พวกเขาเคาะประตูด้านข้างให้เปิดออก และหลิ่วฉางผิงที่เปิดประตูออกมาก็ถูกสัตว์ที่ล่ามาได้กองสูงทำให้ตื่นใ
เมื่อเขาเห็นเหยื่อชัดเจนว่าคืออะไร ก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้นอีก นี่มันหมาไนหนึ่งฝูงเลยนะ
พวกของเจินจูได้ยินเช่นนั้นจึงก้าวเข้ามา อาชิงและผิงอันกำลังล้อมหมาไนสิบกว่าตัวด้วยท่าทางตื่นเต้น
“องครักษ์โหยวร้ายกาจยิ่งนัก หมาไนตั้งหลายตัวล้วนเป็เขาใช้หนึ่งดาบโจมตีทะลุหัวทั้งนั้น ข้ากับผิงอันร่วมมือกันจัดการไปได้แค่สามตัวเอง ที่เหลือล้วนเป็องครักษ์โหยวฆ่าตายทั้งหมดเลย”
“ใช่ๆ มีหมาไนสองตัวคิดจะวิ่งหนีไปด้วย แต่ถูกองครักษ์โหยวคว้าก้อนหินมาใช้เป็อาวุธลับ กระแทกจนสลบไปหมดเลย ฮ่าๆ”
สองคนกล่าวด้วยความตื่นเต้นไม่หยุด มีความสุขกันจนแทบจะตัวลอยได้เลยทีเดียว
“ไอ๊หยา คุณหนู เืแดงเต็มไปหมด ท่านอย่ามองเลยนะเ้าคะ” เมอเมอหวังเข้ามาใกล้มองหนึ่งที ใสะดุ้งโหยง รีบขวางโหยวอวี่เวยไว้ไม่ให้นางเข้าไป
แต่โหยวอวี่เวยจะยอมเสียที่ไหน นางแกล้งทำเป็มองไปด้านหลังเมอเมอหวังทีหนึ่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ และถือโอกาสที่เมอเมอหวังหมุนตัวกลับไปมอง นางจึงรีบวิ่งเข้าไปทันที
เจินจูเห็นฉากเช่นนี้ จึงเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
โหยวอวี่เวยยืนอยู่ข้างฝูงหมาไนฝูงใหญ่ที่เปรอะไปด้วยเื ร้องใขึ้นหนึ่งที แล้วเอามือสองข้างปิดใบหน้า แต่ดวงตามองรอดผ่านซอกนิ้ว
กู้ฉีส่ายหน้าอย่างระอาใจ เห็นอยู่ว่าหวาดกลัวแต่ยังอยากจะดูอีก
“ผิงอัน อาชิง พวกเ้าสองคนไม่ได้รับาเ็ใช่ไหม?” เจินจูมองพิจารณาพวกเขาขึ้นลง
“ท่านพี่ ข้าไม่เป็อะไร พี่อาชิงถูกหมาไนข่วนเล็กน้อย เสื้อผ้าเลยขาดไปหน่อย บนร่างกายไม่ได้เป็อะไรเลย” ผิงอันตอบอย่างกระตือรือร้น
ถูกข่วน? ยุคนี้ไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วยสิ เจินจูเดินเข้าไปใกล้อาชิง มองไปยังบริเวณที่โดนข่วนบนแขน
ยังดีที่ไม่มีาแ ิัแดงเล็กน้อยเท่านั้น
“พี่เจินจู ข้าไม่ได้เป็อะไร แค่ข่วนเสื้อผ้าขาดไปเอง” อาชิงจับเสื้อผ้าของเขาด้วยความเจ็บใจ
นี่เป็เสื้อผ้าสำหรับฝึกการต่อสู้ที่จ้าวหงยู่ทำขึ้นใหม่ให้เขาเลยนะ
“ฮ่าๆ ไม่เป็ไร กลับไปให้ท่านอาหงยู่เย็บปะลายต้นไผ่สองสามต้นบนนั้นให้เ้า เชื่อได้เลยว่างดงามเหมือนเดิมแน่นอน” เจินจูหัวเราะ
“แหะๆ” อาชิงหัวเราะขึ้นมาเช่นกัน
“องครักษ์โหยว ลำบากท่านแล้ว ฆ่าฝูงหมาไนดุร้ายมากมายเพียงนี้ ท่านไม่ได้รับาเ็ใช่ไหมเ้าคะ?” เจินจูมองไปทางโหยวซานที่ทั้งใบหน้าเมินเฉย
“ข้าไม่ได้เป็อะไร ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของแม่นางหู” โหยวซานกล่าวขอบคุณทันที
เจินจูยิ้มแล้วพยักหน้า หลังจากนั้นมองหมาไนเกลื่อนไปทั่วพื้นด้วยความกลุ้มใจเล็กน้อย
“ท่านลุงหลิ่ว หมาไนสิบกว่าตัวนี้ท่านให้คนเชือดแล้วถลกหนังก่อนเถอะ อีกสักเดี๋ยวแบ่งกันไปคนละครึ่งตัว ที่เหลือท่านช่วยส่งกลับไปที่บ้านที ข้าจะให้ท่านอาหงยู่ทำเนื้อตากแห้งขึ้น รอตอนสิ้นปีจะแจกให้พวกท่านเป็ของขวัญนะเ้าคะ”
“โอ้ ได้เลย เจินจู เ้าวางใจ รับรองเลยว่าจะชำระล้างจนสะอาดแล้วเอาไปให้เ้าอย่างแน่นอน” หลิ่วฉางผิงรีบฉีกยิ้มแล้วรับปากทันที
ลานภายในที่ยังสร้างไม่เสร็จและว่างเปล่า แม้แต่เก้าอี้ก็ไม่มี ช่างไม่ใช่สถานที่เหมาะแก่การต้อนรับแขกอย่างดีเลยจริงๆ
เมื่อสักครู่เจินจูนำทางกู้ฉีและโหยวอวี่เวยไปเดินเล่นคร่าวๆ แล้วหนึ่งรอบ แลกเปลี่ยนความเห็นประเภทต้นไม้ดอกไม้ที่เหมาะแก่การปลูกลงไปกับโหยวอวี่เวยเล็กน้อย แล้วพาขึ้นไปบนชั้นสองทอดสายตามองกลุ่มเขาเขียวขจียาวเหยียดไม่ขาดสายที่ไกลออกไป เท่านี้ก็เดินจนครบแล้ว
นางมองสีของท้องฟ้า พลางคิดไปว่าหากเร่งรีบกลับไป ยังสามารถทานเนื้อกวางสดใหม่มื้อใหญ่ได้ด้วย
“พี่ชายกู้อู่ พี่สาวสกุลโหยว ตอนนี้ที่นี่เป็แค่โครงสร้างว่างเปล่า ที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าชมสักเท่าไร รอปีหน้าตอนเข้าฤดูใบไม้ผลิ จึงจะเร่งทำอีกสองสามเดือนก็น่าจะทำเสร็จได้ ตอนนี้พวกเรากลับกันเถอะ ขนกวางป่ากลับไปด้วย ตอนกลางวันจะได้ตุ๋นเนื้อกวางให้พวกท่านทานสักหน่อย”
“ไม่เลย น้องสาวเจินจู ที่นี่สนุกอย่างมาก ข้าชอบที่นี่ เ้าอย่าลืมรีบกำหนดพันธุ์ไม้งามที่้าจะปลูกนะ ข้าจะให้คนนำมาส่งให้เ้า รอครั้งหน้าตอนที่ข้ามา หาเ้าอีก อาจต้องอยู่ที่นี่หลายวันหน่อย” โหยวอวี่เวยยิ้มแฉ่ง นางหวังเป็อย่างมากว่าในคฤหาสน์ที่พักแห่งนี้จะเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้งามที่นางส่งมา
ครั้งหน้า ยังจะมาอีกหรือ?
กู้ฉีชำเลืองมองใบหน้าเล็กของโหยวอวี่เวยที่ยิ้มกว้างจนเกิดสีชมพูเรื่อๆ ขึ้น นางเห็นว่าที่นี่ใกล้กับเมืองหลวงมากหรือ?
ไปกลับอย่างละรอบอย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนครึ่งเลยนะ เขาจะมีเวลาไปมาเป็เพื่อนนางนานเพียงนั้นเสียที่ไหน?
เส้นเืที่ขมับกู้ฉีเต้นตุบๆ ไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าเหตุใดตนเองต้องมาเป็เพื่อนนางด้วย
เมื่อเตรียมเดินทางกลับ อาชิงและโหยวซานต่างก็ขับเคลื่อนรถม้าคนละเกวียนไปอย่างไม่รีบร้อน
หลิ่วฉางผิงนำคนมาดึงประตูลานที่หนาและหนักให้เปิดออก ขณะที่คิดจะดึงบานประตูไม้เถี่ยลี่ข้างหนึ่งเปิดออกนั้น
“เดี๋ยวก่อน!” โหยวซานส่งเสียงห้ามกะทันหัน เห็นเพียงใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น สายตาจ้องไปที่นอกประตูลานเขม็ง
กลุ่มหลิ่วฉางผิงรีบหยุดการเคลื่อนไหวในมือลง
อาชิงกับผิงอันก็ได้ยินการเคลื่อนไหว ค่อยๆ หันมองไปตามที่มาของเสียง
“กุบกับๆ” เสียงเกือกม้าดังมาจากที่ไกลๆ และค่อยๆ ใกล้เข้ามา
ไม่นาน ม้าพันธุ์ดีแข็งแรงบึกบึนห้าถึงหกตัวควบเร็วตรงเข้ามาข้างหน้า
บนหลังม้าต่างก็เป็ชายหนุ่มไม่กี่คนที่ใบหน้าไม่คุ้นเคย
ความเร็วของม้าควบมาเร็วมาก ไม่กี่ลมหายใจก็มาถึงด้านหน้าของประตูไม้
ชายหนุ่มด้านหน้าสองคน ท่าทางอายุสิบเจ็ดและสิบแปดปี สวมชุดผ้าไหมยาวสีน้ำเงินแดง บนเอวรัดเข็มขัดชิ้นหยกประดับทองคำ รูปร่างผอมสูง ใบหน้างดงามขาวสะอาด อีกคนหนึ่งสวมชุดเสื้อคลุมยาวแขนกว้างสีม่วงแก่อมแดง บนเท้าสวมรองเท้าหุ้มสูงทำมาจากหนังวัว รูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายดูแข็งแรงสมบูรณ์ มีกลิ่นอายจิตใจที่ฮึกเหิมแผ่ออกมา พร้อมกับท่าทางโอหังอวดดีเล็กน้อย
ด้านหลังของทั้งสองคน มีคนสี่คนอยู่บนหลังม้าที่ล้วนแต่งกายเป็องครักษ์ผู้ติดตาม
หลิ่วฉางผิงกั้นประตูรั้งไว้ คำนับแสดงความเคารพ “คุณชายทั้งสองท่าน ไม่ทราบว่ามาด้วยเหตุอันใด? ที่แห่งนี้เป็บ้านพักส่วนบุคคล ไม่ได้เปิดรับคนภายนอกขอรับ”
ชายที่สวมชุดคลุมยาวสีม่วงแก่อมแดงชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง และไม่ได้ตอบคำถาม เพียงเงยหน้ามองกำแพงลานที่ตั้งตระหง่าน ในตาแผ่ไปด้วยความแปลกใจและงงงวย
“พี่จาง ข้าได้ยินมาไม่ผิดใช่ไหมล่ะ ท่านดูสิ กำแพงลานของที่พักแห่งนี้สูงเกือบจะเท่ากำแพงเมืองอยู่แล้ว” ชายที่มีใบหน้างดงามกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ
“สถานที่ชนบทแห่งหนึ่ง กลับสร้างที่พักขึ้นขนาดใหญ่เช่นนี้ เหอะๆ” ดวงตาชายที่สวมชุดคลุมยาวสีม่วงแก่อมแดงกวาดตามองกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ภายในประตูแวบหนึ่งและแสดงออกอย่างไม่ดีเท่าไร
น้ำเสียงของเขากล่าวได้ไม่เบา คนทั้งหมดภายในประตูล้วนได้ยินชัดเจน
ชั่วขณะนั้น ทุกคนเพียงมองหน้ากันไปมา พวกคนที่ผุดออกมาอย่างกะทันหันนี่คือผู้ใดกัน น้ำเสียงถึงได้อวดดีเพียงนี้
เจินจูสีหน้าครึ้มหนักแน่นเล็กน้อย นางยืนอยู่ด้านหลังและเขย่งปลายเท้ามองไปตรงหน้า
ไอ๊หยา ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นคนคุ้นตาคนหนึ่งเข้า
คนที่ขวางบนถนนผู้นั้น เป็เติงถู่จือนามว่าหงซื่อเจี๋ยนั่น
กู้ฉีสีหน้าไม่สบอารมณ์ เมื่อคืนเขานอนหลับไม่สนิทมาตลอดทั้งคืน แล้วยังห่วงเื่โสมคนอีก เดิมทีก็ร้อนรนเล็กน้อยอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดเช่นนี้จึงอดโมโหขึ้นไม่ได้
หลิ่วฉางผิงได้ยินบทสนทนาของสองคน ก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวในใจอีก เจินจูเคยบอกเขาไว้แล้วว่าที่พักของพวกเขาโยกย้ายไปอยู่ภายใต้ชื่อของฝูอันถัง ผู้ใดมาซักถามล้วนไม่จำเป็ต้องกังวล
“คุณชายทั้งสองท่าน ที่นี่ของพวกข้าเป็ที่พักภายใต้ชื่อของฝูอันถังขอรับ”
ความหมายที่เผยให้เห็นออกมาในคำพูด ชายหนุ่มสองคนย่อมเข้าใจ
“ฝูอันถัง? ร้านสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง กิจการของจวนสกุลกู้ที่เมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?” ชายที่สวมชุดคลุมยาวสีม่วงแก่อมแดงขมวดคิ้ว เื้ัมีครอบครัวกู้ซ่างซูหนุนหลังนี่เอง มิน่าเล่าที่หมู่บ้านธรรมดาแห่งหนึ่งถึงได้สร้างคฤหาสน์ที่พักแห่งนี้ได้
“พี่จาง ฝูอันถังมีภูมิหลังที่ลึกซึ้งเพียงนี้เลยหรือนี่ นี่… เสี่ยวตี้ [1] ไม่ได้สืบมาก่อนให้แน่ชัด” หงซื่อเจี๋ยประดับรอยยิ้มขึ้น
“ไม่เห็นเป็ไร จวนสกุลกู้แล้วอย่างไร เหอะ... ผ่านไปได้ไม่นาน ผู้ใดจะจมผู้ใดจะลอย [2] พอมองดูก็รู้แล้ว” ชายหนุ่มสีหน้าท่าทางหยิ่งยโส ดวงตาปรากฏความลำพองใจออกมา
“โอ้ ท่านมองปราดเดียวทราบได้อย่างไร?”
เสียงเย็นดั่งน้ำใสบริสุทธิ์ดังขึ้น ทุกคนภายในประตูหลบทางเป็หนึ่งเส้นให้ทันทีอย่างพร้อมเพรียง
กู้ฉีที่เ็าแต่ท่าทางสง่างามก้าวไปด้านหน้าช้าๆ
ชายแซ่จางชะงักงันทันที ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคุณชายวัยเยาว์ผู้สูงศักดิ์จะเดินออกมาจากด้านในได้
ดวงตาสุกสว่างเสมือนดวงดาว ให้กลิ่นอายร่ำรวยเหนือชั้น ระหว่างคิ้วและดวงตามีราศีอันสง่างามปรากฏออกมาบางเบา เป็ท่าทางตามแบบมาตรฐานของตระกูลร่ำรวยที่มีตำแหน่งสูงส่งและมีอำนาจมาก
ในดวงตาของเขาปรากฏความอับอายและขุ่นเคืองวาบผ่านเล็กน้อย ไอเบาๆ สองทีและพลิกตัวลงจากหลังม้า คารวะอย่างมีมารยาท “ข้าน้อยจางเฉิงหย่วน มีท่านปู่จางโย่วเฉวียนเป็จานซื่อ [3] ขององค์ไท่จื่อ และเป็หลานชายของเ้าเมืองจางแห่งเมืองเจิ้นอัน เดินทางผ่านมาที่แห่งนี้ รบกวนมากไปหน่อยแล้ว ไม่ทราบว่าท่านมีแซ่นามอันสูงส่งว่าอะไรหรือ?”
พอเอ่ยปากก็แสดงฐานะของตนเองออกมาชัดเจนราวกับกลัวมากว่าผู้อื่นจะไม่ทราบ เจินจูยืนอยู่ด้านหลังอาชิง ทำใบหน้าแลบลิ้นปลิ้นตากับโหยวอวี่เวย
โหยวอวี่เวยปิดริมฝีปาก กลัวว่าตนเองจะหัวเราะออกมาและรบกวนการพูดคุยของกู้ฉีเข้า
หงซื่อเจี๋ยและอีกสี่คนที่ติดตามรีบลงจากหลังม้าทันที
“กู้ฉี” กู้ฉีตอบชื่อของตนเองออกไปอย่างเ็า
เ้าเมืองจางของเมืองเจิ้นอัน หรือก็คือเซี่ยนเฉิง [4] จางเซี่ยวอันในเมื่อก่อน หลังจากโหยวเซียวย้ายไปประจำที่อื่น เขาก็ใช้เส้นสายความสัมพันธ์ขยับเขยื้อนขึ้นสู่ตำแหน่งเ้าเมือง
จางเซี่ยวอันเป็หลานชายครอบครัวห่างๆ ของจางโย่วเฉวียนที่เป็จานซื่อขององค์ไท่จื่อ จางเซี่ยวอันเป็ขุนนางแกนนำของพรรคการเมืององค์ไท่จื่อ เขาย่อมมีความสัมพันธ์กับกลุ่มองค์ไท่จื่อเป็ธรรมดา
มือขององค์ไท่จื่อยิ่งยื่นออกไปยิ่งยาวจริงๆ [5]
เมื่อจางเฉิงหย่วนได้ยินนามของกู้ฉี ในใจตื่นตระหนกขึ้นอย่างมากทันที
กู้ฉีบุตรชายคนเล็กจากฮูหยินของกู้ซ่างซู! เขาไม่ใช่ว่ากำลังศึกษาอยู่กว๋อจื่อเจี้ยนหรือ? เหตุใดมาปรากฏอยู่ในหมู่บ้านูเาเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญเพียงนี้ได้?
เขาข่มความสงสัยและหวาดระแวงไว้ในใจและยิ้มขึ้น “ที่แท้เป็พี่ชายสกุลกู้นี่เอง เสี่ยวตี้กล่าวออกไปโดยมิได้ตรองเท่านั้น หยาบคายไร้มารยาทแล้ว ต้องขออภัยต่อท่านอย่างยิ่ง”
จางเฉิงหย่วนเป็หลานของจางโย่วเฉวียน แต่เดิมอยู่ในจวนสกุลจางก็ไม่ได้รับความสำคัญอะไร แต่เขามีน้องสาวแท้ๆ ที่รูปลักษณ์งดงามดังดอกบุปผา ถูกองค์ไท่จื่อถูกอกถูกใจ ได้รับพระราชทานให้เป็เหลียงตี้ [6] ขณะนี้ได้รับการโปรดปรานอยู่พอดี ด้วยเหตุนี้ฐานะที่เขาอยู่ในจวนสกุลจางเป็ธรรมดาที่น้ำขึ้นเรือย่อมสูง
ส่วนเหตุใดเขาจึงวิ่งมาถึงชายแดนเอ้อโจวน่ะหรือ นั่นเป็เพราะหลงระเริงลำพองใจไปชั่วขณะ ได้ล่วงเกินบุตรชายคนโตของฮูหยินครอบครัวลำดับที่หนึ่งของตระกูล ถูกเขาฟ้องร้องเข้า ตนจึงถูกท่านปู่ไล่ออกจากเมืองหลวง
แต่น้องสาวของเขากล่าวแล้วว่าไม่เกินสองสามเดือนก็ให้เขากลับเมืองหลวงได้
ฮ่องเต้อาการประชวรหนัก หากยืดเวลา่นี้ออกไปไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วองค์ไท่จื่อย่อมต้องขึ้นครองบัลลังก์
รอถึงขณะที่องค์ไท่จื่อขึ้นเป็ฮ่องเต้ น้องสาวตนย่อมกลายเป็กุ้ยเฟย ถึงตอนนั้นดูสิว่าผู้ใดยังจะกล้าชักสีหน้าใส่เขาอีก
“คุณชายจาง” กู้ฉีทักทายอย่างว่างเปล่าเ็า “คฤหาสน์ที่พักกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ขณะนี้ไม่สามารถเปิดประตูต้อนรับแขกได้ โปรดให้อภัยด้วย”
จางเฉิงหย่วนรีบยิ้มและตอบรับ “เป็ข้าที่พรวดพราดเข้ามา เมื่อครู่ขณะที่ไปชมป่าหงเฟิง ได้ยินข่าวว่าภายในหุบเขามีคฤหาสน์ที่อยู่อาศัยสร้างขึ้นใหม่ จึงตื่นเต้นไปชั่วขณะ รบกวนพี่ชายสกุลกู้แล้ว”
แม้บนใบหน้าเขาจะประดับรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา เพียงฉีกมุมปากยิ้มตามมารยาทเท่านั้น
ไปชมป่าหงเฟิง? เช่นนั้นก็มาจากหมู่บ้านวั้งหลินสินะ กู้ฉีกวาดสายตาเ็าผ่านกลุ่มพวกเขา สีหน้าปกติสิ่งประดับบนเสื้อผ้าเรียบร้อย น่าจะไม่ได้เกิดการทะเลาะวิวาทอะไรขึ้น
บนความเป็จริง หงซื่อเจี๋ยเป็เพียงครอบครัวร่ำรวยธรรมดาในอำเภอ เพิ่งเป็สหายกับจางเฉิงหย่วนที่เป็บุคคลใหญ่โตผู้นี้ ทราบว่าเขาเพิ่งมาถึงชายแดนเอ้อโจว วันปกติว่างอย่างมาก จึงนำทางเขาเดินเล่นไปทั่วด้วยความเต็มใจ
ป่าหงเฟิงของหมู่บ้านวั้งหลิน เป็ทัศนียภาพที่เกิดขึ้นมาใหม่่นี้ นับว่ามีชื่อเสียงในบริเวณเมืองที่เป็เขตอำเภอเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้สองคนจึงขี่ม้าเล่นมาเรื่อยจนถึงป่าหงเฟิงแต่เช้า
ป่าหงเฟิงของสกุลหูนับเป็ทัศนียภาพที่โดดเด่นงดงามภายในสิบลี้แปดหมู่บ้าน แต่ในสายตาของจางเฉิงหย่วนไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด หน่อต้นหงเฟิงที่เพาะขึ้นใหม่ไม่สูงนัก แม้ปลูกไปทั่วยอดเขาแต่ไม่มีสิ่งใดประดับแฝงอยู่เลยสักนิดเดียว เมื่อเทียบกับหงเฟิงที่มีอายุเก่าแก่นับร้อยปีที่อยู่บริเวณเมืองหลวงแล้วไม่มีค่าควรให้พูดถึงเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงมองเล็กน้อยแล้วหมดความสนใจไปทันที
หงซื่อเจี๋ยเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้นกับเขาทันทีว่าเข้าไปยังด้านในหมู่บ้านจะมีคฤหาสน์ที่พักแห่งหนึ่ง กำแพงลานสูงตระหง่านยิ่ง
พอจางเฉิงหย่วนได้ฟังดังนั้นจึงเกิดความสนใจขึ้น ทำให้ทั้งหกคนตบม้าเดินทางเข้ามา
กู้ฉีไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ จางเฉิงหย่วนลอบส่งเสียงพ่นขึ้นจมูกอยู่ในใจ แต่ปากกลับยังคงสุภาพมีมารยาทดังเดิม “ในเมื่อพี่ชายสกุลกู้กำลังรีบ ข้าน้อยก็ไม่รบกวนแล้ว”
เห็นว่าเขารู้จักวางตัว กู้ฉีจึงพยักหน้า กำลังจะอ้าปากเอ่ยส่งแขก
แต่สายตาของจางเฉิงหย่วนกลับเป็ประกายขึ้นมาทันที
เชิงอรรถ
[1] เสี่ยวตี้ หมายถึง คำเรียกตัวเองด้วยความถ่อมตน หรือหมายถึง น้องเล็ก
[2] ผู้ใดจะจมผู้ใดจะลอย หมายถึง ผู้ใดจะดีกว่ากัน โดยใช้การจมลงสู่ใต้น้ำกับการลอยบนผิวน้ำมาเปรียบเทียบ โดยจมลงสู่ใต้น้ำคือ ความเสื่อมถอยตกต่ำลง และลอยบนผิวน้ำคือ ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าขึ้น
[3] จานซื่อ หรือ 詹事 คือ ตำแหน่งขุนนางที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและรับใช้ฮองเฮาและไท่จื่อ
[4] เซี่ยนเฉิง คือ ตำแหน่งขุนนางระดับปลัดอำเภอ
[5] มือขององค์ไท่จื่อยิ่งยื่นออกไปยิ่งยาวจริงๆ หมายถึง นับวันองค์ไท่จื่อยิ่งมีอำนาจแพร่ขยายออกไปกว้างขวางจริงๆ
[6] เหลียงตี้ หรือ 良娣 หมายถึง ตำแหน่งพระสนมในองค์รัชทายาทขั้น 3 ชั้นเอก “ผู้ประพฤติดีงาม” สามารถแต่งตั้งได้ 2 คน
นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้