วันรุ่งขึ้น...พอฟ้าเริ่มสางโรงจวี้ฉ่างก็ส่งคนมาถึงสำนักวรยุทธ์เบิก์แล้วครั้งนี้คนที่ส่งจดหมายมาเป็สาวใช้ประจำตัวของจวงเฟยเฟย ชื่อว่าหงหลุน นางดูเป็คนขี้อายและมีอายุมากกว่าอันเจิงราวหนึ่งหรือสองปีผิวพรรณที่ขาวใสและดวงตากลมโตของนางเป็แบบที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชื่นชอบ เพียงแต่เวลาที่คุยกับคนแปลกหน้านางจะมีท่าทางที่เขินอายและดูไม่เป็ธรรมชาติสักเท่าไหร่
“อันนี้ของเ้า ฮูหยินให้ข้านำมันมาให้เ้า”
หงหลุนนำกระเป๋าผ้ายัดใส่มืออันเจิงจากนั้นก็ก้มหน้าลงแล้วพูด “ฮูหยินบอกว่า เื่บางเื่ก็อย่าใส่ใจมากจนเกินไปที่โรงจวี้ฉ่างไม่ทำแบบนี้ั้แ่แรกเพราะเื่นี้ส่งผลกระทบมากและอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้ ฉะนั้นจึงยอมอดทนอดกลั้นให้มันผ่านไปแต่ในเมื่อท่านทำลงไปแล้ว โรงจวี้ฉ่างก็จะไม่นิ่งดูดาย อีกอย่าง...เื่นี้ก็ไม่จำเป็ให้ท่านต้องกังวลและฮูหยินยังให้ข้าบอกท่านอีกว่า...โรงจวี้ฉ่างมีอำนาจมากกว่าที่ท่านคิด”
อันเจิงพยักหน้า “กลับไปบอกฮูหยินของเ้าว่าข้าขอบคุณ”
‘อืม’ หงหลุนเปล่งเสียงออกมา จากนั้นนางเงยหน้าขึ้นมองอันเจิงแวบหนึ่งแล้วรีบก้มหน้าดังเดิม“ฮูหยินบอกว่า หนี้บุญคุณที่โรงจวี้ฉ่างติดค้างท่านยังไม่หมด ฉะนั้นอย่างไรโรงจวี้ฉ่างก็ต้องตอบแทนบุญคุณท่านอีกอยู่ดี”
อันเจิงอดใจไม่ไหวเลยถามขึ้น“มันบุญคุณอะไรกันแน่”
หงหลุนราวกับนึกไม่ถึงว่าอันเจิงจะถามกลับมาแบบนี้ มีที่ไหนกันตัวเองเคยช่วยอะไรคนอื่นไว้แล้วจะจำไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น นางคงรู้สึกว่าความสัมพันธ์ดีๆ ระหว่างฮูหยินและอันเจิงมีไม่น้อย ฉะนั้นนางจึงตอบกลับ“หลายปีก่อนนายท่านของเราได้รับาเ็สาหัสจากการประลอง ในตอนนั้นพวกเราพยายามหาทุกวิถีทางในการช่วยนายท่านแต่ก็ช่วยได้แค่ยื้อลมหายใจไว้เท่านั้น อาการของนายท่านแย่ลงเรื่อย ๆคงเพราะคู่ต่อสู้มีพลังที่แข็งแกร่งจริง ๆฉะนั้นหากไม่มีโอสถิญญาที่เหมาะสมมารักษา คาดว่านายท่านก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน”
“หลายปีมานี้ โรงจวี้ฉ่างได้พยายามหาวิธีต่างๆ มาช่วยชีวิตนายท่าน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนกระทั่งฮูหยินนำยาวิเศษมาจากเทือกเขาชางหมานถึงแม้ตอนนี้นายท่านจะยังไม่ฟื้นขึ้นมา แต่อาการก็ดีขึ้นไม่น้อยแล้ว ฉะนั้นฮูหยินจึงดีใจเป็อย่างมากพวกเขาทั้งคู่มีความรักที่แน่นแฟ้น ั้แ่แรกจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยแยกจากกันมาก่อนตอนนี้นายท่านใกล้จะฟื้นแล้ว ความลำบากของฮูหยินก็คงจะหมดไปเสียทีหลายปีมานี้โรงจวี้ฉ่างมีฮูหยินดูแลคนเดียวมาตลอด นางคงลำบากไม่น้อยเหมือนกัน”
ราวกับหงหลุนรู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้วนางจึงรีบขอตัวกลับในทันที
อันเจิงรู้สึกสลดใจขึ้นมาในทันทีดูจากภายนอกแล้วจวงเฟยเฟยเหมือนนางปีศาจร้ายแต่ก้นบึ้งจากหัวใจดันเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ ความรักที่นางมีต่อสามีที่เป็เ้าของโรงจวี้ฉ่างช่างเป็ความรักที่แท้จริงยิ่งนัก
อันเจิงเปิดกระเป๋าผ้าออกด้านในเป็สมุดรายชื่อสองเล่ม
เล่มแรกคือรายชื่อผู้เข้าแข่งขันในเทศกาลใบไม้ร่วงเป็รายชื่อคนที่อันเจิงต้องระวังเป็พิเศษ คนแรกก็คือซูเฟยหลุนจากสำนักต้าติงคนที่สองคือเฟิงเสี่ยวหยางจากสำนักไท่ซ่างเต้า คนที่สามคือเนี่ยชิงจากสำนักวรยุทธ์ชางของหน่วยทหารและยังมีอีกมากกว่าร้อยรายชื่อ จากที่ดูมาจวงเฟยเฟยคงไม่ได้เชื่อมั่นในพลังที่อันเจิงมีสักเท่าไหร่เพราะนางจำแนกรายชื่อมายาวเหยียด แต่ครั้งก่อนที่เฉินเซ่าป๋ายมาเตือนเขาบอกว่าคนที่อันเจิงต้องระวังมีเพียงสามคนเท่านั้น
และที่น่าแปลกใจที่สุดคือ ในสมุดรายชื่อนี้ไม่มีชื่อของเฉินเซ่าป๋ายอยู่ในนั้น
อันเจิงเดินวนไปวนมาในสวนพลางเปิดสมุดรายชื่อเล่มที่สองไปด้วย
คนแรกก็คือห่าวผิงอันเสนาบดีของหน่วยทหารคนที่สองคือเฉินไจ่เหยียนรองเ้ากรมของหน่วยทหาร และยังมีรายชื่อคนในหน่วยทหารอีกมากมายแต่ที่อันเจิงสงสัยก็คือ ในสมุดรายชื่อเล่มนี้ไม่มีชื่อของแม่ทัพฟางจือจี่แห่งกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กแต่กลับมีชื่อของฟางเต้าจือที่เขาเคยเจอมาก่อน คนคนนี้เป็รองแม่ทัพของกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กอยู่ระดับสี่ในตำแหน่งแม่ทัพอินทรีเหล็ก
อันเจิงพลิกสมุดรายชื่อกรมพิธีการหนึ่งในนั้นมีชื่อที่ทำให้อันเจิงรู้สึกสะดุดตาขึ้นมาทันที
เขาคนนี้ไม่ใช่คนที่ยิ่งใหญ่อะไรมากนักนั่นก็คือลีเหยียนเนียน ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการ
กรมพิธีการแบ่งเป็สี่ฝ่ายหนึ่งในนั้นก็คือฝ่ายต้อนรับ โดยเบื้องต้นฝ่ายนี้จะมีหน้าที่ต้อนรับทหารที่มาเยือนตำแหน่งผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับอยู่ในระดับห้า แม้จะเป็ตำแหน่งที่ไม่ได้สูงส่งอะไรแต่ตำแหน่งนี้มีหน้าที่รับผิดชอบเงินที่ใช้ในการจัดงานเลี้ยงต่าง ๆฉะนั้นจึงเป็ฝ่ายที่จะหาผลประโยชน์ใส่ตัวได้มากที่สุด เขาคนนี้ทำงานในราชสำนักแคว้นเยี่ยนมานานหลายสิบปีแล้วฉะนั้นในตอนที่องค์ชายเจ็ดเฉินจ่งชวี่แห่งจักรวรรดิต้าซีมาแคว้นเยี่ยนเขาก็เป็ผู้ดูแลต้อนรับเื่นี้เหมือนกัน
อันเจิงนำสมุดรายชื่อนี้กลับไปเก็บไว้ในห้องส่วนตัวจากนั้นก็นั่งลงแล้วคิดทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้ง
เื่ราวในตอนนั้นเกี่ยวพันถึงขุนนางคนสำคัญของแคว้นเยี่ยนนี่เป็เื่สำคัญที่อันเจิงก็ไม่สามารถสืบหาได้ง่าย ๆ ดังนั้น...การรู้จักกับลีเหยียนเนียนคือทางเลือกที่ดีที่สุด
อันเจิงจัดเก็บของที่สำคัญจากนั้นก็มอบหมายการฝึกพลังให้ตู้โซ่วโซ่วกับเพื่อน จากนั้นเขาก็ออกจากสำนักวรยุทธ์เบิก์ไปคนเดียว
เดินผ่านผู้คนมากมาย ผ่านถนนใหญ่และตรอกซอยเล็กๆ ตอนนี้อันเจิงปรากฏตัวอยู่หน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ตรงกันข้ามกับร้านเหล้าก็คือจวนของลีเหยียนเนียนที่เป็ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับเป็ถึงขุนนางระดับห้าในราชสำนักแต่มีจวนที่ไม่ได้ถือว่าใหญ่โตอะไรในเมืองนี้มีคนของทางการเยอะเหมือนขนแมวต่อให้เขาจะมีเงินมากก็คงไม่กล้าทำอะไรที่เกินหน้าเกินตา จวนหลังนี้มีลักษณะไม่ต่างจากบ้านคนมีฐานะทั่วไปสักเท่าไหร่แต่ทว่า กลับมีพื้นที่น้อยมาก
อันเจิงเข้าไปในร้านเหล้าและขึ้นไปหาที่นั่งริมหน้าต่างบนชั้นสามจากนั้นก็สั่งเหล้าหนึ่งไหและผัดผักอื่น ๆ เขานั่งแล้วมองออกไปยังด้านนอก
ขณะนี้เป็่ประชุมเช้าในวันประชุมใหญ่ของราชสำนักฉะนั้นขุนนางระดับห้าขึ้นไปต้องเข้าร่วมประชุมด้วยทั้งหมด หรือต่อให้เป็คนที่ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมอย่างไรก็ต้องเข้าไปรายงานตัวที่ศาลแต่เช้าเช่นกัน อันเจิงไม่เพียงนั่งรอลีเหยียนเนียนแต่เขายังอยากสังเกตสภาพแวดล้อมของตระกูลลีอีกด้วย
มีชายสองคนนั่งอยู่ริมหน้าต่างไม่ไกลจากอันเจิงมากนักชาวเยี่ยนมีนิสัยเฮฮาและตรงไปตรงมา ฉะนั้นมักจะดื่มเหล้าไม่เป็เวลา ร้านเหล้าที่แคว้นอื่นมักจะไม่เปิดใน่เช้าแต่กับแคว้นเยี่ยน ร้านเหล้าส่วนใหญ่เปิดแทบยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยก็ว่าได้
ชายหนึ่งคนในนั้นน่าจะมาจากต่างแดนเขามักจะถามนู่นถามนี่ไม่หยุดปาก ส่วนอีกคนราวกับเป็คนในเมืองนี้เพราะเขาตอบคำถามได้อย่างละเอียดทุกข้อ
คนที่ถามไม่หยุดปากไว้หนวดเครารุงรังเขาถามชายวัยกลางคนที่นั่งตรงหน้า “ข้าได้ยินมาว่าในเมืองนี้มีคนของทางการเยอะแยะมากมายบนท้องถนน หากเดินไม่ระวังก็จะเหยียบโดนคนของทางการได้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานในศาล”
ชายวัยกลางคนยิ้มเล็กน้อยแม้เขาจะดูเรียบร้อย แต่เมื่อดื่มเหล้าก็ราวกับมีวาทศิลป์ไม่น้อย “ที่เ้าพูดก็ดูเกินจริงไปหน่อยแต่เมืองนี้ก็มีคนของทางการมากอยู่เหมือนกัน เ้าดูบ้านตรงข้ามนั่นสินั่นเป็จวนของลีเหยียนเนียนขุนนางระดับห้าที่ทำงานเป็ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับ จวนหลังนั้นก็ไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าบ้านข้าเท่าไหร่นักหรอกเวลาใต้เท้าลีไปไหนมาไหนก็มักจะแต่งตัวธรรมดา และไม่เคยนั่งรถม้าเลยสักครั้งฉะนั้นต่อให้เขาจะเดินไปตามถนน เ้าก็ดูไม่ออกว่าเขาคือขุนนางระดับห้า”
ชายไว้หนวดเคราพูด “ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับ?นั่นเป็ที่หากินเลยด้วยซ้ำ เงินที่เข้ามาในแต่ละปีมีตั้งมากมายแค่หยิบนิดหยิบหน่อยก็มีเงินมหาศาลแล้ว”
ชายวัยกลางคนวางเหล้าในมือแล้วพูดขึ้น“เ้าจะว่าใต้เท้าลีแบบนี้ไม่ได้นะ ข้าเคยเห็นคนของทางการมาตั้งมากมายแต่แบบที่ใต้เท้าลีเป็น่ะ หายากมากแล้ว บ้านข้ากับจวนใต้เท้าลีอยู่ติดกันนานนับสิบปีไม่เคยมีใครส่งของขวัญอะไรมาให้เขาที่จวนมาก่อน ทุกคนในจวนต่างก็ดูประหยัดและใช้ชีวิตธรรมดามากหากไม่มีแขกสำคัญเข้ามาในจวน ก็ไม่เคยเห็นพวกเขาออกมากินข้าวนอกจวนเลยสักครั้งคุณชายรองของพวกเขาอายุเจ็ดขวบแล้ว เสื้อผ้าที่ใส่ก็เห็นจะเป็ของเก่าจากพี่ชายทั้งนั้นจนกระทั่งตอนนี้ พวกข้ายังไม่เคยเห็นคุณชายรองใส่ชุดใหม่มาก่อนเลย”
“เสื้อผ้าของใต้เท้าลีก็เหมือนกันถึงแม้จะดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็ล้วนเป็เสื้อผ้าที่ใส่มานานหลายปีแล้วสวนหลังบ้านคนอื่นต่างปลูกดอกไม้และต้นไม้ แต่สวนของจวนใต้เท้าลีเต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวทั้งหมดนี้ฮูหยินเป็คนปลูกและดูแลเองกับมือ เ้าเคยเห็นใครเป็แบบนี้มาก่อนหรือ?ข้าจำได้ว่าครั้งหนึ่ง บิดามารดาของฮูหยินมาที่นี่ใต้เท้าลีเลยพามากินข้าวที่ร้านเหล้านี้ ตอนนั้นคุณชายรองอายุเพียงสี่ห้าขวบ เด็กในวัยนี้กำลังซุกซนและดื้อรั้นแต่หากผู้ใหญ่ไม่เอ่ยปากให้กินได้ คุณชายรองก็จะไม่กินก่อนเด็ดขาด”
“ต่อมาได้ยินเหล่าเจิ้งที่ดูแลตระกูลลีพูดว่า คุณชายรองเคยบอกว่าอยากกินซือจื่อโถว[6] แต่ฮูหยินกลับไม่เคยซื้อมาให้เขากินเลยสักครั้งจริงอยู่ หากคนอื่นรู้จำนวนเงินที่ใต้เท้าลีมี คงจะสะดุ้งไปตาม ๆ กันแต่เขากลับไม่ได้โอ้อวดเลยแม้แต่น้อย หลายปีมานี้ ทุกคนในย่านนี้ต่างก็รู้ดีใต้เท้าลีเป็คนที่ซื่อสัตย์ ที่สำคัญคือ...เขาอยู่ในกรมพิธีการ ย่อมต้องรู้จักผู้คนมากมายและก็คงจะใช้จ่ายเงินไปกับเื่พวกนั้นจนหมดเห็นคนในครอบครัวเขาต้องกินอยู่อย่างลำบากเช่นนี้...นึกแล้วก็เศร้านักคนดีที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์กลับมีชีวิตที่ลำบาก...ฟ้าไม่มีตา”
คนในกรมพิธีการต้องได้รู้จักผู้คนมากกว่ากรมอื่นอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับ ส่วนใหญ่ก็ต้องต้อนรับแขกต่าง ๆ ที่เข้ามาเยี่ยมเยียน
ชายไว้หนวดเคราชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา “โลกใบนี้ คนที่อมเงินของราชสำนักกลับมีชีวิตที่ดีแต่คนที่ซื่อสัตย์กลับต้องมาลำบาก เฮ้อ...”
ชายวัยกลางคนพูดต่อ“ทุกคนต่างพูดว่าหากใต้เท้าลีติดสินบนบ้างละก็ เขาคงได้เลื่อนขั้นไปนานแล้วด้วยความสามารถและความรู้ที่เขามี หากได้เลื่อนขั้นก็คงไม่ใช่เื่แปลก แต่เพราะเขาไม่ยอมติดสินบนใครเลยฉะนั้นหลายสิบปีมานี้ตำแหน่งของเขาจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย”
อันเจิงวางค่าเหล้าไว้บนโต๊ะจากนั้นก็เดินออกไป
เมื่อถึงบนถนนอันเจิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเขากำลังจะจากไปก็หันไปเห็นชายอายุราวห้าสิบปียืนลังเลอยู่ชั่วขณะจากนั้นก็เคาะประตูจวนของลีเหยียนเนียน
ประตูใหญ่เปิดออก มีชายชราเดินออกมาจากด้านใน“ท่านเติ้ง มาได้อย่างไร?”
คนที่ถูกเรียกว่าท่านเติ้งราวกับอ้ำ ๆอึ้ง ๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้น “คือแบบนี้...ครั้งก่อนที่คุณชายป่วยยังไม่ได้จ่ายค่ายา...ข้ารู้ว่าไม่ควรมาทวงเงินถึงจวนแบบนี้แต่วันก่อนร้านข้าเกิดไฟไหม้ ยาบางส่วนก็ถูกเผาจนหมด ข้า...ร้านข้าหมุนเงินไม่ทันจริงๆ”
ชายชราที่ออกมาคือเหล่าเจิ้งที่ดูแลจวนของลีเหยียนเนียนเขามีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นก็โค้งตัวแล้วยกมือขึ้นคารวะ “ท่านเติ้ง...อย่างไรต้องขอโทษด้วยจริงๆ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปแจ้งเื่นี้กับฮูหยิน ท่านเข้าไปรอด้านในก่อนเถอะ...เฮ้อ!”
ท่ามกลางเสียงถอนหายใจนั้นราวกับเต็มไปด้วยความอัดอั้นและหดหู่ใจ
หมอยาเข้าไปในจวน จากนั้นก็นั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องรับแขกเขาเป็คนที่มาทวงเงินแต่กลับมีสีหน้าที่รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านไปไม่นาน อันเจิงก็เห็นสาวใช้ในจวนถือของบางอย่างในมือแล้ววิ่งออกมาอย่างรีบร้อนอันเจิงแอบตามนางไป จึงสังเกตเห็นว่านางตั้งใจวิ่งอ้อมถนนหลายเส้นแล้วหยุดอยู่หน้าโรงรับจำนำที่ห่างออกไปจากจวนของลีเหยียนเนียน อันเจิงเห็นนางนำที่คาดผมยื่นออกไปจากนั้นคนที่หน้าโต๊ะจำนำก็ยื่นเงินกลับมาให้หลายตำลึงที่คาดผมนั่นไม่ใช่ของมีค่าอะไรมาก ฉะนั้นโรงรับจำนำนี้ก็ถือว่าให้ราคาที่สมเหตุสมผล
อันเจิงเดินเข้าไปแล้วยืนขวางทางสาวใช้คนนั้น“เ้าทำของหล่นเอาไว้”
เขายื่นเงินให้สาวใช้ จากนั้นก็เดินไปไถ่ที่คาดผมนั้นคืน
สาวใช้มองหน้าอันเจิงด้วยความสงสัยจากนั้นก็มองเงินในมือตัวเอง จำนวนเงินที่ถืออยู่ในมือมันทำให้นางตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
อันเจิงดึงตัวนางออกมานอกประตู “ใต้เท้าลีเคยช่วยข้าไว้ท่านมีบุญคุณต่อข้า ที่ข้ามาก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ข้าไม่กล้าเข้าไปในจวนจึงเฝ้าอยู่หน้าประตูมาหลายวันแล้ววันนี้เห็นหมอมาทวงค่ายาจึงรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ตอนนั้นบ้านข้ายากจนและใต้เท้าลีก็ช่วยข้าไว้เงินพวกนี้เป็แค่เงินที่ข้าคืนให้เท่านั้นเอง”
ไม่ว่าจะพูดอย่างไรสาวใช้ก็ไม่ยอมรับเงินนี้ไว้ นางกัดฟันแน่นแล้วเอาที่คาดผมไปจำนำอีกครั้งกำเงินไม่กี่ตำลึงไว้ในมือแล้ววิ่งจากไป
อันเจิงมองนางที่วิ่งออกไป ขณะนั้นเองเขาก็เห็นน้ำตานางปลิวมาทางด้านหลัง
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[6] ซือจื่อโถวคืออาหารชนิดหนึ่งของจีนที่ทำมาจากเนื้อ และมีรูปทรงคล้ายกับลูกชิ้น
