“ดอกเหมยหยุดร่วงหล่นไปนานแล้ว เหตุใดจึงได้กลิ่นอยู่ตลอดเวลา” หนิงเอ๋อแย้มยิ้มแล้วล้วงเอาเหมย์ชูขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส
“ข้าเป็ผู้เก็บไว้เองเพคะ กลิ่นดอกเหมยที่ท่านรับรู้ อาจเป็สิ่งนี้ก็ได้” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แล้วเอื้อมหยิบเหมยมาเพ่งมอง
“เ้าเก็บเหมย์ไว้ติดกายด้วยฤา”
“ตอนที่ข้าไปเดินเล่นยังสวนบูรพา เหมย์ก็ร่วงหล่นลงมาอยู่ครู่หนึ่งเพคะ ข้าก็เลยเก็บติดกายไว้” องค์ชายรองได้ยินดังนั้นจึงเงียบไป ด้วยเหมย์หยุดร่วงมาเป็เวลานาน ไม่มีทางที่จะร่วงเพียงจุดเดียวอย่างเช่นหนิงเอ๋อบอก
“ดอกบัวสีรุ้งนั้นท่านรู้ฤาไม่ ว่าอาจารย์หญิงของข้าชอบมากเพียงใด นางปลูกไว้รอบสำนักส่งกลิ่นหอมตลอดทั้งวัน ยิ่งเห็นบัวสีรุ้ง ข้าก็ยิ่งคิดถึงอาจารย์หญิงมากขึ้น จริงสิ องค์ชายรองเพคะ” ชายหนุ่มที่กำลังทอดสายตาไปยังสระน้ำค่อย ๆ หันกลับมาด้วยท่าทางราบเรียบ
“หากข้าขึ้นเป็ชายาของท่านแล้ว ข้าจะกลับไปหาอาจารย์หญิงได้ฤาไม่”
“ตามกฎแล้วไม่ได้ เ้าต้องอยู่แดน์จวบจนสิ้นอายุขัย” คำตอบของเขาทำให้หนิงเอ๋อถอนหายใจออกมา
“เ้ารู้ฤาไม่ว่าการพูดปลด เป็สิ่งที่เหล่าเซียนและเทพไม่กระทำกัน”
“ข้ารู้แล้วอาจารย์สอนข้าอย่างดีว่าห้ามพูดปลด” สายตาของชายหนุ่มจับจ้องมองหญิงสาวไม่วางตา แล้วพูดบางอย่างออกมาท่ามกลางสายลมพัดผ่าน
“เช่นนั้นข้าจะบอกอะไรให้เ้ารับรู้อย่างหนึ่ง บัวสีรุ้งที่เ้าเห็น ในตอนนี้ทั่วทั้งแดน์มีแค่ที่ตำหนักของข้าเพียงแห่งเดียวเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ไม่” หนิงเอ๋อได้ยินดังนั้นนางรีบเอ่ยท้วงทันที
“นี่ท่านกำลังหาว่าข้าพูดปลดงั้นฤา”
“ข้าเพียงแค่เตือนเ้าด้วยความหวังดี” องค์ชายรองพูดจบ จึงใช้พลังเทพหายวับลับไป ปล่อยให้หนิงเอ๋อพยายามอธิบายทุกอย่างอยู่คนเดียว
“ได้อย่างไร ทุกอย่างที่ข้าพูดเป็ความจริง แม้ข้าจะเป็เซียนน้อยด้อยตำแหน่ง บารมียังน้อยนิดเทียบกับเทพอย่างพวกท่านไม่ได้ แต่ข้าก็ใช่ว่าจะเป็คนมุสาแต่ถึงองค์ชายรองจะเข้าใจเช่นนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าข้าจะพูดไม่จริงเสียหน่อย” หนิงเอ๋อ ยกมือกอดอก เมื่อถูกปรักปรำนางจึงระบายความโกรธด้วยการโยนก้อนหินลงสระด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะนึกบางอย่างได้ เมื่อเห็นดอกบัวไหวโคลงเคลงไปมาในน้ำ
“เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้ท่านดูว่าข้ามิได้โกหก อาจารย์หญิงได้อบรมสั่งสอนข้ามาเป็อย่างดี จะมีนิสัยโกหกเช่นท่านว่าได้อย่างไร” หนิงเอ๋อจัดการดึงดอกบัวสีรุ้งพวกนั้นขึ้นมา พลางหอบเอาดอกบัวสีรุ้งตรงไปยังโรงครัว รอยยิ้มสวยคลี่ออกอย่างมีความหมาย จัดการใช้มีดค่อย ๆ กรีดเอายางรสหวานออกมาใส่แก้วแยกไว้ แล้วนำกลีบทั้งหมดไปชุบน้ำผึ้งตากไว้ให้แห้ง จากนั้นนำนมผึ้งลงต้มในหม้อดิน เคี่ยวให้เหนียวยืด แล้วรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
เซียนน้อยใช้เวลาอยู่ในโรงครัวอยู่นาน ก่อนควันจากหม้อดินจะโชยฟุ้งออกมาพร้อมกลิ่นหอม
ภายในสวนบูรพาองค์ชายรองละจากความวุ่นวายทั้งหมด นั่งทอดเนตรเชยชมหมู่ผีเสื้อหลากสี พร้อมกับอ่านตำราท่ามกลางสายลมที่ค่อย ๆ พัดผ่านมาเป็ระลอก ก่อนเสียงฝีเท้าของใครบางคนจะดังลอดเข้ามาให้เจี้ยนลู่ฟางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“ท่านพี่” ผู้มาเยือนปล่อยยิ้มอ่อน แล้วเดินมาย่อตัวนั่ง ด้วยท่วงท่าสง่างาม
“ข้าคิดแล้วว่าเ้าต้องอยู่ที่นี่” องค์ชายรองค่อย ๆ วางตำราลง ก่อนที่ทั้งสองจะเลื่อนสายตาไปยังต้นท้อ ที่ชูช่อออกดอกงดงาม
“เ้ายังจำครั้งเมื่อเราเป็เด็กได้ฤาไม่” ลู่จินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สถานที่แห่งนี้ เป็สถานที่พี่พวกเราชอบมาวิ่งเล่น จนได้แผลกลับไปบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยเข็ดหลาบ เวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ต้นท้อต้นนั้นยังทำหน้าที่เสมอมาไม่เปลี่ยนแปลง” ลู่ฟางตอบพร้อมหวนระลึกกลับไปเมื่อยามเป็เด็ก
