หลินลั่วหรานรู้สึกขึ้นมาอย่างสุดซึ้งว่าตัวเองจะต้องเป็ตัวซวยอย่างแน่นอน
ลาวาเหล่านี้ แม้ว่าจะผ่านไปวันหนึ่งแล้วแต่ก็ยังคงเดือดดาลไม่เย็นลงเสียที พวกมันไม่เพียงแต่ไม่ถอยกลับไปแต่กลับยังสูงขึ้นมาอีกหลายเมตรด้วย
ปรากฏการณ์ที่ผิดไปจากปกติทำให้พวกเหล่าสัตว์ทั้งหลายต่างพากันใหวาดระแวงพวกมันพากันขยับตัวเข้าไปในบริเวณที่สูงขึ้นเพื่อที่จะเพิ่มความมั่นใจในเื่ความปลอดภัยให้กับตัวเองและหลีกเลี่ยงการได้รับาเ็จากลาวาที่สูงขึ้น
สัตว์ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้มีมากกว่าหลายสิบสายพันธุ์ขนาดตัวของพวกมันแตกต่างกันไป และบทบาทในห่วงโซ่อาหารเองก็ไม่เหมือนกันเดิมทีพวกมันต่างก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เนื่องจากต้องหลบหนีจากภัยพิบัติแต่เมื่อระยะห่างถูกร่นเข้าหากันเรื่อยๆสุดท้ายก็เกิดการโจมตีอย่างที่หลินลั่วหรานได้คาดการณ์เอาไว้
เื่ราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อมีมดตัวหนึ่งเดินเข้าไปในพื้นที่ของหนูใต้ดินโดยไม่ทันได้ระมัดระวังจนถูกหนูตัวหนึ่งกลืนกินเข้าไป พวกมดนั้นโมโหขึ้นมาและส่งกองทัพใหญ่รวมตัวกันขึ้น
ใครๆ ต่างก็พูดกันว่า มดมากมายสามารถกัดช้างให้ตายได้เ้าพวกสัตว์ที่อยู่กันเป็ฝูงอย่างพวกมด นอกเสียจากพวกหนูใต้ดินก็ไม่มีสัตว์ชนิดไหนจะโง่ถึงขนาดจะมาลงมือกับพวกกองทัพมดขนาดใหญ่แบบนั้น
ดังนั้นาหนูกินมด มดกัดหนู ที่เกิดขึ้นนี้พวกสัตว์ตัวอื่นทั้งหลายต่างเลือกที่จะมองดูอยู่เฉยๆ เท่านั้น
าของทั้งสองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักในบริเวณที่พวกมันต่อสู้กันก็หลงเหลือเพียงเศษซากศพมันเป็เื่ของธรรมชาติการฆ่ากันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้หลินลั่วหรานรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนั้นก็คือพวกหนูและมดต่างก็พากันเข้าแย่งซากศพเ่าั้หากว่าพวกมันพยายามแย่งซากศพของอีกฝ่าย ก็คงจะถือว่าเป็รางวัลแห่งาครั้งนี้แต่สิ่งที่พวกมันแย่งกัน กลับเป็ซากศพของพวกเดียวกันแทนในตอนแรกหลินลั่วหรานคิดว่าพวกมันอาจจะเก็บศพของพวกเดียวกันเก็บไปเฉยๆเหวินกวนจิ่งยังรู้สึกว่าประทับใจขึ้นมา แม้จะเป็สัตว์แต่ก็มีความรักใคร่เช่นกัน
แต่ว่าไม่นานนัก ความจริงก็เปิดออก
พวกหนูใต้ดินนำเอาหนูที่ตายแล้วลากกลับไปพวกมดเองก็นำเอาพวกมดที่ตายแล้วขนกลับไปเช่นกัน...หลังจากนั้นหลินลั่วหรานก็เห็นว่าพวกหนูใต้ดินกลุ่มหนึ่งรีบพุ่งเข้าไปกัดกินซากศพของหนูที่ต่อสู้และตายไป ส่วนพวกมดนั้นก็นำเอาซากศพส่งให้กับราชินีมดตัวใหญ่จัดการเสียก่อนเมื่อนำ ‘อาหาร’ ไปประเคนให้ราชินีมดเรียบร้อยแล้วต่อมาถึงได้เป็ส่วนของพวกมันเอง
ในใจของหลินลั่วหรานปะทุขึ้น เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะบังคับไม่ให้ตัวเองอ้วกออกมา
แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรจากการที่คนกินคนเลย เมื่อเทียบกันแล้วก็คงจะเหมือนกับการที่ตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ เมื่อเข้าสู่่วัยผสมพันธุ์แล้วก็จะถูกตัวเมียกัด ก่อนที่จะค่อยๆ กลืนกินร่างกายของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้เข้าไปและใช้เป็สารอาหารในการให้กำเนิดลูก...แต่ว่านี่ก็ยังสามารถใช้ข้ออ้างใน การ ‘เพิ่มจำนวนลูกหลาน’ เข้ามาอ้างได้แต่ในตอนนี้พวกสัตว์เหล่านี้ถูกขังให้ติดอยู่ที่นี่เพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้นและในตอนที่ยังไม่ได้ถึงเวลาที่จำเป็ ทำไมถึงจะต้องทำแบบนี้ด้วย?
ใช่แล้ว พวกมดนั้นมีจำนวนที่เยอะมากร่างกายของพวกมันเล็กจึงสามารถขนย้ายได้ง่ายกว่าดังนั้นพวกมดจึงเลือกที่จะนำเอาศพของพวกเดียวกันกลับไปหนูใต้ดินที่ตายไปนั้นจะมีเนื้อเยอะกว่าและก็น่าจะเหมาะกับความ้าอาหารของพวกหนูมากกว่าด้วย ถ้าหากว่าเป็เช่นนี้แล้วทำไมถึงจะต้องฆ่ากันแบบนั้นด้วย...นี่มันคือการตายจากของพวกสัตว์ที่แก่หรือเจ็บป่วยในฝูงที่ผ่านการคิดไตร่ตรองมาก่อนแล้วชัดๆบางทีมันอาจจะถูกเตรียมเอาไว้สำหรับการรับมือกับาที่อาจจะโหดร้ายกว่านี้ก็เป็ได้
แต่ว่าการตายเพื่อเป็อาหารแบบนี้ หลินลั่วหรานไม่อาจที่จะรับได้จริงๆ
หลินลั่วหรานไม่กังวลเื่การขาดแคลนอาหารแต่เธอก็ไม่อยากจะเห็นการปะทะกันอย่างไร้ขอบเขตแบบนั้น เมื่อพวกสัตว์ยิ่งฆ่ากันพวกมันก็ยิ่งบ้าคลั่ง จนสุดท้ายพวกมันก็จะมองมาที่ตัวของพวกเขาจนได้ที่นี่ก็เป็เหมือนกับพื้นที่ว่างผืนหนึ่ง และเต็มไปด้วยสัตว์จำนวนมากมาย แม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่ได้พบกับสัตว์อย่างพวกาาแมงป่องที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังพอที่จะคุกคามพวกเขาแต่ว่าหากสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ต่อหน้าพวกเขาในตอนนี้ เลือกที่จะโจมตีทั้งสองเข้ามามันก็มากพอที่จะทำให้พวกหลินลั่วหรานต้องฆ่าเสียจนเมื่อยมือ
วันแรกพวกหลินลั่วหรานนั้นผ่านไปได้อย่างสงบ
อุณหภูมิร้อนระอุพุ่งสูงขึ้นทำให้ใครๆ ต่างก็อยากจะหลับใหลพวกสัตว์เ่าั้เองก็ไม่ต่างกัน หลินลั่วหรานและเหวินกวนจิ่งนั่งลงที่มุมหนึ่งหลินลั่วหรานปล่อยวางความคิดที่ถูกกดดันเสียจนสามารถนับได้ว่ากำลัง ‘เศร้าโศก’ ของตัวเองลงเธอสั่งกำชับเ้าจิ้งจอกน้อยอยู่หลายครั้งว่าไม่ให้ออกห่างจากตัวของเธอก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่สมาธิเพื่อทำการฝึกศาสตร์ต่อไป
ขอบเขตระดับการฝึกของเหวินกวนจิ่งนั้นตกต่ำลงตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร แต่ว่าบนพื้นที่ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยลาวาและมีพลังธาตุไฟอยู่อย่างหนาแน่นทำให้เขาอดที่จะอยากจะอาศัย่เวลาเหล่านี้ในการฟื้นฟูพลังไปไม่ได้
ทั้งสองต่างก็อยู่ในสภาวะไม่สงบใจนัก พวกเขาเข้ามาติดอยู่ที่นี่ในสถานการณ์แบบนี้ก็เพราะเื่ของจิตรกรรมฝาผนังแต่ว่าเบาะแสที่เกี่ยวข้องนั้นกลับยังไม่ได้รับมาเลยแม้แต่น้อย...บาเรียที่อยู่บริเวณซากปรักหักพังเ่าั้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่กลวิธีของธรรมชาติ มันมีร่องรอยของนักปราชญ์ปรากฏให้เห็นอยู่
กับดักหลุมทรายที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้คาดคิดคือการตอบสนองของบาเรียอยู่แล้วหรือว่ามีใคร หรืออะไรสักอย่างตั้งใจทำให้พวกเขาลงมายังโลกใต้ดินแห่งนี้กันแน่
เหวินกวนจิ่งคิดถึงเื่เหล่านี้มากกว่าหลินลั่วหรานอยู่พอตัวเขานั้นเติบโตมาในโลกแห่งการฝึกศาสตร์ ทำให้มีข้อดีที่หลินลั่วหรานไม่อาจจะมีได้อย่างเช่นเื่ข้อมูลต่างๆ เหวินกวนจิ่งจึงมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพื้นที่ใต้ดินแห่งนี้จะต้องไม่เคยถูกโลกแห่งการฝึกศาสตร์ค้นพบมาก่อน
พวกสัตว์ที่แปลกประหลาดไปจากปกติที่อาศัยอยู่ที่ใต้ดินแห่งนี้อุโมงค์ที่สลับซับซ้อน พืชที่สามารถเปล่งประกายแสงออกมาได้ ไฟประหลาดและสมุนไพรต่างๆ มากมาย...ถ้าหากว่าพื้นที่แห่งนี้เคยถูกค้นพบมาก่อนมันก็นับได้ว่าเป็สถานที่ที่ดีมากสำหรับการฝึกศาสตร์ดังนั้นโลกแห่งการฝึกศาสตร์จึงไม่อาจจะปล่อยมันให้เสียเปล่าได้
ดังนั้น สถานที่แห่งนี้อาจจะเป็หนึ่งในเบาะแสเกี่ยวกับความลับ ‘การหายตัวไปของนักปราชญ์ระดับแยกจิต’ เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น
เมื่อหลินลั่วหรานลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสถานที่แห่งนี้ก็ยังคงร้อนระอุเฉกเช่นเดิม แสงสีแดงประกายไปทั่วผนังหินทำให้เห็นว่าลาวาเ่าั้ยังไม่ได้หายไป
จิ้งจอกตัวน้อยไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนของเธออีกต่อไปแล้ว
หลินลั่วหรานใขึ้นมา ก่อนที่จะะโขึ้นทันทีเธอรวบรวมสติและมองไปรอบๆก่อนจะเห็นว่าเ้าจิ้งจอกน้อยยืนอยู่ในพื้นที่ทางซ้ายที่ห่างออกไปจากตัวเธอประมาณสามฟุตและมันกำลังใช้กรงเล็บในการขุดดินอยู่ เธอจึงถอนหายใจออกมาด้วยความสบายใจก่อนที่จะต้องขมวดคิ้วขึ้นมา
เมื่อคืนเธอกำลังฝึกศาสตร์อยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงหลับไปโดยไม่ทันได้รู้ตัว?
หัวของเหวินกวนจิ่งก้มลงต่ำ หลินลั่วหรานพยายามยับยั้งความรู้สึกไม่สบายใจก่อนที่จะปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมา
ทั้งสองต่างก็หลับใหลไป...นี่มันแปลกเกินไปแล้ว ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ทั้งสองต่างก็ฝึกศาสตร์อยู่ตลอดทั้งคืน และเต็มไปด้วยความระมัดระวังทำไมถึงจะหลับไปพร้อมกันได้?
หลินลั่วหรานเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพบว่าสัตว์ทั้งหลายโดยส่วนมากต่างก็กำลังหลับใหลอยู่เช่นกันอย่างเช่นพวกแมวน้ำตัวใหญ่เองก็กำลังนอนหลับใหลอยู่บริเวณตรงกลางพวกสัตว์เล็กอย่างหนูหรือมดก็นอนกระจายกันไปทั่ว
เพียงสิ่งเดียวที่ได้รับข้อยกเว้นก็คือพวกสัตว์ที่มีลักษณะนิสัยค่อนข้างนุ่มนวลอย่างจิ้งจอกน้อย กระต่ายที่มีขนาดเท่าหมาล่าเนื้อ และพวกกวางมูสที่มีขายาวสวยงามไม่รู้ว่าพวกมันไม่ได้รับผลกระทบอะไร หรือว่าพวกมันตื่นขึ้นมาก่อนที่หลินลั่วหรานจะลืมตาตื่นขึ้นมาแต่อย่างไรก็ตามในตอนที่เธอตื่นขึ้นมาเธอก็เห็นว่าพวกมันต่างก็กำลังขุดดินอยู่เหมือนกับจิ้งจอกน้อย
ถ้าหากว่าพวกสัตว์กินพืชเหล่านี้ไม่ได้นอนหลับใหลั้แ่ทีแรกแบบนั้นคนที่ตื่นขึ้นมาเป็คนแรก ก็น่าจะเป็คนที่มีระดับการฝึกสูงอย่างตัวเธอเอง...หลินลั่วหรานคิดขึ้นหากว่าเธอไม่ตื่นขึ้นมา หรือไม่ได้โชคดีตื่นขึ้นมาเป็คนแรกเธอก็อาจจะถูกสิ่งมีชีวิตบางอย่างนำตัวไปในระหว่างที่กำลังนอนหลับหรือเปล่า?
เธอพูดคุยเื่นี้กับเหวินกวนจิ่ง ทั้งสองต่างก็คิดว่าที่ใต้ดินแห่งนี้มี ‘สิ่งลึกลับ’ ที่มีระดับสูงกว่าพวกเขามากอยู่บางทีนี่อาจจะเป็ ‘คำสาปปีศาจ’ ที่ย่าจีเคยพูดเอาไว้ก็ได้หรือบางทีก็อาจจะเป็เพียงสัตว์ที่แข็งแกร่งกว่าปกติทั่วไปเท่านั้น
มันคือสัตว์เวท ปีศาจ หรือว่า...นักปราชญ์กันแน่?
หลินลั่วหรานรู้สึกกังวลขึ้นมา เธอไม่ได้กลัวศัตรูที่แข็งแกร่งแต่เธอกลัวศัตรูที่แข็งแกร่งและไม่เคยปรากฏหน้าออกมาต่างหาก หากเป็แบบนั้นแล้วมันก็แสดงให้เห็นว่า ไม่เพียงแค่มันมีพลังความสามารถที่แข็งแกร่งกว่าแต่ยังมีความคิดที่ละเอียดลึกลับมาก ทำให้พวกเขาไม่สามารถหนีไปได้ง่ายๆ
ในที่สุดเ้าจิ้งจอกน้อยก็หยุดท่าทางการขุดดินของมันลงก่อนที่จะนำของสิ่งหนึ่งมายังด้านหน้าของหลินลั่วหราน
มันคือหัวของรากไม้ชนิดหนึ่งที่ถูกกลบซ่อนเอาไว้ภายใต้ชั้นดินบนก้อนดินชื้นปรากฏหน่อเล็กๆ ขึ้น ทำให้เห็นได้ว่ามันคือส่วนรากของพืชชนิดหนึ่งและกำลังเก็บออมพลังเพื่อที่จะเกิดขึ้นมาบนผืนดินอีกครั้ง ใน่ฤดูของมัน
“ให้ฉันเหรอ?” เมื่อมองไปยังท่าทีที่พยายามให้เธอเก็บมันไปของเ้าจิ้งจอกน้อยในที่สุดหลินลั่วหรานก็ตอบสนองกลับมา เ้าจิ้งจอกตัวนี้กระตือรือร้นเกินไปแล้วเพียงแค่เนื้อกระต่ายที่พวกเขาจับมาระหว่างทาง ก็ทำให้ไม่ขาดแคลนอาหารแล้วแต่มันก็ยังคงไปขุดรากไม้นี่มาอีก หรือว่ามันกำลังเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนอยู่?
และในตอนนั้นเอง หลินลั่วหรานก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าพวกสัตว์กินพืชอย่างกระต่ายหรือกวางมูสต่างก็กำลังขุดเอารากไม้และหัวมันเ่าั้ขึ้นมาแน่นอนว่ายังมีหญ้าแห้งที่ยังไม่เน่าสามารถใช้เติมเต็มความหิวโหยของพวกมันได้เช่นกัน
หลินลั่วหรานกำลังถอนหายใจไปกับการปรับตัวของเหล่าสัตว์ทั้งหลายเ่าั้เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเหวินกวนจิ่ง เธอก็รวบรวมสติก่อนที่จะเปิดประเด็นเื่ที่ค่อนข้างสบายใจกว่าขึ้นมา “พวกเราย่างกระต่ายกินกันสักตัวไหม?”
เธอพูดพร้อมกับส่งเนื้อกระต่ายตัวหนึ่งให้กับเหวินกวนจิ่งก่อนที่เขาจะใช้พลังไฟในการย่าง จนเนื้อกระต่ายปรากฏขึ้นเป็สีเหลืองทองและเพราะว่ากระต่ายนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากทำให้ทั้งสองคนและจิ้งจอกหนึ่งตัวกินกันแทบไม่หมด หลินลั่วหรานรู้สึกเฉยๆแต่เ้าจิ้งจอกตัวน้อยกับกินเข้าไปจนพุงกาง
แน่นอนว่าหัวพืชที่มันหามาด้วยความยากลำบากยังคงถูกคอยเฝ้าดูแลเอาไว้อย่างดีนอกจากหลินลั่วหรานแล้ว ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้ามาใกล้อาหารที่มันเก็บเอาไว้เด็ดขาด
กลิ่นหอมของกระต่ายย่างทำให้เหล่าสัตว์ที่กำลังนอนหลับใหลอยู่ตื่นขึ้นแม้ว่ากลิ่นหอมของกระต่ายย่างจะเย้ายวนมากเพียงใดแต่ว่าพวกสัตว์เหล่านี้ต่างก็มีสัญชาตญาณในการระวังภัยอยู่ั้แ่เกิดพวกมันรู้ดีว่าทั้งสองคนนั้นมีพลังที่แข็งแกร่งมาก หากว่าไม่ถึงเวลาที่จำเป็จริงๆพวกมันก็จะไม่เข้าไปยั่วยุทั้งสองง่ายๆ
แต่ว่าเมื่อถูกทำให้อยากอาหารขึ้นมาอีกทั้งไม่ได้กินอะไรมากว่าหนึ่งวันแล้วในที่สุดพวกสัตว์กินเนื้ออย่างแมวน้ำั์ก็เริ่มที่จะลงมือกับพวกสัตว์กินพืชอันนุ่มนวลอย่างกระต่ายและกวางมูสขึ้นมาแล้ว
กระต่ายและกวางมูสะโวิ่งไปทั่ว เืกระจายไปทั่วทุกพื้นที่เ้าจิ้งจอกน้อยซุกใบหน้าของมันลงในอ้อมอกของหลินลั่วหรานมันถูกเสียงร้องโอดครวญทำเอาใไปหมด หลินลั่วหรานขมวดคิ้วแน่นเธอไม่อาจจะรับเื่เหล่านี้ได้ ก่อนที่เหวินกวนจิ่งจะพูดขึ้น
“รุ่นพี่ความจริงพวกสัตว์กินเนื้อเหล่านี้อาจจะไม่ได้ทำเพียงแค่เพื่อเื่อาหารหรอกนะแต่รุ่นพี่ได้สังเกตไหมว่าเมื่อผ่านไป 1 คืนลาวาก็เพิ่มสูงขึ้นอีก หากว่าพวกกวางกระต่ายหรือแพะูเาเหล่านี้ยังขุดพื้นอยู่ไม่นานพื้นที่แห่งนี้ก็จะยิ่งเตี้ยลงไป...”
เตี้ยลงไป เมื่อมีคลื่นลาวาซัดเข้ามา สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนนี้นอกจากเธอและเหวินกวนจิ่งที่สามารถใช้ดาบบังคับให้หลบขึ้นไปยังสูงได้ก็คงไม่มีตัวไหนสามารถจะหลบหลีกลาวาไปได้
ความจริงแล้ว แม้จะใช้ดาบบังคับขึ้นไปหลบ้าได้แต่ก็คงไม่สามารถที่จะหลบอยู่แบบนั้นได้ตลอดชีวิตอยู่ดีในพื้นที่แห่งนี้ต่างก็เป็ก้อนหินสีดำสนิทประดับไปด้วยสิ่งที่สามารถประกายแสงออกมาหลินลั่วหรานไม่มั่นใจว่าที่นี่ห่างจากใต้ดินเท่าไร และสามารถที่จะขุดหลุมออกไปก่อนที่ลาวาจะไหลขึ้นมาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่คิดจะหนีออกไปในตอนนี้เพราะว่าเธอยังคงหาตัวของเป่าเจียไม่พบ
เมื่อความคิดนี้เพิ่งจะไหลเข้ามาในหัวของเธอก็ราวกับว่าเบื้องบนจะอยากเล่นตลกกับเธอ พื้นที่แห่งนี้เริ่มจะขยับสั่นไหวขึ้นก่อนจะปรากฏแสงส่องลงมา หลินลั่วหรานปล่อยพลังเกราะแสงขึ้นมาพวกสัตว์ตัวอื่นที่ไร้ซึ่งการป้องกันต่างก็ถูกหินทับสร้างความาเ็ไปไม่น้อย
เมื่อลมสงบลง หลินลั่วหรานก็เงยหน้าขึ้นมองในเส้นแสงไฟที่ส่องลงมามีร่างของคนคนหนึ่งกำลังขี่สัตว์ที่เท้าทั้งสี่ต่างลุกเป็ไฟล่องลอยอยู่บนอากาศก่อนจะค่อยๆ ลดตัวต่ำลงมา
เหล่าสัตว์ที่อยู่บริเวณนี้ทั้งหลายต่างก็หมอบตัวลงพร้อมกับมีอาการสั่นไหว มีเพียงแค่เธอและเหวินกวนจิ่งเท่านั้น ที่ยังยืนตรงอยู่พร้อมกับเบิกตาโตขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หญิงสาวคนนั้นมองไปโดยรอบ ไม่รู้ว่าเธอพูดพึมพำอะไรออกมาพร้อมกับะโลงมาจากหลังของสัตว์ที่เท้าลุกเป็ไฟตัวนั้น
“เป่าเจีย” หลินลั่วหรานอดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้นี่คือเป่าเจีย เธอรู้สึกสับสนผสมไปกับความดีใจจนอดที่จะส่งเสียงเรียกขึ้นมาไม่ได้
ผู้หญิงคนนั้นมองตรงมายังทางของเธอ ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความเ็าดูราวกับว่าเธอไม่รู้จักหลินลั่วหรานมาก่อน
“เป่าเจีย...คือใคร?”
