หลังจากได้ทราบลำดับาุโอัน‘สูงส่ง’ของไป๋หยุนเฟยแล้ว เซียวหรางเองก็คล้ายจะตั้งตัวไม่ทัน ก่อนหน้านี้เพราะเจียงฟ่าน จึงมีโอกาสได้พบอดีตเ้าสำนักช่างประดิษฐ์มาครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นเซียวหรางยังเป็เพียงบรรพิญญาระดับปลาย จึงบังเกิดความยกย่องว่าอดีตเ้าสำนักจื่อจินช่างเป็ผู้าุโที่พลังฝีมือสูงส่งจนตนเองไม่อาจเทียบชั้นได้ แล้วในยามนี้ชายหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็ผู้ที่ที่จื่อจินรับไว้เป็ศิษย์สายตรงคนใหม่!!
“เจียงฟ่านอายุสิบหกก็บรรลุด่านบรรพิญญา ชายหนุ่มผู้นี้ดูไปอายุราวยี่สิบก็เป็บรรพิญญาแล้ว แม้จะถือเป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่น แต่อย่างมากก็เพียงทัดเทียมกับซ่งหลินเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะได้เป็ศิษย์สายตรงของผู้าุโรุ่นก่อนเช่นจื่อจิน เป็ไปได้ว่าพร์การหลอมประดิษฐ์ของมันจะต้องโดดเด่นเหนือล้ำกว่าคนทั่วไป...”
ระหว่างที่เซียวหรางคาดเดาในใจก็พยายามข่มความตกตะลึงบนใบหน้าเอาไว้ จากนั้นจึงกล่าวกับไป๋หยุนเฟยด้วยความเกรงใจว่า “คิดไม่ถึงว่าคุชายไป๋จะเป็ถึงศิษย์สายตรงของท่านผู้าุโจื่อจิน อายุเพียงเท่านี้ก็บรรลุด่านบรรพิญญาได้แล้ว นับว่าวีรบุรุษเกิดในวัยหนุ่มจริงๆ”
จากนั้นจึงหันไปยังเซียวปินจื่อก่อนจะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ผู้าุโเซียวมาเยือนด้วยตนเองเช่นนี้ คาดว่าจะมาเพราะเื่ของเจียงฟ่าน?”
เซียวปินจื่อเลิกคิ้วถามขึ้น “เจียงฟ่านมาที่นี่หรือ?! ขอท่านโปรดบอกมา เกิดอะไรขึ้นกับมันกันแน่?”
เนื่องเพราะกังวลต่อสถานการณ์ของเจียงฟ่าน ขณะที่เซียวปินจื่อกล่าววาจาก็เผลอปล่อยพลังิญญาอันกล้าแข็งระดับราชันิญญาออกมาโดยไม่ตั้งใจ จนเซียวหรางถึงกับลอบสั่นสะท้าน หลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก็ไม่กล้ากล่าวนอกเื่ รีบรายงานต่อเซียวปินจื่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรียนผู้าุโเซียว ก่อนหน้านี้เจียงฟ่านเคยมาอาศัยอยู่ที่ตระกูลเซียวอยู่ระยะหนึ่ง”
หลังจากหยุดไปชั่วครู่จึงบอกเล่าอย่างแช่มช้า “หลายเดือนก่อน ตระกูลเซียวกับตระกูลซุนซึ่งเป็ตระกูลใหญ่ในเมืองฉินเฟิงเกิดการต่อสู้กัน ตระกูลซุนทุ่มเทกำลังบุกโจมตีสร้างแรงกดดัน ทั้งยังกล่าววาจาโอหังว่าจะกำราบตระกูลเซียวให้จงได้ อันที่จริง ทั้งสองตระกูลมีเื่ขัดแย้งกันมาหลายสิบปีโดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะประนีประนอมกันได้ แต่คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จู่ๆตระกูลซุนจะมียอดฝีมือไม่ทราบที่มาจำนวนมากคอยหนุนหลัง ยามที่ตระกูลเซียวตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เมื่อไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ขอความช่วยเหลือจากเจียงฟ่าน ส่วนเจียงฟ่านเองก็พาผู้คนมาช่วยเหลือด้วยตนเอง สถานการณ์จึงพอจะเรียกได้ว่าสงบลง”
“แต่ว่าผ่านไปไม่นาน ผู้ที่ตระกูลซุนเชื้อเชิญมาช่วยเหลือก็เริ่มหาเื่ต่อตระกูลเซียวอีกครั้ง พวกเราจึงค่อยทราบว่าอีกฝ่ายเป็คนของสำนักเ้าอสูร และยามนี้ตระกูลซุนก็ยอมอยู่ใต้อาณัติของสำนักเ้าอสูรแล้ว!”
เมื่อได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับสำนักเ้าอสูร เซียวปินจื่อก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดไม่พูดจา ส่วนไป๋หยุนเฟยเองก็บังเกิดความประหลาดใจขึ้น คิดไม่ถึงว่ามาที่นี่ก็ยังได้เจอกับสำนักเ้าอสูรอีก แต่ว่ามันก็ไม่ได้เอ่ยแทรกคำพูดของเซียวหราง เพียงเก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจ
“กำลังหนุนจากสำนักเ้าอสูรนั้นมีหัวหน้าเป็ราชันิญญาระดับกลาง เจียงฟ่านเคยประมือด้วยหลายครั้ง แต่ด้วยวัตถุิญญาอันร้ายกาจจึงต่อสู้เสมอกัน จากนั้นราวกับพวกมันเกรงจะทำให้เื่บานปลายจนถูกเ้าเมืองฉินเฟิงเข้าแทรกแซง ดังนั้นจึงเก็บตัวเงียบไปชั่วคราว พวกเราทั้งสองฝ่ายจึงตกอยู่ในสถานการณ์ชะงักงัน เจียงฟ่านเองก็อยู่คุ้มกันตระกูลเซียวมาตลอดโดยไม่ได้จากไปไหน”
“เพียงแต่เมื่อหลายวันก่อน เจียงฟ่านพบเห็นบางอย่างผิดปกติ จึงคิดจะไปลอบสืบข่าวที่ตระกูลซุน แต่คิดไม่ถึง... เขาออกไปแล้วก็ไม่ได้กลับมา” คำพูดของเซียวหรางสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ไป๋หยุนเฟยกับพวกไม่น้อย แต่เพราะทราบว่าใกล้ถึงจุดสำคัญแล้วจึงตั้งใจฟังเซียวหรางบอกเล่าต่อไป “จากนั้น ข้าได้ส่งคนออกไปสืบข่าวทุกหนแห่ง แต่ก็ไม่พบร่องรอยอันใด ที่พบก็เพียงข้อมูลบางอย่างที่ไม่ทราบว่าจริงเท็จประการใด... คืนวันนั้น คล้ายกับว่ายอดฝีมือจำนวนมากของสำนักเ้าอสูรออกไปนอกเมืองแล้วไม่ได้กลับเข้ามาเช่นกัน”
“ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ก็มีคนผู้หนึ่งมาที่นี่พร้อมกับอ้างตัวว่าเป็ผู้าุโที่สามแห่งสำนักช่างประดิษฐ์ บอกว่าได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเจียงฟ่าน หลังจากรับทราบสถานการณ์เบื้องต้นของตระกูลเซียวแล้ว ก็รีบร้อนออกจากเมืองไป จนถึงยามนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ”
เมื่อฟังอีกฝ่ายกล่าวจบ ไป๋หยุนเฟยทั้งสามก็นิ่งเงียบไม่พูดจา หลังจากกุ้มหน้าครุ่นคิดตามคำบอกเล่าของเซียวหรางชั่วครู่ ไป๋หยุนเฟยก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านผู้นำตระกูลเซียว ข้าขอถามท่านเื่หนึ่ง ยามที่ผู้าุโที่สามมาที่นี่ มีผู้ติดตามนางมาด้วยหรือไม่?”
“อืม คุณชายไป๋หมายถึงแม่นางถังหรือ?” เซียวหรางพยักหน้าเล็กน้อย “ผู้าุโที่สามให้นางรออยู่ที่ตระกูลเซียว ยามนี้นางอยู่ที่เรือนอาคันตุกะ เมื่อครู่ข้าให้คนไปเชิญนางมาแล้ว”
เซียวปินจื่อขมวดคิ้วกล่าวว่า “ท่านบอกว่าชางอวี่ออกไปเป็เวลาหนึ่งวันแล้ว และยังไม่มีข่าวคราวใด?”
เซียวหรางพยักหน้า “อืม เพราะเกรงว่าจะเป็ภาระของผู้าุโที่สาม พวกข้าจึงไม่ได้ติดตามไปด้วย เพียงแต่พอจะทราบว่านางพบเห็นร่องรายบางอย่างจึงออกไปเพื่อติดตามร่องรอยนั้น แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวจากนางอีก เมื่อเช้าแม่นางถังยังบอกว่าอยากออกไปตามหา แต่ข้าเกรงนางจะเป็อันตรายจึงห้ามปรามไว้”
เซียวปินจื่อสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อก้มหน้าลงมองป้ายหยกบ่งชีวิตในมือที่คล้ายจะอ่อนแสงลงอีกส่วน ในใจก็ครุ่นคิดขึ้น “ชางอวี่ก็ติดตามไปทั้งยังหายไปหนึ่งวันเต็ม แต่สถานการณ์ของเจียงฟ่านกลับไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หวังว่านางจะยังไม่พบเจียงฟ่าน... แต่หากพบแล้วยังเป็เช่นนี้ เกรงว่า... เื่นี้คงไม่ง่ายดายดังที่คาดคิดเอาไว้แล้ว หากไม่รีบออกไปตามหาเกรงว่าจะไม่ทันการ”
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังเข้ามาใกล้ จากนั้นเงาร่างสีขาวก็พุ่งเข้ามาในห้องโถงอย่างร้อนรน เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบเห็นไป๋หยุนเฟยเป็คนแรกจึงกล่าวด้วยความยินดีว่า “หยุนเฟย เป็ท่านจริงๆ”
ไป๋หยุนเฟยหันกลับไปมอง ก็เห็นผู้มาคือถังซินหยุนที่ยังคงแต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวราวหิมะ ผมยาวประบ่าของนางถูกรวบไว้หลังใบหูแล้วใช้แถบผ้าไหมสีขาวผูกไว้อย่างเรียบง่าย ไม่ทราบไป๋หยุนเฟยรู้สึกไปเองหรือไม่ ถังซินหยุนในยามนี้แม้จะดูอ่อนโยนเช่นเดิม แต่ในความอ่อนโยนนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นราวกับจะเติบใหญ่ขึ้น ไม่ทราบว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานางได้พบเื่กับเื่อันใดมาบ้าง
“ศิษย์พี่ใหญ่” ถังซินหยุนหันไปทักทายซ่งหลิน จากนั้นเมื่อพบเห็นเซียวปินจื่อแววตานางก็แปรเปลี่ยนเป็ยินดี รีบก้าวเท้ามายังเบื้องหน้าของเซียวปินจื่อพร้อมกับกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ซินหยุนคารวะผู้าุโใหญ่ วิเศษจริงๆที่ท่านมาแล้ว ท่านอาจารย์ออกไปหนึ่งวันโดยไร้ข่าวคราว ขอท่านผู้าุโใหญ่...”
ยังไม่ทันกล่าวจบก็เห็นสีหน้าเซียวปินจื่อแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน เพียงพริบตาเดียวป้ายหยกบ่งชีวิตในมือก็หรี่แสงลงอีกครึ่งส่วน จนยามนี้จากสิบส่วนก็เหลือเพียงสี่ส่วนแล้ว!!
เซียวปินจื่อยกมือขึ้นห้ามคำพูดของนางก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้ากำลังจะไปในบัดดล สถานการณ์โดยละเอียดค่อยสนทนากัน ยามนี้พวกเราต้องรีบไปแล้ว!”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นพร้อมกับเดินออกไปด้านนอก เซียวหรางลังเลอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยถามขึ้น “ท่านผู้าุโ ้าให้ตระกูลเซียวช่วยเหลืออย่างไรบ้าง...”
เซียวปินจื่อโบกมือโดยไม่หันหน้ากลับ “ไม่จำเป็!”
……
ทั้งหมดเดินออกไปด้านนอกอย่างเร่งร้อน หลังจากเซียวปินจื่อนำกระบี่วายุละมุนออกมาก็กวาดตาไปยังไป๋หยุนเฟยและคนที่เหลือพร้อมกับกล่าวว่า “สถานการณ์อาจมีความเปลี่ยนแปลง หยุนเฟยกับทารกหญิงแซ่ถังพวกเ้ารอที่นี่ ซ่งหลินไปกับข้า!”
กล่าวจบก็ะโขึ้นไปบนกระบี่วายุละมุน จากนั้นซ่งหลินก็ตามขึ้นไปยืนอยู่ด้านหลัง
ถังซินหยุนกล่าวอย่างร้อนรน “ผู้าุโใหญ่ ให้ข้าไปด้วยเถอะ! ข้าเป็ห่วงท่านอาจารย์...”
เซียวปินจื่อขมวดคิ้วกล่าวว่า “เหลวไหล! เ้าไปแล้วจะช่วยอะไรได้?!”
ไป๋หยุนเฟยเองก็ช่วยอ้อนวอน “ผู้าุโใหญ่ พาพวกเราไปด้วยเถอะ หากว่ามีอันตรายจริงๆ พวกข้าจะหนีออกไปให้ห่าง ไม่แน่ว่าจะพอช่วยเหลืออะไรได้บ้าง...”
เซียวปินจื่อขมวดคิ้วแแ่ ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาโต้เถียงกับพวกมันอีก หลังจากนิ่งเงียบตรึกตรองชั่วครู่ก็กล่าวว่า “ตกลง! พวกเ้าก็ไปด้วย แต่หากมีการต่อสู้เกิดขึ้น พวกเ้าต้องหลบออกไปให้ไกล หากข้าไม่อนุญาต ห้ามทำอะไรโดยพลการอย่างเด็ดขาด”
ทั้งสองรับขานรับ “ทราบแล้ว ศิษย์จะจำใส่ใจ!”
เซียวปินจื่อถ่ายทอดพลังิญญาลงไป พริบตาเดียวกระบี่วายุละมุนที่ใต้ฝ่าเท้าก็ขยายขนาดขึ้นเท่าตัว ไป๋หยุนเฟยรีบะโขึ้นไปโดยมีถังซินหยุนะโติดตามขึ้นไปยืนบนกระบี่ร่วมกัน
หลังจากมองดูป้ายหยกบ่งชีวิตอีกครั้ง เซียวปินจื่อก็สะบัดมือซ้ายแ่เบาสร้างโล่พลังธาตุไฟขึ้นป้องกันคนทั้งหมด จากนั้นกระบี่ก็ฉายแสงสีเขียวก่อนจะพุ่งวาบแหวกอากาศออกไป
ระหว่างที่มองดูแสงจากกระบี่ที่พุ่งลับตาไป เซียวซินก็เดินมาถึงข้างกายเซียวหรางก่อนจะกล่าวอย่างลังเลว่า “บิดา ยามนี้... ตระกูลเซียวของเรายังพอจะทำอะไรได้บ้าง?”
“พวกเราในยามนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว... มรสุมครั้งนี้สาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างพวกเรากับตระกูลซุนจึงไม่อาจปลีกตัวออกจากปัญหาได้แล้ว แจ้งให้ทุกคนในตระกูลเพิ่มการระวังป้องกันอย่างเข้มงวด อีกอย่างให้ติดตามความเคลื่อนไหวของตระกูลซุนอย่างใกล้ชิด” เซียวหรางรั้งสายตากลับมาพร้อมกับทอดถอนใจ “สถานการณ์มีแต่จะรุนแรงขึ้นกว่าที่เราคาดคิด ครั้งนี้เกรงกว่าเจียงฟ่านหรือแม้แต่สำนักช่างประดิษฐ์ก็ถูกลากเข้ามาพัวพันด้วย...”
……
เซียวปินจื่อพาพวกไป๋หยุนเฟยทั้งสามเหินบินไปอย่างเร่งร้อน ระหว่างทางถังซินหยุนก็บอกเล่าเื่ราวของตนเองกับชางอวี่ให้แก่ทุกคน และก็เป็อย่างที่คาดเดาเอาไว้ ชางอวี่เมื่อได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเจียงฟ่าน ก็พาถังซินหยุนมายังเมืองฉินเฟิง จากนั้นจึงให้นางรออยู่ที่ตระกูลเซียวส่วนตนเองก็รีบร้อนออกไปจากนั้นเงียบหายไร้ข่าวคราว
เซียวปินจื่อยามนี้ไม่หลงเหลือท่าทีอันเรียบเฉยอีกแล้ว แม้จะไม่พูดจาเช่นเดิม แต่สายตากลับจ้องเขม็งที่ป้ายหยกบ่งชีวิตในมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หลังจากเร่งรุดเดินทางราวครึ่งชั่วยาม จู่ๆดวงตาของเซียวปินจื่อก็หรี่ลง ขณะเดียวกันปลายกระบี่ก็ชี้ต่ำพร้อมกับร่อนลงที่เนินเขาตรงหน้า
เซียวปินจื่อใช้สีหน้าเคร่งขรึมเพ่งตามองไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือก่อนจะกล่าวว่า “เจียงฟ่านอยู่ที่ตรงนั้น ซ่งหลินตามข้าไป หยุนเฟยพวกเ้าทั้งสองรออยู่ที่นี่!”
เดิมทีไป๋หยุนเฟยคิดจะกล่าวว่าขอเข้าไปด้วยกัน แต่เมื่อได้เห็นแววตาอันน่ายำเกรงของเซียวปินจื่อ มันก็กล้ำกลืนคำพูดลงไป จากนั้นจึงสะกิดดึงถังซินหยุนที่ยังคิดจะกล่าวขอร้องให้พยักหน้าพร้อมกับขานรับ
“ดี! ซ่งหลิน พวกเราไป...”
“ตูม!!”
เซียวปินจื่อยังไม่ทันกล่าวจบ เสียงก้องสะท้านก็ดังมาจากทางทิศเหนือ ทั้งหมดรีบหันไปมองก็เห็นแสงไฟพวยพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน จนท้องฟ้าถูกฉาบย้อมด้วยสีแดงฉาน จากนั้นยอดเขาลูกหนึ่งที่ด้านนั้นก็พังถล่มลงต่อหน้าต่อตา
จากการคาดคะเนด้วยสายตา ที่ตรงนั้นอย่างน้อยต้องห่างออกไปกว่าร้อยลี้ ระยะทางที่ห่างเช่นนี้กลับััได้ถึงอานุภาพความรุนแรงได้อย่างชัดเจน ช่างน่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว
เซียวปินจื่อหน้าแปรเปลี่ยนไป จากนั้นจึงโพล่งด้วยความตระหนก “พลังิญญานี้... ของชางอวี่!!”
