แสงแดดยามเช้าสาดส่องทะลุผ่านหน้าต่าง ตกกระทบลงบนใบหน้าอ่อนวัยของเขา บนใบหน้าผุดรอยยิ้มขึ้นมาน้อยๆ เพราะััได้ถึงผลลัพธ์ที่ได้รับมาเมื่อ่ค่ำ
คลื่นพลังภายในร่างกายกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง เต้าหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นว่าชายขาเป๋ถลึงตามองมาที่เขา เขาก็กลอกตาพลางถามออกมาว่า “พ่อขาเป๋ ท่านทำอะไร? แล้วกลับมาั้แ่เมื่อใด?”
“เ้าลูกคนนี้ นี่เ้าเริ่มฝึกวิชาั้แ่เมื่อใดกัน?” ชายแก่ขาเป๋หัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าเ้าฝึกวิชาไม่ได้หรอกหรือ? แล้วทำไมตอนนี้เ้าถึงได้มีพลังกล้าแกร่งเยี่ยงนี้? เ้าไปกินของดีอะไรมา?”
“เมื่อเร็วๆ นี้ข้าได้เรียนวิชาลึกลับวิชาหนึ่งมา” เต้าหลิงกล่าวด้วยใบหน้าดีใจ “จากนี้ท่านไม่ต้องไปขุดหินแร่อีกแล้วนะ ข้าจะหาเงินมาให้ได้ด้วยลำแข้งของข้าเอง”
“ขุดหินแร่?” ชายแก่ขาเป๋กล่าวออกมาด้วยความใ ขุดแร่อะไรกัน นั่นเรียกว่าขุดสมบัติต่างหากเล่า ทว่าเมื่อได้ยินว่าลูกชายได้วิชาหนึ่งมา ชายแก่ขาเป๋ก็คิดว่าคงจะเป็ลิขิตแห่ง์ เขาจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ
“ว่าแต่ว่าพ่อขาเป๋ แร่ที่อยู่ในบ้านเราได้มาจากที่ใดหรือ? มันมีมูลค่ามหาศาลเลยนะ!” ั์ตาเต้าหลิงลุกโชน แค่ผลึกหินทองแดงโลหิตก็มีค่าขนาดนั้นแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าหินแร่ล้ำค่าที่เหลืออยู่จะมีมูลค่ามากเพียงใด!
“ในเหมืองยังมีอีกเยอะ” สีหน้าชายแก่ขาเป๋เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ หินแร่เ่าั้ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถขุดได้ หินแร่แต่ละชิ้นที่เขาขุดขึ้นมาล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังมีอีกเยอะมาก มันสามารถนำมาเจียระไนเป็สมบัติล้ำค่าได้เลย
“ของพวกนั้นจะให้ผู้อื่นเห็นไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคงได้เกิดเื่ยุ่งยากขึ้นไม่น้อยแน่” ชายแก่ขาเป๋นำเข่งที่บรรจุหินแร่ออกมา สายตามองสำรวจไปที่หินแร่จำนวนหลายสิบก้อนด้วยสีหน้าเป็กังวล
ที่เขาต้องนำหินแร่ทั้งหมดมาเก็บไว้ที่บ้าน เพราะกลัวว่าเขาจะตายอยู่ภายในเหมืองโดยไม่ระวัง
“เื่นี้ข้ารู้” เต้าหลิงพยักหน้า ในตอนที่เขานั้นนำผลึกหินทองแดงโลหิตไปขายให้กับคลังสมบัติ ก็เกือบจะเกิดเื่ที่ไม่คาดคิดขึ้น หินแร่นี้เขารู้ดีว่ามันล้ำค่ามากเพียงใด หากไม่ถึงยามจำเป็จริงๆ เขาก็ไม่มีทางที่จะขายเด็ดขาด เก็บเอาไว้เองยังมีประโยชน์เสียกว่า
“พ่อขาเป๋ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้าจะต้องไปเข้าสอบที่สำนักซิงเฉิน ท่านอยากจะไปที่เมืองชิงโจวกับข้าหรือไม่?” เต้าหลิงกล่าวอย่างมีความหวัง หากนำหินแร่ไปขายสักก้อน ก็คงสามารถซื้อห้องขนาดใหญ่ที่เมืองชิงโจวได้
ชายแก่ขาเป๋ใช้นิ้วแคะหูพลางครุ่นคิดแล้วกล่าวออกมา “ที่เมืองชิงโจวมีสถานที่หนึ่งชื่อว่าหอคอยผ่านจิต ดูเหมือนว่าจะตั้งอยู่ที่ใจกลางเมือง หลังจากที่เ้าไปถึงสำนักแล้ว เ้าสามารถไปฝึกฝนที่หอคอยผ่านจิตได้ เมื่อใดที่เ้าขึ้นไปถึงชั้นที่เก้า เมื่อนั้นก็ค่อยทะลวงขั้นพลัง แต่หากเ้าขึ้นไปไม่ไหว ก็อย่าเพิ่งทะลวง”
“หอคอยผ่านจิต? คืออะไรอย่างนั้นหรือ?” เต้าหลิงเกาหัวพลางขมวดคิ้วถาม
“เป็หอคอยศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาั้แ่สมัยโบราณ มีทั้งหมดสิบชั้น” ชายแก่ขาเป๋กล่าวใบหน้าเต็มไปด้วยความคำนึง เขาเองก็เคยไปที่นั่นมาก่อน
จากคำเล่าขาน หอคอยผ่านจิตเป็สถานที่ที่มีสมบัติล้ำค่าอยู่ ทว่าก็ไม่เคยมีใครสามารถหยิบมันออกมาได้เลย ประวัติความเป็มาของหอคอยก็ลึกลับเป็อย่างมาก คนที่สามารถก้าวไปสู่ชั้นที่สูงกว่าชั้นเจ็ดได้นั้นล้วนแล้วแต่เป็ยอดอัจฉริยะ
ส่วนคนที่สามารถไปถึงชั้นที่เก้าได้สำเร็จ คนประเภทนั้นเป็เหมือนดั่งัในหมู่ชน ภายภาคหน้าจะต้องยิ่งใหญ่เฉิดฉาย!
“เหตุใดต้องไปที่ชั้นเก้า? แล้วชั้นสิบเล่ามีอะไรอยู่?” เต้าหลิงถามด้วยความสงสัย เื่ที่หอคอยผ่านจิตมีอยู่มาั้แ่อดีตกาลนั้นทำให้เขาประหลาดใจมาก ในยุคนั้นเป็ยุคที่ยากจะสืบเสาะหาข้อมูล ทว่าหอคอยผ่านจิตกลับอยู่มายืนยาวเช่นนี้ หรือว่ามันจะมีสมบัติ์ที่ทรงอำนาจอยู่?
“เมื่อถึงเวลาเ้าก็จะรู้เอง ถ้าเ้าอยากจะขึ้นไปชั้นที่สิบมันคงจะเป็ไปไม่ได้ เพราะไม่เคยมีใครไปถึงชั้นที่สิบได้แม้แต่คนเดียว” ชายแก่ขาเป๋ส่ายหน้า การจะก้าวขึ้นไปยังชั้นสิบนั้นเป็ได้เพียงตำนานเท่านั้น
ั้แ่อดีตกาลมาจนปัจจุบันก็ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นปี บนโลกนี้มียอดอัจฉริยะจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน ทว่าจนถึงตอนนี้กลับไม่เคยมีผู้ใดสามารถก้าวไปถึงชั้นสิบได้ กับเต้าหลิงจะเป็ไปได้อย่างนั้นหรือ?
มันเป็ตำนานที่ยากจะทำลายลง!
“เช่นนั้นข้าจะลองดู” เต้าหลิงเกาหัวพลางคิดขึ้นมาในใจ ไปถึงที่นั่นก่อนแล้วค่อยว่ากัน พ่อขาเป๋คงมีเหตุผลให้เขาไปที่นั่น
หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปที่สำนัก คาดว่าคนที่ผ่านการทดสอบคงจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว สำหรับการสอบเข้าสำนักซิงเฉินในครั้งนี้ เขามีความมั่นใจอยู่มาก ถ้าคิดเป็อัตราส่วนก็เก้าเต็มสิบ
“ไม่รู้ว่าตอนนี้ข้ามีพลังมากเท่าใดแล้ว?” เต้าหลิงกำหมัด เขาััได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวออกมา “พลังของข้าในตอนนี้จะต้องสามารถเพิ่มขึ้นมาได้อีกแน่ แต่ไม่รู้ว่ามันจะเพิ่มขึ้นมาได้ถึงเท่าใด? จะถึงหนึ่งแสนชั่งหรือไม่นะ?”
เปลวเพลิงภายในใจของเต้าหลิงพลันลุกโชนขึ้น หนึ่งแสนชั่ง เขาเคยอ่านคัมภีร์โบราณมา ในนั้นกล่าวถึงตำนานของอินทรีย์ั์ปีกทองคำ เทาเที่ย เสือขาวและอื่นๆ ซึ่งทายาทของสัตว์อสูร์เหล่านี้ต่างก็มีพลังถึงหนึ่งแสนชั่ง!
พวกมันต่างก็มีสายเืของสัตว์เทพ ภายในร่างมีเื์ที่น่ากลัวไหลเวียนอยู่ พวกมันเกิดมาเพื่อเป็ราชัน ทั้งยังมีพลังที่แกร่งกล้า ในขั้นหลอมกายาก็ล้ำหน้าเกินมนุษย์ไปหลายขั้น การที่มนุษย์้ามีพลังหนึ่งแสนชั่งในขั้นหลอมกายา ถือว่าเป็เื่ที่ยากมากจนถึงขีดสุด
“หากหาเืของสัตว์อสูร์มาได้ คงจะเป็ไปได้ไม่ยาก ทว่าของสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะสามารถหามาได้ง่ายๆ” เต้าหลิงเม้มปาก ขนาดเืของสัตว์อสูรโบราณยังหาได้ยากขนาดนั้น คงไม่ต้องพูดถึงเืของสัตว์อสูร์
เืสัตว์อสูร์นั้นจะว่ามีก็มี แต่ผู้ก็ใช่ว่าจะเอามันออกมาขาย เพราะเกรงว่านั่นอาจจะเป็การยุแหย่ตระกูลสัตว์อสูร์ พอถึงตอนนั้นจะต้องเกิดานองเืขึ้น ดังนั้นปกติจึงไม่มีใครเอาออกมาขาย
เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เต้าหลิงก็สะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ เขาค่อยๆ สงบจิตใจพลางแผดเสียงกล่าวออกมาในใจ “ข้าจะมัวแต่พึ่งพาพลังจากภายนอกไม่ได้ การพึ่งพาตัวเองถึงจะเป็สิ่งที่ดีที่สุด หากข้ามัวแต่พึ่งพาพลังจากภายนอก แล้วข้าจะฝึกฝนไปเพื่ออะไร?”
“จะพึ่งวิชาสยบฟ้าเกินควรก็ไม่ได้ ข้าจะต้องเดินตามทางของข้าเอง!” หัวใจภายในอกของเต้าหลิงเต้นระรัว เมื่อครู่เขาเกือบจะถูกปีศาจเข้าครอบงำ หลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถึงแม้ว่าวิชาสยบฟ้าจะสุดยอดเพียงใด แต่การพึ่งพาศักยภาพของตัวเองนั้นถือว่าเป็วิถีทางที่ดีที่สุด!
วิชาก็แค่สิ่งที่เอาไว้ใช้เกื้อหนุน ในตอนนั้นจิตใจของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมา
“ไอ้ขยะนั่น มันอยู่ตรงนั้น!”
ปรากฏเสียงหนึ่งดังลั่นขึ้นที่หน้าประตูสำนัก ใบหน้าของเฉียนหลินเต็มไปด้วยความโกรธแค้น หมัดทั้งสองกำแน่น เขาโกรธเสียจนตัวสั่น เพราะเขาถูกเต้าหลิงซัดจนพิการ จากนี้ไปเขาคงไม่อาจจะฝึกฝนยุทธ์ได้อีก
ผู้ที่ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้ ในโลกใบนี้แม้แต่ก้อนอุจจาระก็ยังมีค่าเสียยิ่งกว่า เขาแค้นจนอยากจะทำลายร่างกายของเต้าหลิงให้ไม่เหลือซาก!
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเต้าหลิงก็พลันขึงขังขึ้น แววตาเยือกเย็นจ้องไปที่เฉียนหลิน เดาว่าเขาคงมาที่นี่เพราะเื่เมื่อวาน
“คิดว่าจะหาเื่ข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ!” เต้าหลิงกวาดสายตาเ็าไปที่คนสามคนที่อยู่ข้างๆ เฉียนหลิน ก่อนที่สายตาจะหยุดอยู่ตรงเด็กหนุ่มใบหน้ายโส เขารู้สึกได้เลยว่าคนคนนี้ใช่ว่าจะอ่อนแอ
“เฉียนหลิน มันงั้นหรือ? ไอ้เด็กนี่มีปัญญาถึงขนาดทำให้เ้าพิการได้เชียว?” เฉียนจิ่งกล่าวออกมาเรียบๆ ด้วยใบหน้าดูถูก
“ใช่ มันนั่นแหละ! ขอแค่พวกเ้าช่วยข้าจัดการเขา เงินเก็บหลายปีมานี้ของข้าทั้งหมดจะเป็ของพวกเ้า!” เฉียนหลินขบกรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขาไม่ได้เสียดายเงินเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงแต่ทำให้เต้าหลิงพิการได้ก็พอ
“เฉียนหลิน เ้าวางใจเถิด ถึงอย่างไรพวกเราก็อยู่ตระกูลเดียวกัน แค่ช่วยจัดการให้ไอ้เด็กที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงพิการแค่นี้ ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ส่วนเื่เงินจะได้หรือไม่นั้นหาได้สำคัญไม่”
“เต้าหลิง วันนี้จะเป็วันตายของเ้า!” ใบหน้าของเฉียนหลินบิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์ เขาชี้นิ้วออกไปพลางแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา “ข้าจะไม่ให้เ้าได้ตายง่ายๆ แน่ ข้าจะทำให้เ้าทรมานเจียนตาย คิดจะเข้าสำนักซิงเฉินอย่างนั้นหรือ! ฝันไปเถอะ!”
“อย่างพวกเ้าน่ะหรือ?” เต้าหลิงกล่าวพลางใช้สายตามองไปที่พวกเขา
“เ้าพูดว่าอะไรนะ?” สีหน้าเฉียนจิ่งขึงขังขึ้นทันใด เขาเกลียดคำพูดเช่นนั้นเป็อย่างมากพลันคิดว่าตัวเองนั้นฟังผิดไป
“บัดซบ! เ้าขยะ เ้ารีบก้มหัวลงขอขมาคุณชายเฉียนจิ่งเดี๋ยวนี้ กล้าล่วงเกินคุณชายอย่างนั้นหรือ รนหาที่ตายนัก!” สองพี่น้องเฉียนหรินแผดเสียงด่าทอออกมาด้วยสีหน้าเย็นะเื
ได้ยินดังนั้น ในใจของเต้าหลิงก็เข้าใจได้ในทันที มิน่าเล่าเขาถึงรับรู้ได้ถึงพลังที่ไม่ธรรมดาจากผู้ชายคนนี้ ที่แท้เขาก็คือเฉียนจิ่ง อัจฉริยะที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งแห่งเมืองชิงซาน ทั้งยังอยู่ในครึ่งก้าวขั้นสถิติญญาแล้ว
ในขั้นสถิติญญา ปกติแล้วคนทั่วไปจะต้องใช้เวลาครึ่งปี แค่ทะลวงเข้าสู่ครึ่งก้าวขั้นสถิติญญา ก็จะสามารถกักเก็บพลังได้อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิติญญา ทว่าในระหว่างกระบวนการนั้นจะยาวนานสักหน่อย
“ฮึ ข้าไม่้าให้ไอ้ขยะมาก้มหัวให้ข้า พวกเ้ารีบไปจัดการมันซะ” เฉียนจิ่งกล่าวสีหน้าไม่แยแส
“ใช่ รีบจัดการมันซะ!” เฉียนหลินแผดเสียงด้วยความโกรธแค้น
“เ้าหนู เ้ารนหาที่ตายเองนะ อย่ามาโทษพวกข้าล่ะ!” สองพี่น้องเฉียนหรินแสยะยิ้ม ภายในแววตาะเิไอสังหารออกมา ก่อนที่พวกเขาจะพุ่งเข้าไปหาเต้าหลิงอย่างรวดเร็ว หมายจะซัดร่างของอีกฝ่ายให้พิการ
“ไสหัวไปซะ!”
ใบหน้าของเต้าหลิงเย็นะเืพลางะเิเสียงคำรามออกมาด้วยความเดือดดาล เส้นผมปลิวไสวอย่างบ้าคลั่ง แขนเสื้อสะบัดพลิ้วไหวไปมา ิัะเิแสง์สว่างจ้าออกมา แสงสีทองอร่ามที่เจิดจรัสสว่างจ้าไปทั่วบริเวณทำให้ผู้คนที่เห็นสายตาพร่ามัว
เืลมที่พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด แรงกดดันทำให้มวลอากาศโดยรอบสั่นะเืส่งเสียงราวกับสัตว์อสูรที่เพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหล!
ตูมมม
พลังนั้นได้ะเิออกมาราวกับน้ำที่ไหลทะลักลงมาจากูเาก็มิปาน เงาทั้งสองที่พุ่งเข้ามานั้นพลันถูกคลื่นลมพัดกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง
“อึก..อั๊ก..” ทั่วร่างของสองพี่น้องเฉียนหรินสั่นสะท้าน กระดูกแตกร้าวออกจากกัน พวกเขาถูกคลื่นลมพัดกระเด็นไปพุ่งชนกับกำแพงอย่างแรง ก่อนที่ร่างจะไหลลงไปกองกับพื้นแล้วกระอักเืกองใหญ่ออกมา
“อะไรกัน?” เฉียนจิ่งที่เห็นดังนั้น สีหน้าของเขาก็พลันเย็นเยียบขึ้นทันใด เขาคิดไม่ถึงว่าไอ้ขยะนี่จะมีพลังแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
เต้าหลิงกวาดสายตาไปยังเด็กหนุ่มสองคนที่นอนขดตัวงออยู่ที่พื้น พวกเขาทั้งสองรู้สึกเหมือนกับอยู่ในเตาหลอมที่กำลังโดนแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน อวัยวะภายในเ็ปราวกับถูกหลอม พวกเขาแผดเสียงร้องครวญครางออกมาด้วยความเ็ป
ภายในใจของสองพี่น้องเฉียนหรินเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เ้านี่น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ ลำพังแค่คลื่นพลังที่ส่งออกมาก็สามารถกำราบพวกเขาได้อยู่หมัด นี่มันเป็ไอ้บ้าจากที่ใดกัน
“เป็ไปได้อย่างไร!” เฉียนหลินใมาก ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นสะท้าน แค่คลื่นพลังก็สามารถทำให้สองพี่น้องเฉียนหรินกระเด็นลอยออกไปได้ พลังของเขาน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แปะ แปะ แปะ!
มีเสียงปรบมือดังขึ้น เฉียนจิ่งก้าวเท้าออกมา สายตามองไปที่ร่างของเต้าหลิงพลางกล่าวออกมาเรียบๆ “ไม่เลวเลย มีคุณสมบัติพอที่จะให้ข้าลงมือเอง ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเ้าจะถูกข้าฆ่าตายในกระบวนท่าเดียวหรือไม่?”
สายตาของเฉียนจิ่งเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม เขาเป็อัจฉริยะแห่งตระกูลเฉียนและกำลังจะได้เข้าสำนักซิงเฉิน
แค่ไอ้กระจอกอย่างเต้าหลิง แค่ใช้เล็บมือบดขยี้ก็ตายได้แล้ว อย่างมันจะทำอะไรได้?
