใส่ตะกร้าเพราะพี่เว่ยหลินกับพี่กวงเหอ จะเป็คนนำเนื้อทั้งหมดไปส่งให้กับข้าที่ร้านอาหารเองเ้าค่ะ”
“ส่วนค่าแรงที่พวกท่านจะได้รับคือวันละสี่สิบอีแปะ พวกท่านต้องมาช่วยกันทำที่ลานแห่งนี้ จะไม่มีการนำไปทำที่บ้านเด็ดขาด ส่วนเนื้อหมูจะมีคนของข้านำมาส่งให้พวกท่านในยามเช้าของทุกวันเอง ใครจะทำหน้าที่อะไรก็แบ่งกันให้ชัดเจนจะได้ไม่เกี่ยงกันทีหลัง ในทุกวันเมื่อทำงานเสร็จจะมีคนของข้า นำเงินมาจ่ายค่าจ้างแก่พวกท่านถ้าไม่มีใครขัดข้อง ขอให้พวกท่านเริ่มทำงานในวันพรุ่งนี้เลยนะขอรับ” เขาอยากให้ทำแบบรวมกลุ่มเพื่อป้องกันการแอบแบ่งเนื้อหมูไว้กินเอง
“พวกเราตกลงทำงานให้กับท่าน และเริ่มงานวันพรุ่งนี้ทันทีขอรับ”
คนอื่น ๆ ก็พยักหน้าตามเห็นด้วยกับคนที่พูด วันหนึ่งได้ค่าจ้างตั้งสี่สิบอีแปะและงานก็ไม่ได้หนักเหมือนไปปลูกผัก เมื่อคนมาจ้างให้ทำงานพวกเขาจะปฏิเสธไปทำไมกัน ตอนนี้ข้าวของต่างก็ขึ้นราคาจนพวกเขาแทบจะซื้อไม่ไหว หากได้ค่าจ้างจากงานนี้มาช่วยคงพอได้หาซื้อข้าวมาให้ครอบครัวได้บ้าง
“พรุ่งนี้ยามเฉินคนของข้าจะนำเนื้อหมู และเครื่องปรุงมาส่งให้พวกท่านที่นี่นะขอรับ วันนี้พวกเราต้องขอตัวกลับก่อน ส่วนเนื้อหมูที่ทำเป็ตัวอย่างรบกวนท่านลุงหลิ่ว ช่วยแบ่งให้ทุกคนเท่า ๆ กัน นำกลับไปทำอาหารทานได้เลยขอรับ” เซียวหนิงหลงกล่าวย้ำอีกครั้ง
“ขอบใจมากที่ให้พวกเราได้ทำงาน มีรายได้จุนเจือครอบครัว” หลิ่วอานเป็ตัวแทนชาวบ้าน ขอบใจเซียวหนิงหลงที่มาจ้างงานพวกเขา
พอจัดการทุกอย่างลงตัวเรียบร้อย ทุกคนจึงกลับไปที่ร้านอาหารโดยระหว่างทางลู่ชิงบอกว่า วันนี้นางจะทำลาบหมูกับต้มแซ่บซี่โครงหมูให้ทุกคนได้ชิม เมื่อได้ยินชื่ออาหารแปลก ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นกับผู้ร่วมเดินทางทันที แต่พอลู่ชิงลงมือทำอาหารทั้งสองอย่างเสร็จ พวกเขาจึงลืมคำถามที่เคยมีอยู่ในหัวออกไปจนหมด หลงเหลือเพียงความอร่อยแม้แต่น้ำต้มแซ่บยังไม่เหลือติดหม้อ ทั้งยังมีการสนับสนุนให้เพิ่มเข้าไปในรายการอาหารของร้านอีกด้วย
