คืนที่จันทร์เต็มดวงที่สุดในรอบปี
หมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำกลับสว่างไสวกว่าทุกคืนที่ผ่านมา
เด็กสาวซูอวิ๋นอายุเพียงสิบสองปี
ยืนเบียดฝูงชนอยู่แถวหลังสุด
เสียงผู้คนะโ “ฮองเฮาเสด็จ!” ดังสนั่น
เกวียนทองคำเคลื่อนผ่านช้าๆ ท่ามกลางแสงโคมไฟ
นางเขย่งเท้า
เห็นเพียงปลายแขนเสื้อไหมสีทองอร่าม
และมงกุฎหงส์ที่สะท้อนแสงจันทร์
งดงาม…สูงส่ง…ไม่มีใครกล้าเงยหน้ามองตรงๆ
ในตอนนั้นเอง
ซูอวิ๋นรู้สึกบางอย่างแน่นในอก
ไม่ใช่ความชื่นชม
แต่เป็ความรู้สึกว่า
หากวันหนึ่งข้าได้ยืนอยู่ตรงนั้น…จะไม่มีใครกล้าดูถูกข้าอีก
พ่อของนางเป็เพียงชาวนา
แม่ถูกนายอำเภอตำหนิเื่ภาษีค้างจ่ายต่อหน้าคนทั้งตลาด
“คนจนก็ต้องก้มหน้า”
คำพูดนั้นยังติดอยู่ในหัว
คืนนั้นใต้แสงจันทร์
เด็กหญิงไม่ได้อธิษฐานขอความสุข
นางอธิษฐานขอ “อำนาจ”
สิบปีต่อมา
ประตูวังหลวงปิดลงด้านหลัง
หญิงสาวในชุดนางกำนัลสีหม่นก้าวเข้าไปโดยไม่หันกลับ
ซูอวิ๋นในวัยยี่สิบสอง
ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีเส้นสาย
มีเพียงใบหน้าที่สงบ และสายตาที่ไม่สะทกสะท้าน
“เ้าชื่ออะไร” หัวหน้ากำนัลถามเสียงเรียบ
“ซูอวิ๋นเพคะ”
“รู้หรือไม่ วังหลังนี้กินคนได้”
นางยิ้มบาง
“หม่อมฉันเคยถูกโลกภายนอกกลืนกินมาแล้วเพคะ”
หัวหน้ากำนัลชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะสั่งให้เธอไปทำงานในตำหนักรอง
คืนนั้นเอง
ซูอวิ๋นได้เห็นความจริงของวังหลัง
เสียงร้องไห้เบาๆ จากห้องข้างๆ
กลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้น
ข่าวลือเื่สนมคนหนึ่งแท้งลูกกะทันหัน
ทุกคนพูดว่า “โชคร้าย”
แต่ซูอวิ๋นสังเกตเห็นบางอย่าง
ถ้วยชาที่ถูกเก็บไปอย่างรวดเร็ว
สายตาหลบเลี่ยงของกำนัลบางคน
นางไม่ได้ใ
ไม่ได้สงสาร
นางเพียงคิดว่า
ที่นี่ไม่ต่างจากหมู่บ้าน…แค่แต่งตัวหรูขึ้นเท่านั้น
และในสถานที่ที่คนอ่อนแอต้องตาย
ผู้ที่จะรอด
ต้องไม่อ่อนแอ
คืนนั้น ซูอวิ๋นยืนมองพระจันทร์จากลานตำหนัก
ดวงจันทร์ดวงเดียวกับคืนในวัยเด็ก
แต่ครั้งนี้
นางไม่ได้ยืนอยู่หลังฝูงชนอีกแล้ว
นางกระซิบเบาๆ
“อีกไม่นาน…ข้าจะยืนให้สูงกว่านี้”
โดยไม่รู้เลยว่า
มีสายตาคู่หนึ่งจากระเบียงไกลออกไปกำลังมองนางอยู่
ลู่เฉิง
ขุนนางศาลต้าหลี่ที่เข้าวังมาสืบคดีวางยาสนม
เขามองหญิงสาวในชุดกำนัลธรรมดา
ที่มีแววตาไม่ธรรมดา
และนั่นคือจุดเริ่มต้น
ของเื่ราวที่ไม่มีใครจะรอดโดยไม่สูญเสียอะไรเลย
