เล่มที่ 3 บทที่ 88 ชิ้นส่วนพิภพ
ไม่ใช่แค่หินตงจี๋ในมือเท่านั้น
แต่ทั่วทั้งห้องหลังจากถูกแสงสว่างนี้สาดส่อง ทุกอย่างก็เบาหวิวราวกับสูญเสียน้ำหนักไป ทำให้สิ่งต่างๆอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักล่องลอยไปมากลางอากาศ…
“นี่สินะแสงทิพย์ตงจี๋ในตำนาน…”
หลินเฟยหัวเราะเล็กๆออกมา ก่อนจะสลายพลังปราณ ทันใดนั้นสิ่งของที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศก็ร่วงกลับที่เดิม
หลังจากพยายามทดลองอยู่สองครั้ง หลินเฟยจึงได้ยกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“คุ้มค่าจริงๆ แค่ใช้เคล็ดวิชากระบี่หมัวเจี้ยนเท่านั้น ก็สามารถแลกมันมาได้แล้ว…”
และบัดนี้ก็เข้าสู่คืนวันที่เก้าที่หลินเฟยไม่ได้ออกมาจากห้อง
หลังจากเปิดหน้าต่างออก ก็ทำให้เห็นท้องฟ้าด้านนอกที่มืดสนิท หลินเฟยเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมา…
เดิมทีขั้นบำเพ็ญในปัจจุบันของหลินเฟยในปัจจุบัน ส่งผลให้ร่างกายของเขาไม่จำเป็ต้องนอนหลับถึงแม้จะอดนอนมาถึงสิบวันก็ตาม
แต่ว่าครั้งนี้หลินเฟยเหนื่อยมากจริงๆ เพราะเขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบวันแต่กลับต้องวนโคจรเติมเต็มพลังปราณและจัดการหินตงจี๋ไปเรื่อยๆไม่รู้จบ ที่ทำสำเร็จขึ้นมาได้ก็มาจากแรงใจล้วนๆ เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจเช่นนี้อยู่หลายวัน ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่อาจจะอดทนไหวได้
ด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาหลายวันจึงทำให้หลินเฟยผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย จนกระทั่งบ่ายคล้อยของวันถัดมา เขาจึงได้ลืมตาขึ้นมา…
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ หลินเฟยก็เก็บกวาดห้องที่เละเทะไปหมด สุดท้ายจึงค่อยก้าวออกมาจากห้อง ตอนแรกเขาคิดไว้ว่าจะไปหว่านล้อมตาเฒ่าให้ช่วยเื่ไปหุบเขากระบี่เสียหน่อย แต่ดันกลับได้ยินเสียงเรียกของผู้เป็อาจารย์ดังขึ้นมาก่อน
“มาหาข้าที่เรือนหน่อย”
หลินเฟยเกาหัวแกร่กๆ ‘อย่าบอกนะว่าใช้หินิญญาจนหมดอีกแล้ว…’
หลินเฟยคิดเช่นนั้น ก่อนจะก้าวเข้าไปในลานที่พักของผู้เป็อาจารย์
“เอาไป”
หลังจากก้าวเท้าเข้ามา นักพรตเฒ่าก็โยนบางสิ่งมาให้ ก่อนจะเห็นว่ามันคือป้ายคำสั่งที่สีดำ มีลวดลายสลับซับซ้อน แถมยังมีรูปูเาสูงเสียดฟ้าสลักอยู่ ขณะที่หลินเฟยกำลังมึนงงกับของในมือ นักพรตเฒ่าก็เอ่ยแทรกขึ้นมา…
“ป้ายอนุญาตไปหุบเขากระบี่ เมื่อวานข้าไปขอกับศิษย์พี่เ้าสำนักมา…”
“หื้อ?” หลินเฟยหยุดชะงักลง
“ข้าไม่ได้หูหนวกตาบอด หลายวันนี้มานี้ ที่เ้าทำอะไรตูมตามเสียงดังในห้องนั่น อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ เ้ากำลังเตรียมตัวไปหุบเขากระบี่ใช่หรือไม่?” เมื่อพูดจบ นักพรตเฒ่าก็ส่ายหัวตามมาทันที
“เอาเถอะ เ้าคงมีเหตุผลจำเป็ที่ต้องไปให้ได้ ถ้าไม่อยากพูด ข้าก็จะไม่เค้นถามอีก ทว่าก่อนไป ข้าขอเตือนไว้หนึ่งอย่าง หุบเขากระบี่นั่นนอกจากจะมีหมอกแร่จิงซ่าปกคลุมทั้งปีแล้ว สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือช่องโหว่มากมายพวกนั้น…”
“ช่องโหว่?”
“ใช่แล้ว ช่องโหว่” นักพรตเฒ่าพยักหน้าก่อนจะหลับตาราวกับกำลังรำลึกถึงบางสิ่ง
“ความจริงเป็อย่างไรนั้น ข้าเองก็ไม่รู้หรอก เพียงแค่เคยได้ยินอาจารย์ปู่เ้าเล่ามาว่า พิภพหลัวฝูที่อยู่ตอนนี้ ไม่ได้เหมือนกับในอดีต ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะหลายหมื่นปีก่อน ได้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ขึ้น หลังจากภัยพิบัติจบลง พิภพหลัวฝูก็แตกออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย แน่นอนว่าชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดก็คือพิภพหลัวฝูที่อยู่ในตอนนี้ ส่วนชิ้นส่วนอื่นๆอีกก็ล่องลอยอยู่รอบๆพิภพหลัวฝู ชิ้นส่วนเหล่านี้มีชื่อว่าพิภพน้อย และหุบเขากระบี่ก็คือหนึ่งในชิ้นส่วนที่แตกออก จนกลายเป็พิภพน้อยนั่นเอง…”
“ไม่ใช่!” เมื่อหลินเฟยได้ยินดังนั้น ก็รีบปฏิเสธขึ้นมาทันที
เพราะมีชิ้นส่วนพิภพกับพิภพน้อยอยู่ก่อนั้แ่ชาติที่แล้วต่างหาก
ทั้งหมดหลงเหลือมาจากยุคา…
แต่ความจริงเป็อย่างไร กลับไม่มีใครรู้
ที่แน่ๆต้องไม่ใช้เศษพิภพที่แตกสลายเหมือนที่ตาเฒ่าพูดแน่นอน
เพราะชิ้นส่วนพิภพและพิภพน้อยเหล่านี้ ล้วนไม่ใช่สิ่งของธรรมดาทั่วไป
ตัวอย่างเช่น ขุมทรัพย์ลับทั้งเจ็ดของสำนักเวิ่นเจี้ยน
ล้วนถูกสร้างไว้ในพิภพน้อยต่างๆ
ทุกสิ่งทุกอย่างในนั้น รวมถึงร่องรอยต่างๆ ล้วนบ่งบอกให้รู้ว่า “พวกมันไม่ใช่ของจากแดนมนุษย์”
ทว่าหลังจากกล่าวปฏิเวธออกไป หลินเฟยก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
เพราะเขาดันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้…
‘ตอนนั้นที่ได้ตายตกไปพร้อมเ้ายวนหวง ผู้เป็เ้าแห่งเหวทมิฬ พิภพหลัวฝูก็เกิดการสู้รบไม่หยุดหย่อนจนแทบจะแตกสลาย’
‘อีกอย่างตอนที่ฟื้นคืนชีพมาในร่างนี้ หลินเฟยเองก็รู้สึกได้ว่าพิภพหลัวฝูแห่งนี้เหมือนจะเล็กลงจากเดิม สถานที่บางแห่งที่ควรจะมี ก็กลับสูญหายไปเสียอย่างนั้น’
‘เช่น ทุ่งหญ้าหย่งเย่’
‘อีกทั้งหากพิภพน้อยเกิดจากชิ้นส่วนของพิภพหลัวฝูจริงๆละก็ แล้วเื่ของขุมทรัพย์ลับทั้งเจ็ดแห่งล่ะ จะอธิบายได้อย่างไร?’
‘ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ’ สายตาของนักพรตเฒ่าที่มองหลินเฟยเต็มไปด้วยความฉงน จากนั้นเขาก็พูดต่อโดยไม่สนใจว่าหลินเฟยจะฟังอยู่หรือไม่
“เื่นี้ถือเป็ความลับสุดยอด ต่อให้เป็สำนักเวิ่นเจี้ยนก็รู้กันเฉพาะเหล่าผู้าุโเท่านั้น การที่เ้ารับไม่ได้ก็ไม่ใช่เื่แปลก ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าในอดีตตอนที่อาจารย์ปู่เ้าบรรลุขั้นฟ่าเซี่ยง ก็มีครั้งหนึ่งที่มารปีศาจเกิดบุกเข้ามายังหุบเขากระบี่ หลังจากขับไล่เหล่ามารปีศาจไปได้ อาวุธคู่กายก็ได้หล่นหายไป เ้าลองคิดดูสิ มารปีศาจเ่าั้มันมาได้อย่างไร?”
“เพราะช่องโหว่เ่าั้หรือ?” บัดนี้หลินเฟยรู้สึกกระวนกระวายจนอยู่ไม่สุข เมื่อได้ยินคำถาม ก็โพล่งตอบออกไปมั่วๆโดยไม่ทันคิด
“ถูกต้อง” นักพรตเฒ่าเอง ก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของหลินเฟยในขณะที่เขาตอบคำถาม เนื่องจากหลินเฟยในตอนนี้มีสีหน้าเหม่อลอยราวกับกำลังจมอยู่กับความคิดบางอย่าง
“ตอนนั้นมีช่องโหว่จุดหนึ่งที่หลุดจากการควบคุม ทำให้มีมารปีศาจจำนวนมากหลุดลอดเข้ามาได้ พวกมันเผาทำลายจนหุบเขากระบี่แทบพินาศ อาจารย์ปู่ของเ้าได้ร่วมมือกับผู้บำเพ็ญฟ่าเซี่ยงอีกหลายคน จึงจะสามารถขับไล่พวกมันไปได้…”
“ถ้าเป็อย่างที่ว่าจริงๆ การที่ข้าไปหุบเขากระบี่นั้น ดีไม่ดีอาจจะเจอมารปีศาจที่หลุดลอดออกมาจากช่องโหว่ก็ได้?”
“ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะในอดีตหลังจากที่ขับไล่พวกมันไปแล้ว อาจารย์ปู่กับผู้บำเพ็ญฟ่าเซี่ยงก็ใช้พลังผนึกช่องโหว่เ่าั้ไว้ จึงทำให้หลายพันปีมานี้ ไม่เคยมีมารปีศาจหลุดลอดเข้ามาได้อีก หากเป็เื่นี้ละก็เ้าไม่ต้องเป็ห่วงเลย แต่ที่ข้าเป็ห่วงก็คือ ช่องโหว่ที่ยังไม่มีใครรู้และยังไม่ถูกปิดผนึกต่างหาก หากเ้าหลุดเข้าไปในช่องโหว่เ่าั้แล้วละก็ เกรงว่าข้าคงจะต้องบุกไปช่วยถึงพิภพน้อย จึงจะทวงเอาหินิญญาหลายร้อยก้อนที่จะได้ในหนึ่งเดือนกลับมาสำเร็จ…”
“ศิษย์จะระวัง”
“หึหึ เื่นี้ไม่ใช่แค่ระวังเท่านั้น…” นักพรตเฒ่ายิ้มพลางส่ายหัวไปด้วย
“ในเมื่อตัดสินใจดีแล้ว ข้าเองก็จะไม่พูดอะไรมากอีก หลังจากที่ไปถึงหุบเขากระบี่ เ้าจะต้องระวังตัวให้มาก หากเจอเื่อันตรายก็ใช้ยันต์นี้แล้วกัน…”
พูดจบนักพรตเฒ่าก็ล้วงเอายันต์แผ่นหนึ่งออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“นี่คือยันต์สวีคง ไม่ง่ายเลยกว่าข้าจะขอศิษย์พี่เ้าสำนักมาได้ มันมีมูลค่ามากกว่าหินิญญาพันก้อนเสียอีก ดังนั้นถ้าไม่จำเป็จริงๆอย่าหยิบมาใช้จะดีกว่า เพราะมันเปลือง…”
หลินเฟยถือยันต์สวีคงในมือ ก่อนจะยืนฟังนักพรตเฒ่าชี้แนะอีกเล็กน้อย อยู่ดีๆก็เกิดภาพทับซ้อนของตาเฒ่าผู้เป็อาจารย์ในอดีตขึ้นมา…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
