กู้เหยียนฉีสั่งให้คนเก็บกวาดศพนักฆ่า ส่วนเขากลับขึ้นมานั่งบนรถม้า พ่อบ้านตู้เองก็รู้งานจึงออกมานั่งที่ด้านหน้าฝั่งคนขับ โชคดีที่ไป๋หลางนั่งอยู่ด้วยเขาจึงเบาใจคลายความกลัวลงไปได้บ้าง
“ท่านอ๋อง ทรงาเ็หรือไม่เพคะ?”
จินฝูเอ่ยถามเขาด้วยความเป็ห่วง กู้เหยียนฉีไม่ตอบคำถามนาง แต่กลับเอ่ยถามเื่อื่นแทน
“เ้าไปเอาหน้าไม้นั่นมาจากที่ใด?”
จินฝูชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะก้มลงมองหน้าไม้ในมือตน นางยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยตอบเขา
“หม่อมฉันทำขึ้นมาเองเพคะ มันก็เป็แค่ของสัปปะรังเคเท่านั้น เดิมทีคิดจะเอาไว้ยิงนกแก้เบื่อ แต่ไม่คิดว่าจะได้ยิงคน”
นางเอ่ยโดยไม่มีพิรุธใด กู้เหยียนฉียังคงมองนางไม่ลดละ
“เ้าบอกว่า เ้าเป็คนทำมันขึ้นมาเองกับมือ?”
จินฝูพยักหน้า ก่อนจะจับสังเกตได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางพบว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังมองนางด้วยแววตาที่สงสัยเป็อย่างมาก จินฝูเองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจความคิดของเขาได้ทันที
“ท่านอ๋อง คิดว่าหม่อมฉันเป็นักฆ่าแฝงตัวมาหรือเพคะ?”
“ข้ายังไม่ได้เอ่ยอันใดสักคำ”
“แต่แววตาพระองค์มันฟ้องเพคะ ท่านอ๋อง ทรงตรองให้ดี สภาพหม่อมฉันเป็นักฆ่าได้หรือเพคะ พระองค์รู้หรือไม่เมื่อครู่หม่อมฉันมือสั่นมากเพียงใด ั้แ่เกิดมาหม่อมฉันไม่เคยฆ่าคนและคิดว่านี่จะเป็ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายด้วย หากพระองค์ไม่ทรงพอพระทัย เช่นนั้นก็เอามันไปทำลายเถอะเพคะ”
นางยื่นหน้าไม้มาตรงหน้าเขา กู้เหยียนฉีเพียงปรายตามองแต่กลับไม่ได้รับมันมา
“ขอบใจเ้ามาก”
จินฝูรู้สึกเหมือนตนเองหูฝาด กู้เหยียนฉีเองก็ไม่พูดซ้ำสองอีกทั้งยังไม่มองหน้านางอีก จินฝูจึงเก็บหน้าไม้นั้นเอาไว้ในห่อผ้า นางคิดว่าจะไม่หยิบมันออกมาใช้แล้ว
ไม่นานพวกนางก็กลับมาถึงจวนอ๋อง กู้เหยียนฉีแม้จะจัดการนักฆ่าได้ทั้งหมด แต่ทว่าเขาเองก็ได้รับาเ็อยู่หลายแห่งบนร่างกาย พ่อบ้านตู้รีบสั่งให้คนไปตามหมอหลวงมาตรวจดูอาการของเขา อีกทั้งยังให้หมอหลวงเก็บเื่นี้เป็ความลับ หากมีคนถามก็บอกว่าท่านอ๋องเกิดไม่สบายขึ้นมาเพียงเท่านั้น หมอหลวงพยักหน้ารับคำเมื่อรับเงินไปแล้วจึงกลับวังหลวงในทันที
จินฝูไม่คิดว่าเขาจะาเ็หลายแห่ง เพราะชายหนุ่มไม่แสดงท่าทีว่าตนเองเจ็บหนักเลยช่างอดทนเก่งนัก นางรอจนเขาปลอดภัยดีแล้วจึงรีบไปที่โรงครัวทันที นางทำบะหมี่และขนมกุ้ยช่ายมาให้เขา เดิมทีแม่ครัวจะเข้ามาช่วยแต่นางบอกว่าตนทำเองได้ พวกเขาจึงไม่ได้รบเร้านางอีก เมื่อทำเสร็จแล้วนางจึงมุ่งหน้าไปที่ห้องนอนของกู้เหยียนฉีทันที
ไม่รู้เพราะเหตุใดระยะนี้นางจึงรู้สึกว่าตนเองสามารถเดินเข้าออกห้องนอนของเขาได้อย่างสบายใจเช่นนี้ และกู้เหยียนฉีเองก็ไม่ได้ตำหนินางเสียด้วยซ้ำ
เมื่อนางเข้ามาในห้องก็พบว่าตอนนี้เขากำลังนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียงนอน ใบหน้าหล่อเหลาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด บนโต๊ะมีถ้วยยาที่ดื่มหมดแล้ววางเอาไว้
“ท่านอ๋อง”
กู้เหยียนฉีหันมามอง เมื่อพบว่าเป็จินฝูจึงเอ่ยถาม
"มีอันใด เ้าก็ควรไปพักได้แล้ว"
จินฝูยิ้มเล็กน้อย นางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียงนอนของเขา ก่อนจะจัดการเก็บถ้วยยาไปวางไว้อีกที่หนึ่ง กู้เหยียนฉีรู้สึกว่ากลิ่นหอมของอาหารที่วางอยู่ใกล้ๆกระตุ้นความอยากอาหารของเขาได้เป็อย่างดี ก่อนหน้านี้เขากินอาหารไปเพียงน้อยนิดเท่านั้น ยามนี้จึงรู้สึกหิวขึ้นมาอีกหน
จินฝูนั่งลงที่พื้นข้างๆเตียงนอนของเขา แล้วจึงเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงสดใส
"ท่านอ๋อง วันนี้เป็วันเกิดพระองค์หม่อมฉันจึงทำบะหมี่อายุยืนและขนมกุ้ยช่ายมาให้ ขนมกุ้ยช่ายมีความหมายมงคล ผู้ใดกินแล้วจะอายุยืน ท่านอ๋องรีบเสวยสิเพคะ"
กู้เหยียนฉีชะงักไปชั่วขณะ ประกายในดวงตาวูบไหวไปมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงเอ่ยถามออกไป
“เ้าไม่โกรธข้าหรือที่ข้าระแวงเ้า?”
จินฝูจ้องมองเขาและยิ้มอย่างอ่อนโยน
“โกธรทำไมเพคะ หม่อมฉันเข้าใจท่านอ๋อง อีกอย่างหม่อมฉันไม่ได้ทำเื่ไม่ดีเหตุใดต้องโกรธเล่า ชีวิตคนเราสั้นนักจะมัวมานั่งโกธรกันไปทำไม มิสู้ใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า ท่านอ๋อง หม่อมฉันยืนยันกับพระองค์ด้วยความสัตย์จริง หม่อมฉันไม่เคยคิดร้ายต่อพระองค์เพคะ”
กู้เหยียนฉีไมได้เอ่ยอันใด เพียงพยักหน้าเล็กน้อย จินฝูที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบยกชามบะหมี่และขนมกุ้ยช่ายมาให้เขา กู้เหยียนฉีรับมากินก็พบว่ารสชาติเยี่ยมมาก เขาจึงกินเกือบหมด จินฝูเองก็ดีใจมากที่เขาชอบ
“ข้าคิดว่าเ้าจะดีแต่กิน ที่ไหนได้ เ้าก็มีฝีมืออยู่นี่”
“คนตละกละก็ย่อมมีความสามารถของคนตละกละเพคะ"
กู้เหยียนฉีเมื่อฟังจบก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ จินฝูมองเขาเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยกับเขา
“ท่านอ๋อง การที่นางกำนัลเ่าั้ตายไปไม่ใช่ความผิดของพระองค์ ทรงอย่าโทษตนเองเลยนะเพคะ พระองค์ทำดีที่สุดแล้ว ยามนี้สิ่งที่พระองค์จะทำได้คือเยียวยาจิตใจคนในครอบครัวของพวกนางให้คลายความเศร้า หม่อมฉันเชื่อว่าพวกนางไม่โทษพระองค์หรอกเพคะ คนชั่วพวกนั้นต่างหากที่สมควรตายตกตามพวกนางไป ท่านอ๋องทำดีที่สุดแล้วเพคะ พระองค์ทรงเก่งที่สุด เยี่ยมที่สุดเพคะ”
กู้เหยียนฉีเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่คิดว่านางจะเดาใจเขาออกว่ากำลังกังวลเื่ใด อีกทั้งยังเอ่ยปลอบโยนเขาอีกด้วย รอยยิ้มของนางสดใสเหมือนแสงอาทิตย์แรกแย้มที่ไม่ว่าผู้ใดได้มองก็จะรู้สึกคลายทุกข์ได้
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ แววตาของเขาก็ฉายแววเย็นเยียบ การที่นักฆ่าปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ และมันอาจจะเกี่ยวพันกับกู้ม่อหลีถึงสิบส่วน
คนเช่นกู้ม่อหลีนะหรือจะเข้าวัดเข้าวา หากบอกว่าไปคลุกตัวอยู่แต่ที่หอนางโลมยังจะถูกเสียมากกว่า ซ้ำร้ายมันยังเลือกลงมือวันที่เขาไปกราบไหว้พระศพของเสด็จแม่อีกด้วย
"ท่านอ๋องเพคะ"
เสียงเรียกของจินฝูทำทำให้กู้เหยียนฉีตื่นจากความคิด เขาจึงหันมามอง
"ว่าอย่างไร?"
"คือว่า อีกไม่นาน จะถึงวันที่หม่อมฉันต้องส่งจดหมายและเงินไปให้ครอบครัวที่นอกเมืองหลวง หม่อมฉันจึงอยากขออนุญาตท่านอ๋องออกจากจวนไปส่งหมายให้คนที่บ้านได้หรือไม่เพคะ"
กู้เหยียนฉีฟังจบก็พยักหน้าให้นาง แล้วจึงมอบของสิ่งหนึ่งให้กับนาง
"ยื่นมือมา"
จินฝูแม้จะสงสัยแต่ก็ยังยื่นมือออกไป ชายหนุ่มตรงหน้าวางเงินหนึ่งตำลึงลงบนฝ่ามือนาง จินฝูที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเอ่ยถามด้วยความใ
"ทรงมอบเงินให้หม่อมฉันทำไมหรือเพคะ?"
"เ้าเอาเงินนี่ไปให้อี๋จู๋ คนที่มีหน้าที่รับส่งจดหมาย บอกเขาว่าเป็คำสั่งของข้า ไม่เกินสองวันจดหมายของเ้าก็จะส่งไปถึงคนที่บ้านอย่างรวดเร็ว"
จินฝูที่ได้ยินเช่นนั้นก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก นางรีบโขกศีรษะและขอบคุณเขาไม่หยุด แต่ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องย่นหว่างคิ้วมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาไม่ใคร่สู้ดีเท่าใดนัก กู้เหยียนฉีที่เห็นว่าสตรีตรงหน้าเอาแต่มองตนอย่างไม่ลดละจึงรีบเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"มีอันใดติดหน้าข้าหรือ เ้าจึงมองเช่นนี้?"
จินฝูเม้มริมฝีปากแน่น นางพยายามรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยออกไปตามที่ใจคิด
"ท่านอ๋องเพคะ"
"หืม?"
"ขนจมูกพระองค์ยาวมากเพคะ ทรงไม่เคยใช้กรรไกรเล็มออกเลยหรือเพคะ?"
กู้เหยียนฉี"......."
