เมื่อออกจากป่าใบก่วม สุ่ยจือหลิง อวี้ิจูและหลิวเยี่ยนถิงสบตากันทีหนึ่ง
“เฉียวรุ่ยนี่ร้ายกาจจริงนะ!”
“ใช่แล้ว ร้ายกาจนัก!” อวี้ิจูพยักหน้า รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างลึกล้ำ ยากแท้หยั่งถึง
อสรพิษใบไม้แดงตัวนั้นพลังขั้นสาม่ปลาย เพื่อแก้พิษให้ตน จือหลิงกับหลิวเยี่ยนถิงล้อมจับด้วยกันอยู่หลายครั้ง แต่มันกลับหนีไปได้ คิดไม่ถึงเชียวว่าเฉียวรุ่ยใช้หนึ่งหมัดก็ต่อยอสรพิษใบไม้แดงจอมเ้าเล่ห์ตายได้
“จริงแท้ ข้าก็รู้สึกว่าสองคนนี้ช่างลึกล้ำ หยั่งไม่ถึงอยู่บ้างเหมือนกัน!” สุ่ยจือหลิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ว่าตามหลักแล้ว ทุกคนล้วนพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย นางไม่น่ารู้สึกเช่นนี้ แต่ไม่รู้เพราอะไร นาทีที่เห็นเฉียวรุ่ยออกมา สุ่ยจือหลิงพลันรู้สึกว่าเห็นอำนาจกดดันอันหนักหน่วง คิดว่าหากหนึ่งหมัดนั้นไม่ได้ต่อยบนตัวอสรพิษ แต่ต่อยบนตัวนาง ถ้าเช่นนั้นผลลัพธ์คงเหมือนกัน นางคงเหมือนอสรพิษตัวนั้น ตายในทันที!
“ได้ยินว่าในแดนลับแห่งนี้มีผู้เลื่อนระดับเป็ระดับดวงปราณได้ พลังะเืฟ้า ไม่รู้ว่าเป็สองคนนี้หรือไม่?” หลิวเยี่ยนถิงนึกถึงอสนีบาตภัยเมื่อห้าปีก่อนพลางลูบคาง
แม้ไม่มีหลักฐานอันใดพิสูจน์ได้ว่าผู้ฝึกตนที่เลื่อนเป็ระดับดวงปราณคือหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย แต่ไม่รู้ทำไม ยามเห็นอีกฝ่ายลงมือ หลิวเยี่ยนถิงกลับคิดว่าผู้ที่เลื่อนระดับ เก้าในสิบส่วนต้องเป็พวกเขา
“ไม่มีทางหรอก? ว่ากันว่าคนที่เลื่อนระดับเป็ผู้ใช้ค่ายกลมิใช่หรือ?” อวี้ิจูส่ายศีรษะ คิดว่าไม่น่าเป็ไปได้เท่าไรนัก
“ผู้ใช้ค่ายกล? ค่ายกลของผู้ใช้ค่ายกลไหนทำให้หลินเหยียนเหยียนอับจนหนทางได้เล่า? หากคนผู้นี้ไม่ใช่จงหลิง ถ้าเช่นนั้น ก็เป็ไปได้อย่างที่สุดว่าจะเป็หลิ่วเทียนฉีที่วิจัยค่ายกลร่วมกัน ค่ายกลของผู้อื่นขวางหลินเหยียนเหยียนไม่ได้หรอก!” หลิวเยี่ยนถิงพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
ในแดนลับแห่งนี้ นอกจากจงหลิงกับหลิ่วเทียนฉี ยังมีใครมีความสามารถในด้านค่ายกลชนะหลินเหยียนเหยียนได้อีก?
“นี่ ไม่มีทางเป็เื่จริงหรอกกระมัง? หรือว่าหลิ่วเทียนฉีไม่ใช่แค่ผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม ยังเป็ผู้ใช้ค่ายกลขั้นสามด้วยหรือ?” อวี้ิจูมองคนรักอย่างตะลึง มีสีหน้าฉงน จะเป็ไปได้อย่างไร จะมีคนที่เป็ทั้งผู้ใช้ค่ายกลและผู้ใช้ยันต์ได้อย่างไรเล่า?
“วิชายันต์ของหลิ่วเทียนฉีสูงกว่าข้านัก หากเขาเชี่ยวชาญค่ายกลด้วย มีวิชาค่ายกลเหนือกว่าหลินเหยียนเหยียนอีก ถ้าเช่นนั้น เขาก็ร้ายกาจเหนือฟ้าแล้ว!” สุ่ยจือหลิงพูดจบก็ถอนหายใจแ่เบาทีหนึ่ง
แม้เพียงศาสตร์ยันต์อย่างเดียว นางยังสู้อีกฝ่ายไม่ได้ หากอีกฝ่ายเป็ผู้ใช้ค่ายกลขั้นสามกับผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม กลายเป็ยันต์ค่ายกลสองศาสตร์ ถ้าเช่นนั้น นางยิ่งเทียบไม่ติดฝุ่น
“ไม่ ไม่น่ากระมัง? หากหลิ่วเทียนฉีเป็ผู้ใช้ค่ายกลขั้นสาม วิชาค่ายกลร้ายกาจปานนั้นจริง ตอนแข่งขันจตุรแคว้น ทำไมเขาไม่เข้าร่วมการแข่งขันค่ายกลเล่า? จงใจซ่อนความสามารถหรือ? หากวิทยาลัยเซิ่งตูรู้ความสามารถเขา ไม่มีทางให้เจียงเทาขึ้นไปแพ้การแข่งขันหรือให้เขาเข้าร่วมการแข่งขันหรอก?” อวี้ิจูมองทั้งสองคน รู้สึกว่าเื่นี้แปลกนัก
“ข้าก็ไม่รู้ชัด!” หลิวเยี่ยนถิงส่ายศีรษะตอบกลับ
“ไม่ว่าอย่างไร คนเช่นนี้อย่าล่วงเกินเลยเป็ดี!” นี่คือข้อสรุปของสุ่ยจือหลิง สองคนนี้ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งเหลือเกิน พยายามไม่ล่วงเกินย่อมดีกว่า
อีกสองคนค่อยๆ พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
.........
พอเฉียวรุ่ยวางรั้วป้องกันเสร็จ น้ำแกงงูของหลิ่วเทียนฉีก็ทำเสร็จเรียบร้อย เฉียวรุ่ยเอาซาลาเปาลูกโตออกมารับประทานกับน้ำแกงงู กินอย่างเอร็ดอร่อยเป็พิเศษ
หลิ่วเทียนฉีมองคนรักกินอย่างมีความสุขอยู่ข้างกายก็ยกมุมปาก เห็นคนรักชอบกินอาหารที่ตนทำปานนี้ ทำให้เขาที่รักการลงครัวอิ่มอกอิ่มใจนัก
“เทียนฉี อร่อย เ้ารีบกินสิ เนื้องูนี่สดนัก น่าเสียดายที่น้อยไปหน่อย!” เฉียวรุ่ยพูดจบก็ทำหน้าเสียดายเล็กน้อย งูตัวนี้ยาวแค่เมตรเดียว แม้เขาจะเลาะกระดูกจนเกลี้ยง แต่เนื้อที่ได้มากลับน้อยนิด พอทำแค่น้ำแกงงูเท่านั้น
“ฮ่าๆๆ ถ้าเ้าชอบกิน พวกเราค่อยล่าอีกก็ได้” งูน่ะอยู่ในป่า จะหาอีกหลายตัวก็ไม่ยากหรอก
“ก็จริง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ
หลิ่วเทียนฉีมองคนรักกินอย่างสุขใจพลางลูบศีรษะน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนตักชามหนึ่งให้ตนเอง เริ่มกินด้วยท่วงท่าสง่างาม
“เร็ว ด้านนี้ ด้านนี้...”
เฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉีนั่งอยู่ในรั้วป้องกันรับประทานอาหารกลางวันอยู่ ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือกสามคนก็วิ่งเข้ามาในป่าใบก่วม อยู่ในสายตาของพวกเขา
มองเห็นคนเข้ามาในป่า หลิ่วเทียนเหลือบมองอีกฝ่าย ทั้งสามคนเป็ผู้ฝึกตนชาย ระดับสร้างรากฐาน่กลางหนึ่งคน ระดับสร้างรากฐาน่ปลายสองคน นอกจากนี้ ทั้งสามคนล้วนเป็ผู้ฝึกตนแคว้นหลันสุ่ย บนร่างสวมชุดของแคว้น แม้บัดนี้ เครื่องแบบสีฟ้าครามจะถูกย้อมไปด้วยเืสีแดงฉาน แถมยังขาดวิ่นจนไม่เหลือเค้าเดิม หากไม่ใช่ตราสัญลักษณ์ลายคลื่นน้ำของแคว้นหลันสุ่ยยังอยู่ หลิ่วเทียนฉีอาจจำไม่ได้
“กลิ่นคาวเืหนักยิ่งนัก!” เฉียวรุ่ยสูดจมูก แม้จะตอบสนองเฉื่อยชา แต่ก็ััได้ถึงความไม่ถูกต้อง
“ไม่เป็ไร กินข้าวเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักที่อยู่ข้างกายทีหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ
แค่คนแปลกหน้า เื่ของผู้อื่น เขาไม่คิดสนใจ
“แต่ แต่พวกเขาวิ่งมาทางพวกเรานะ!” เห็นคนาเ็ทั้งร่างสามคนจ้องตนกับเทียนฉีอยู่ตลอด แถมยังวิ่งมาทางพวกเขาอีก เขาจะกินต่ออย่างสบายใจได้อย่างไรเล่า?
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง ช่วยด้วย ช่วยพวกเราด้วย!” ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน่กลางที่ทั้งร่างมีาแวิ่งมาถึงด้านนอกรั้วป้องกันของทั้งสองเป็คนแรก รีบอ้าปากขอร้อง
“พวกเ้าพบสัตว์อสูรมาหรือ?” เฉียวรุ่ยมองร่างสะบักสะบอมของทั้งสามคนก่อนถามอย่างสงสัยใคร่รู้
าแบนร่างพวกเขาดูแล้วแปลกนัก ไม่ได้ถูกอุปกรณ์อาคมของมนุษย์สร้างแน่
“ใช่ พวกเราพบสัตว์ประหลาดหลายตาสามหัวตัวหนึ่ง เป็ระดับครึ่งก้าวดวงปราณ” ผู้ฝึกตนตัวโตคนหนึ่งพยักหน้ายืนยันคำตอบ โชคร้ายจริง คิดไม่ถึงว่าจะพบสัตว์ประหลาดที่ยุ่งด้วยยากไล่ตามสังหารตลอดทาง ศิษย์พี่เฝิงพาหายนะมาให้พวกเขาเสียแล้ว
“อ้อ?” เฉียวรุ่ยเลิกคิ้ว ชำเลืองมองหลิ่วเทียนฉีที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“สัตว์ประหลาดหลายตาไม่ใช่สัตว์อสูรนิสัยดุร้าย หากพวกเ้าไม่ไปหาเื่มัน มันไม่มีทางยกพลใหญ่ออกจากอาณาเขตของตนไล่ตามพวกเ้ามาหรอก!” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสามคน เอ่ยเหมือนเป็เื่สมควร
อ่านหนังสือมากนี่มีประโยชน์จริง หากไม่ใช่ว่าเคยอ่านหนังสือแนะนำสมุนไพรทิพย์กับสัตว์อสูรมากมายในหอตำราของวิทยาลัยเซิ่งตู บางที หลิ่วเทียนฉีจากยุคปัจจุบันคนนี้ คงไม่รู้จักสัตว์ประหลาดหลายตาสักนิด!
“นี่...” ได้ยินคำพูดของเขา ทั้งสามคนใจเสียอย่างเห็นได้ชัด
เฉียวรุ่ยมองดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมาของพวกเขา เข้าใจว่าเกิดเื่อะไรทันที “ในเมื่อพวกเ้าหาเื่มันเอง ถ้าอย่างนั้น พวกเ้าจัดการกันเองก็ดีแล้ว ทำไมต้องมาหาพวกเราเล่า?”
“โชควาสนากับอันตราย เดิมทีคงอยู่ด้วยกัน” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสามคน บอกอย่างมีความนัยลึกซึ้ง
ก่อนหน้าจะได้รับโชควาสนาควรดูอันตรายที่อาจพบก่อน ในตอนนั้น เพื่อโชควาสนาบนเขาแสงทอง เขากับเสี่ยวรุ่ยต่อต้านวานรปีกยาวจนมีาแเต็มตัวมิใช่หรือ? ดังนั้น ใต้หล้านี้ไม่มีอาหารเที่ยงให้เปล่าอะไรหรอก!
“พูดเช่นนี้ พวกเ้าไม่คิดช่วยเหลือหรือ?” ผู้ฝึกตนชายผอมแห้งที่ไม่พูดไม่จามาตลอดคนหนึ่งเอ่ยถาม
เฉียวรุ่ยได้ยินเข้า อดกลอกตารอบใหญ่ไม่ได้ “น่าขันจริง พวกเราไม่รู้จักพวกเ้าเสียหน่อย ทำไมต้องช่วยพวกเ้าด้วยเล่า? นอกจากนี้ พวกเ้าหาเื่สัตว์ประหลาดหลายตานั่นเอง เกี่ยวอันใดกับพวกเรากัน?”
หากอีกฝ่ายเป็คนของวิทยาลัยเซิ่งตู บางทีเฉียวรุ่ยอาจพิจารณา แต่ในเมื่อพวกเขาเป็คนแปลกหน้า ถ้าเช่นนั้น ช่วยเหลืออะไรย่อมไม่จำเป็!
“งานของตระกูลเฝิง พวกเ้ากล้าไม่ช่วยหรือ?” ผู้ฝึกตนชายผอมแห้งมองทั้งสองพลางหรี่ตาลง วาจาเต็มไปด้วยการข่มขู่
“ชิ ไม่ว่าเ้าจะตระกูลเฝิงหรือตระกูลหลี่ แล้วเกี่ยวอันใดกับพวกเราเล่า?” เฉียวรุ่ยแค่นเสียงเย้ยหยัน คิดว่าสมองอีกฝ่ายมีปัญหา ตระกูลเฝิงของเ้าร้ายกาจอีกเท่าใด นั่นก็เป็ตระกูลจากแคว้นหลันสุ่ย เกี่ยวอันใดกับแคว้นจินอวี่เล่า?
“กินข้าวเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีเอาชามในมือเฉียวรุ่ยมาตักน้ำแกงงูให้อีก ก่อนส่งคืนให้คนรัก
ในยุคปัจจุบัน ภายหลังการต้มตุ๋น อาชีพนี้จึงบังเกิดขึ้น การช่วยผู้คนเพื่อความสุขใจไม่ใช่คุณธรรมอันงดงามอีกต่อไป กลับกลายเป็เื่โง่เขลา เช่นเดียวกับในโลกแห่งการฝึกตนที่นับถือพลังเป็เอกแห่งนี้ ผู้แข็งแกร่งเป็าา ผู้แพ้เป็โจร การช่วยคนเพื่อความสุขใจใช่ว่าใครก็ทำได้
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ไม่สนใจทั้งสามคนอีกต่อไป ก้มหน้าเริ่มกินต่อ
ผู้ฝึกตนผอมแห้งที่ยืนอยู่ด้านนอกรั้วป้องกันเห็นทั้งสองคนไม่สนใจพวกเขาสักนิดก็โกรธจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“พวกเ้าสารเลวสองคน ถึงกับกล้าไม่ช่วย พวกเ้า...”
“ศิษย์พี่เฝิง สัตว์ประหลาดหลายตามาแล้ว!” คนตัวสูงอีกคนรีบบอก
ได้ยินเข้า ผู้ฝึกตนชายผอมแห้งขมวดคิ้ว ใบหน้าเขียวคล้ำพาสองคนที่เหลือวิ่งลึกเข้าไปในป่าใบกุ่ม
ทั้งสามคนวิ่งไปได้ไม่นาน แรงสั่นไหวระลอกแล้วระลอกเล่าก็ถูกส่งมาจากพื้น
“ตึง ตึง...” เสียงเท้าสัตว์อสูรย่ำพื้นหลายต่อหลายครั้ง จากไกลมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
เฉียวรุ่ยเงยหน้าขึ้น มองเห็นเ้าตัวสูงห้าเมตรกว่า ศีรษะสามหัว ิัสีเขียวหยก ข้างหลังมีดวงตาโตมากมายยุบยับวิ่งมาข้างหน้าทีละก้าว อดกลืนน้ำลายอึกหนึ่งไม่ได้
“สามคนนั่น เกรงว่าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเ้าตัวใหญ่กระมัง?” เฉียวรุ่ยหันมาถามหลิ่วเทียนฉี
“สู้ไม่ได้หรอก!” ผู้ฝึกตนทั้งสามคนได้รับาเ็ทั่วร่าง แต่สัตว์ประหลาดหลายตากลับไม่าเ็สักนิด ดูก็รู้ว่าพลังของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันยิ่งนัก
“เทียนฉี เ้าว่าทำไมสัตว์ประหลาดหลายตาถึงไล่ตามพวกเขา?” เฉียวรุ่ยค่อนข้างสงสัยกับจุดนี้
“สัตว์ประหลาดหลายตาชอบซ่อนศิลาไว้ขูดดวงตาบนแผ่นหลังของมัน ผู้ฝึกตนสามคนนั่นต้องเอาหินบางอย่างในถ้ำของมันมาแน่ ไม่เช่นนั้น มันคงไม่วิ่งออกจากอาณาเขตมาจับคนอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้”
“ก็จริง หากคิดโทษใคร ก็ต้องโทษสามคนนั้นที่ไร้ความสามารถแล้วยังคิดแย่งของผู้อื่น”
“เอาล่ะ ไม่ต้องสนเื่ของพวกเขา กินอาหารเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีมองเฉียวรุ่ยมีสีหน้าสงสัยไม่หยุดอย่างอ่อนใจก่อนบอก
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ก้มหน้ากินอาหารต่อ
.........
หลังครึ่งชั่วยาม ทั้งสองคนรับประทานอาหารเที่ยงมื้อนี้เสร็จ
เฉียวรุ่ยเห็นคนรักรื้อรั้วป้องกันก็กะพริบตาปริบๆ “สัตว์ประหลาดหลายตากับผู้ฝึกตนสามคนนั่นน่าจะประมือกันอยู่ในป่านะ? พวกเราลองไปดูหน่อยไหม?”
หลิ่วเทียนฉีเห็นสีหน้าอยากไปของเฉียวรุ่ยก็ยักไหล่ “การต่อสู้เนี่ย มีสิ่งใดน่าดูกันเล่า?”
“การต่อสู้ย่อมไม่น่าดู แต่ข้าสงสัยนักว่าพวกเขาเอาศิลาอะไรไป ไม่แน่อาจเป็สมบัติก็ได้นะ!” พูดถึงตรงนี้ สองตาเฉียวรุ่ยพลันเปล่งประกาย
เห็นดวงตาโตทอประกายวิบวับของเฉียวรุ่ยเขียนว่า “ข้าสนใจยิ่งนัก” ห้าคำโตๆ กระจ่างชัดอยู่ หลิ่วเทียนฉีก็ส่ายศีรษะก่อนหลุดหัวเราะออกมา มือยื่นไปลูบจมูกคนรัก “ได้ ถ้าเ้าอยากไป พวกเราก็ไปดูกันเถอะ!”
“คิกๆ เทียนฉีดีที่สุด!” เฉียวรุ่ยจูงมือคนรักด้วยสีหน้าดีอกดีใจ
“เ้านี่นะ!” หลิ่วเทียนฉีกุมมือน้อยข้างนั้นไว้กลางฝ่ามืออย่างจนปัญญา พาเฉียวรุ่ยเดินออกไปด้วยกัน
