แม้ว่าพวกเขาจะไม่มองด้านล่าง แต่หูทั้งสองข้างกลับทำงานได้ดีอย่างน่าประหลาด
ขณะฟังเสียงมีความสุขของสตรีใต้หลังคาและเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของแผ่นเตียง พลันรับรู้ได้ว่าเป็สนามรบที่ดุเดือดถึงเพียงใด
ยากลำบากมาค่อนวัน ชายสวมผ้าคลุมผู้นี้แค่อดกลั้นความโดดเดี่ยวไม่ไหว จึงมาระบายในหอนางโลม
หลอกให้เคอโยวหรานเพิ่มระดับความตั้งใจกว่าเดิมถึงแสนเท่า นึกว่าวันนี้ตนจะค้นพบความลับบางประการที่มิอาจแพร่งพรายได้!
สำหรับคนหนุ่มสาวที่อยู่บนหลังคนทั้งสองนั้น การได้ฟังเสียงภายในห้องนับเป็การทรมานโดยไม่ต้องสงสัย
ต้วนเหลยถิงพบว่าถ้ายังเป็เช่นนี้ต่อไป คล้ายกับคาถาสงบใจจะมิค่อยได้ผลนัก หากยามนี้อยู่ในเรือน เขาจะต้องกดร่างแม่นางน้อยผู้นี้ลงบนเตียงแล้วถนอมรักอย่างสุดซึ้งสักหนอย่างแน่นอน
ยามนี้กลัวเหลือเกินว่าเขาจะอดกลั้นจนทำให้ตนเองเกิดอาการผิดปกติ สายตาที่ต้วนเหลยถิงทอดมองเคอโยวหรานฉายแววลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มอดมิได้ที่จะกุมมือเล็กของนางเอาไว้...
หลังจากคนทั้งสองที่อยู่บนหลังคาอดกลั้นอยู่ครึ่งชั่วยาม ในที่สุดภายในห้องก็เสร็จภารกิจ ชายชุดดำสวมผ้าคลุมแต่งกายให้เรียบร้อยโดยไม่เอ่ยสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว
คนผู้นั้นจัดการโยนแท่งเงินราคาสิบตำลึงสองแท่ง จากนั้นเปิดหน้าต่างก่อนจะแทรกกายออกไปข้างนอก...
สตรีที่อยู่ในห้องเก็บเงินขึ้นมาพลางเอ่ยพึมพำว่า “ช่างแปลกประหลาดเสียจริง มีประตูดีๆ แท้ๆ ไม่ยอมออก กลับชอบปีนหน้าต่าง
เปลื้องผ้าตนเองเสียจนล่อนจ้อน ทว่าคนประหลาดผู้นี้กลับถอดแค่กางเกง กระทั่งหมวกบนศีรษะก็ยังไม่ปลดลง มาทำเื่เช่นนี้แล้วแท้ๆ ยังจะกลัวผู้อื่นล่วงรู้อีกหรือ?
เชอะ แสร้งทำเป็เหนียมอาย บุรุษไม่เห็นจะมีคนดีๆ สักคน ยังไม่จริงแท้เท่าเงินทองเสียด้วยซ้ำ...”
ขณะสตรีภายในห้องกำลังพึมพำกับตนเอง ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานได้ไล่ตามหลังชายชุดดำสวมผ้าคลุมโดยเว้นระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างเงียบเชียบ
ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็ต้องสืบให้รู้ว่าแท้จริงแล้วคนผู้นี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่?
เมื่อนึกถึงยามนั้นที่สกุลต้วนของพวกตนต้องพานพบหายนะโดยไม่มีเค้าลาง กระทั่งผู้ที่อยู่เื้ัชายชุดดำสวมผ้าคลุมคือใครก็ยังไม่รู้ แต่กลับถูกอีกฝ่ายไล่ล่ามาตลอดทาง
มีคนคุ้มกันต้องตายไปไม่น้อย พวกตนจึงหนีรอดมาได้ แท้จริงแล้วคนเหล่านี้้าจะทำสิ่งใด?
ต้วนเหลยถิงพาเคอโยวหรานไล่ตามไปไกลยิ่งนัก ั้แ่ออกจากตัวเมืองอำเภอไปยังละแวกใกล้เคียงเมืองโจวฝู่ จวบจนมาถึงตำบลเล็กที่คึกคักยิ่งนักแห่งหนึ่ง
หลังตามชายชุดดำสวมผ้าคลุมวกวนไปมา ยังคงมุ่งหน้าออกจากตำบลเล็กไปยังที่ราบซึ่งถูกล้อมด้วยูเาที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากตำบล
เคอโยวหรานนึกอัดอั้นใจด้วยความสงสัย ส่งกระแสจิตถามต้วนเหลยถิงว่า “ข้ารู้สึกว่าเขาหลบเลี่ยงการไล่ตามเช่นนี้ เป็เพราะอีกฝ่ายเห็นพวกเราแล้วหรือไม่เ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงส่ายหน้า ตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหยุดการไล่ตาม “น่าจะมิได้เห็นพวกเรา เขาทำเช่นนี้เพราะความเคยชิน คนผู้นี้ระแวดระวังตัวยิ่งนัก พวกเราจำต้องระมัดระวังให้มากขึ้น”
“อื้อ!” เคอโยวหรานพยักหน้า นางจดจ้องเงาของบุรุษตรงหน้า ไม่กล้าละเลยแม้เพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของชายชุดดำสวมผ้าคลุม
หญิงสาวเฝ้าสังเกตระหว่างทาง มั่นใจแล้วว่าคนผู้นี้ไม่รู้วิชาพิษจึงลอบวางใจลงบ้าง
ความพยายามไม่เคยทรยศผู้พากเพียร ต้วนเหลยถิงไล่ตามมาตลอดทาง ในที่สุดก็พบว่าชายชุดดำสวมผ้าคลุมกำลังพูดคุยกับคนผู้หนึ่งบนถนนสายเล็กด้านนอกที่ราบท่ามกลางหุบเขา
ต้วนเหลยถิงโอบเคอโยวหรานทะยานกายขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่เพื่อสังเกตการณ์จากทิศไกล
เคอโยวหรานส่งกระแสจิตด้วยความกลัดกลุ้ม “คนผู้นั้นมิใช่คหบดีโฉวที่อยู่ละแวกใกล้เคียงหมู่บ้านเถาหยวนหรือเ้าคะ? นึกไม่ถึงว่าคหบดีโฉวจะเป็เขี้ยวเล็บของชายชุดดำสวมผ้าคลุม? รถม้าสามสิบกว่าคันถูกบรรทุกจนแน่นขนัด ภายในกระสอบป่านเ่าั้บรรจุสิ่งใดกันแน่?”
ต้วนเหลยถิงหรี่ดวงตาพลางตอบกลับความสงสัยของเคอโยวหราน “หากข้าเดาไม่ผิด กระสอบเ่าั้ล้วนคือเสบียง พวกเขากำลังสั่งสมกองทัพส่วนตัว”
“เหวอ...” เคอโยวหรานอ้าปากหวอ ดูเหมือนว่าพวกนางจะพบความลับสุดยอดอีกประการเข้าเสียแล้ว
กองทัพส่วนตัวเชียวนะ หากราชสำนักรู้เข้า นั่นเท่ากับต้องโทษปะาเก้าชั่วโคตร คนเหล่านี้จะขวัญกล้าเกินไปแล้วกระมัง
ขณะกำลังครุ่นคิด ชายชุดดำสวมผ้าคลุมก็สนทนากับคหบดีโฉวจนเสร็จสิ้น หลังตรวจสอบสินค้าเรียบร้อยแล้ว พลันมีคนหนึ่งกลุ่มเดินออกมาจากข้างถนนและรับสิ่งของจากพวกคหบดีโฉว
คหบดีโฉวก้มหน้าค้อมเอวส่งสินค้าออกไป จากนั้นพาคนสกุลโฉวเดินทางกลับ
คนกลุ่มนี้ขนย้ายสินค้าไปยังที่ราบด้านในูเา เพราะสินค้ามีจำนวนมากเกินไป พวกเขาจึงเคลื่อนไหวได้ไม่เร็วนัก
ชายชุดดำสวมผ้าคลุมขี่ม้า คอยสอดส่องสถานการณ์โดยรอบอยู่หลังสุดอย่างระแวดระวัง
ต้วนเหลยถิงมิได้รีบร้อนไล่ตาม กลับโอบเคอโยวหรานไว้ในอ้อมแขน พิงกายลงบนต้นไม้ลำต้นหนาแล้วเอ่ยว่า
“เห็นทีชายชุดดำสวมผ้าคลุมมิได้มาที่นี่เพราะพบร่องรอยสกุลต้วนของพวกเรา เื่ราวซับซ้อนยิ่งกว่าที่ข้าคาดการณ์เอาไว้มาก”
เคอโยวหรานเงยหน้าขึ้นถาม “ซานหลาง ท่านคิดจะทำอย่างไรเ้าคะ?”
มุมปากของต้วนเหลยถิงยกยิ้มชั่วร้าย ตามด้วยกระซิบเสียงเบาไม่กี่ประโยคข้างหูนาง
ให้ตายเถิด บุรุษผู้นี้? จะใจดำเกินไปแล้วกระมัง?
โชคดีที่ตนไม่ใช่ศัตรูของเขา มิเช่นนั้นจะถูกต้วนเหลยถิงปั่นหัวจนตายเช่นไรก็ยังมิอาจรู้ได้
ครั้นเห็นรถม้าเคลื่อนตัวห่างไกลออกไป ต้วนเหลยถิงจึงพาเคอโยวหรานไล่ตามร่องรอยของคนทั้งกลุ่ม
ท้ายที่สุดค้นพบฐานที่ตั้งค่ายทหารของคนเ่าั้บนที่ราบในส่วนลึกของูเาดังคาดจริงๆ
สถานที่แห่งนี้ล้อมรอบด้วยูเา ภูมิประเทศเงียบสงบยิ่งนัก ภายในถ้ำตรงแนวสันเขามีเงาผู้คนสัญจรเข้าออก
ด้านล่างคือพื้นที่ราบใช้ตั้งกระโจม เหมาะแก่การฝึกฝนอย่างยิ่ง รอบข้างมีสายน้ำไหล ทิวทัศน์สวยงาม กล่าวได้ว่าเลือกสถานที่ได้ดีเหลือเกิน
เคอโยวหรานยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าภูมิประเทศแห่งนี้ไม่ชอบมาพากล แต่นึกไม่ออกว่าความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้เกิดขึ้นจากสิ่งใด?
ต้วนเหลยถิงเดาได้ว่านางกำลังคิดอันใด จึงยกยิ้มพลางพานางะโข้ามไปยังยอดต้นไม้ใหญ่นับพันปีที่สูงที่สุด จากนั้นชี้ไปยังจุดที่อยู่ไกลออกไปเพื่อให้เคอโยวหรานมองดู
“พระโพธิสัตว์คุ้มครอง นี่มันโชคชะตาอันใดกัน?” เคอโยวหรานจิ๊ปากอุทาน
“หากข้ามเขาลูกที่อยู่ตรงหน้า จุดนั้นก็คือตรงที่ปรมาจารย์แพทย์พิษทั้งสองตั้งค่ายกลเสาไม้เพื่อฝึกฝนข้ามิใช่หรือเ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงเม้มปากพลางพยักหน้า กดจูบลงบนแก้มของเคอโยวหรานอย่างแรงผ่านผ้าคลุมหน้า
“แม่ทูนหัว เ้าช่างเป็ดาวนำโชคของข้าเสียจริง ั้แ่แต่งงานกับเ้า โชคดีก็ลอยมากระแทกหัวข้าครั้งแล้วครั้งเล่า จนข้าแทบจะต้านทานเอาไว้ไม่ไหวแล้ว
หากครั้งนี้ไม่ทำการใหญ่สักหน่อย คงจะผิดต่อโชคดีที่เ้านำพามาให้ข้าแล้วจริงๆ”
เคอโยวหรานที่อยู่ใต้ผ้าปิดหน้ายกยิ้มเสียจนมองไม่เห็นตา ครั้งก่อนก็คือบ้านสวนที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อูเาต้าชิงที่ซื้อมาจากสกุลต่ง ครั้งนี้ยังเชื่อมระหว่างที่นี่เข้ากับหุบเขาด้านหลังเขาต้าชิงอีกด้วย
หากทำตามสิ่งที่ต้วนเหลยถิงคิดเอาไว้ จัดการเื่นี้ได้อย่างราบรื่น โชคชะตาเช่นนี้จะขัดบัญญัติ์เกินไปแล้วกระมัง นี่มันเื่ใดกัน?
ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานมิได้เคลื่อนไหวในทันที ทว่าเดินรอบสถานที่แห่งนี้คราหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
เมื่อตรวจสถานการณ์โดยรอบอย่างละเอียดแล้ว คนทั้งสองก็เดินตามสายน้ำจนไปพบสถานที่ซึ่งค่อนข้างมิดชิด จึงพากันล้างมือในแม่น้ำแล้วนั่งลง
เคอโยวหรานนำแตงโมหนึ่งลูกออกมาจากมิติวิเศษเพื่อชดเชยน้ำและพลังกาย ต้วนเหลยถิงที่เห็นเช่นนั้นถึงกับแพขนตาสั่นไหว รับมาจากมือของนางพลางใช้มีดหั่นแตงโม
ทว่าภายในใจกลับกำลังกลัดกลุ้ม : ภายในมิติวิเศษของแม่นางน้อยผู้นี้ เหตุใดถึงได้มีข้าวของแปลกประหลาดไปเสียทุกสิ่งกัน? นี่เป็ถึงของดีที่ต้องขนมาจากโพ้นทะเลเชียวนะ!
สมแล้วที่เป็ศิษย์ของสองสำนักแพทย์พิษ กระทั่งแตงโมที่แต่ละปีเชื้อพระวงศ์ยังได้กินไม่ถึงสองชิ้น คาดไม่ถึงว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะเอาออกมาเป็อาหารทานเล่น
ขณะคิด ต้วนเหลยถิงก็ส่งแตงโมที่หั่นเรียบร้อยแล้วไปให้เคอโยวหราน
เคอโยวหรานปลดผ้าคลุมหน้าลง นางรับแตงโมมากินพลางเอ่ยวิเคราะห์ว่า “ตรงที่ราบด้านหน้ามีค่ายกลห้าธาตุ ภายในค่ายกลวางกับดักหลากชนิดเอาไว้ หากเป็ผู้ที่ไม่คุ้นเคย ยังไม่ทันเข้าไปข้างในพื้นที่ ชีวิตน้อยๆ ก็คงจบสิ้นลงเสียก่อน
เมื่อดูจากหม้อและเตาที่พวกเขาใช้ทำอาหาร อย่างน้อยที่สุดที่นี่ต้องมีกำลังคนประมาณสามหมื่นคน และอย่างมากที่สุดไม่เกินสี่ถึงห้าหมื่นคนเ้าค่ะ”
