“หึ! จะมัวมาพูดจาไร้สาระอยู่ทำไมให้มากความ? ให้พวกเขาทั้งสองคนประลองกันสักรอบ จะได้รู้ว่าใครแข็งแกร่งใครอ่อนแอ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากกลุ่มศิษย์ชนชั้นสูง ในกลุ่มของพวกเขามีบางคนที่รู้จักจั่วชิว รุ่นเยาว์ที่มีพร์ที่สุดของตระกูลจั่ว เนื่องจากเขาสามารถบรรลุขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 2 ได้ ด้วยอายุเพียงเท่านี้ซึ่งหาได้ยากมากที่จะสามารถทำได้เช่นนี้ ส่วนหลินเฟิงนั้นดูอายุไม่ถึง 17 ปี คงไม่มีทางเอาชนะจั่วชิวได้
“เหอะ ให้ข้าท้าทายผู้ที่ไม่มีจดหมายแนะนำเนี่ยนะ? มันยุติธรรมจริงๆ หรือ? เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ถ้าเ้ากล้าก็เลือกคนในกลุ่มของข้าออกมาคนหนึ่งเพื่อประลองกับเ้า”
อีกฝ่ายไม่ใช่คนโง่ เมื่อเห็นว่าหลินเฟิงไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัว จึงไม่กล้าดูเบาหลินเฟิง
“ไม่กล้าก็คือไม่กล้า ทำไมต้องหาเหตุผลมากมายมากล่าวอ้าง จั่วชิว เ้าก็ตบเด็กนั่นสักครั้งสองครั้ง เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าคนชั้นสูงอย่างพวกเราไม่ใช่สิ่งที่คนชั้นต่ำอย่างมันจะเทียบชั้นได้”
มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากฝูงชนอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้หลินเฟิงได้หันไปมองคนที่พูด ก็พบว่าเป็ชายหนุ่มที่สวมชุดสีเหลืองคนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณ 17-18 ปี ใบหน้าของเขาดูหยิ่งยโสเป็อย่างมาก
“วางใจเถอะไป๋เจ๋อ ต่อให้เ้าไม่พูด ข้าก็คิดจะตบมันสักครั้งเช่นกัน และทำให้มันปิดปากอันสกปรกของมันซะ” จั่วชิวแสยะยิ้มอย่างเ็า
“ฮ่าๆ ถ้างั้นก็ดี อย่าทำให้ตระกูลจั่วต้องเสียหน้าเชียวนะ”
ไป๋เจ๋อยิ้มอย่างสงสัย พลังของจั่วชิวไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์ของสำนักเทียนอี้ ดังนั้นแค่จัดการกับคนชั้นต่ำคนหนึ่งที่ไม่มีจดหมายแนะนำ ทำไมถึงได้ชักช้านักล่ะ?
“ตระกูลจั่วจะขายหน้าเนี่ยนะ? ไม่มีทาง!!!”
จั่วชิวฉายแววตาดูถูกออกมา ขณะมองไปที่หลินเฟิงประหนึ่งเ้านายมองทาส จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ถ้าเ้ายอมตบหน้าตัวเอง ข้าจะไม่ทำร้ายเ้า”
“เฮ้อ… ไม่ว่าจะไปไหนก็เจอแต่พวกปัญญาอ่อน”
หลินเฟิงถอนหายใจออกมา ก่อนจะเหลือบมองไปที่ต้วนอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ จั่วชิวอย่างไม่ได้ตั้งใจ ต้วนอวี้ไม่มีทีท่าว่าจะเตือนจั่วชิวแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังยืนดูเหตุการณ์อย่างเงียบๆ
อาจเป็เพราะข่าวลือที่หลินเฟิงตบหน้านางได้ถูกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้นางเสียหน้าเป็อย่างมาก ถ้าหากหลินเฟิงได้แสดงพลังของตัวเองออกมาต่อหน้าผู้คน อย่างน้อยๆ นางคงไม่อับอายมากนัก ไม่อย่างนั้นคนอื่นๆ อาจจะคิดว่าต้วนอวี้ถูกไอ้กระจอกที่ไหนก็ไม่รู้ตบหน้าเข้า
“ปัญญาอ่อน?”
เมื่อฝูงชนได้ยินประโยคที่หลินเฟิงพูด ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มสนุกออกมา กระทั่งศิษย์ชนชั้นสูงก็เริ่มสนใจเขาขึ้นมา
“จั่วชิว คนที่เ้าเรียกว่าคนชั้นต่ำกำลังด่าเ้าว่าปัญญาอ่อนอยู่นะ”
“ฮ่าๆ ดูเหมือนจั่วชิวกำลังถูกเ้านั้นข่มขู่อยู่นะ”
เสียงซุบซิบนินทาลอยเข้ามาในหูของจั่วชิว ทำให้เขารู้สึกแสลงหูยิ่งนัก สีหน้าของจั่วชิวดูเ็าขึ้นเรื่อยๆ
“ในเมื่อเ้าไม่ยอมตบหน้าของตัวเอง งั้นข้าก็จะตบหน้าพวกเ้าทั้งหมด เพื่อสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูง!!!”
จั่วชิวกวาดสายตามองไปที่เมิ่งฉิงกับจิ้งหยุนที่ยืนอยู่ด้านหลังของหลินเฟิง และคำพูดของเขาก็ทำให้หลินเฟิงโมโห ในใจของหลินเฟิงพลันรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมา เขาไม่เคยคิดจะรังแกใคร แต่คนอื่นกลับคิดข่มเหงเขา!!!
“พล่ามเก่งจริงนะ มาดูสิว่าหลังจากจบเื่แล้ว เ้ายังจะกล้าพูดมากอีกไหม?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเ็า ทำให้ใบหน้าของจั่วชิวบึ้งตึงกว่าเดิม และความโกรธเกรี้ยวก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่าง
ร่างของเขาสั่นสะท้านเพราะความโกรธ เขายกมือขึ้นอย่างช้าๆ และฟาดไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสายลมอันเยือกเย็นและรุนแรงขึ้นมา
ฝ่ามือนี้ทรงพลังมาก มันสามารถตบคนจนกระเด็นได้
มุมปากของหลินเฟิงกระตุกยิ้มเ็า ก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นมาเล็กน้อย แล้วจับแขนของจั่วชิวที่ฟาดเข้ามา ทำให้ฝ่ามือของจั่วชิวถูกหยุดไว้กลางอากาศ
“หือ?” ดวงตาของจั่วชิวเบิกกว้างเล็กน้อย พลังของชายผู้นี้ไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถจับแขนของเขาได้
“ถ้าเ้าคิดว่าด้วยพลังเพียงเท่านี้จะสามารถหยุดข้าได้ล่ะก็ คิดผิดแล้ว!!!”
จั่วชิวกล่าวอย่างเ็า ทันใดนั้นเปลวไฟก็ทะลักออกมาจากร่างของเขา ทุกคนเห็นเขาอ้าปากกว้าง เพื่อพ่นเปลวไฟที่ร้อนระอุใส่หลินเฟิง
“นี่มันเคล็ดวิชาประหลาดอะไรกัน”
ฝูงชนรู้สึกตกตะลึง พลางคิดในใจว่าหลินเฟิงช่างโชคร้ายจริงๆ ที่ต้องมาพบเคล็ดวิชาประหลาดนี่
แต่ในขณะนั้นหลินเฟิงใช้มืออีกข้างโจมตีออกไป ฝ่ามือนี่เต็มไปด้วยลมปราณที่แข็งแกร่ง มันดูดกลืนเปลวไฟโดยตรงและพุ่งเข้าไปหาจั่วชิว
จั่วชิวอึ้งเล็กน้อย เขาสะบัดแขนออกจากการจับกุมของหลินเฟิง และยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเพื่อสร้างัเพลิงออกมาต้านทานการโจมตีที่พุ่งเข้ามา
ไอความร้อนรุนแรงถูกกระตุ้นถึงขีดสุดจนบ้าคลั่ง แต่ั์ตาของจั่วชิวกลับเย็นะเื ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินหลินเฟิงต่ำไป
เสียงะเิดังสนั่นพร้อมกับฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งขึ้นมา ท่ามกลางฝุ่นควันในอากาศ จู่ๆ ก็มีฝ่ามือหนึ่งทะลวงฝ่ากลุ่มควันเข้ามาอย่างรวดเร็ว ม่านตาของจั่วชิวเบิกกว้างอย่างตกตะลึง
“ถอย”
จิตใต้สำนึกพลันกู่ร้องออกมา แต่ทว่าเพิ่งมาคิดเอาตอนนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว!
“เพียะ...”
เสียงตบดังกังวานไปทั่วบริเวณ ทำให้ฝูงชนทั้งหมดพากันตกตะลึงจนตาค้าง กระทั่งจั่วชิวก็เช่นกัน
เขา้าตบหน้าหลินเฟิง แต่กลับถูกหลินเฟิงตบหน้าแทน?
หลินเฟิงไม่ได้ใส่พลังไปมากเท่าไร ทำให้จั่วชิวสามารถยืนนิ่งอยู่กับที่ได้อย่างมั่นคง แต่สิ่งที่นอกเหนือจากความเ็ปนั้นก็คือศักดิ์ศรีของเขา ศักดิ์ศรีของเขาถูกทำลายลงไปพร้อมกับตอนที่ถูกตบ
“เ้ากล้าตบข้า?!”
จั่วชิวคล้ายกับว่ายังไม่เข้าใจเื่ราวที่เกิดขึ้น เขายกมือขึ้นมาจับแก้มของตัวเอง ในขณะที่ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เ้าเรียกข้าว่าคนชั้นต่ำ ตอนนั้นที่ข้าไม่พูดอะไร ไม่ใช่ว่าข้าไม่กล้า แต่เป็เพราะไม่อยากจะลดตัวลงไปมีเื่กับเ้าต่างหาก”
หลินเฟิงไม่สนใจคำถามปัญญาอ่อนของจั่วชิว ทำไมเขาจะไม่กล้าตบมัน? มันวิเศษวิโสมาจากไหนกันเชียว
“เ้าทดสอบความอดทนของข้ามามากพอแล้ว ดังนั้นไสหัวไปซะ”
สิ้นเสียงของหลินเฟิง เขาก็ฟาดมือออกไปอีกครั้ง และครั้งนี้หลินเฟิงได้ใส่พลังลงไปเป็จำนวนมาก ส่งผลให้ร่างของจั่วชิวลอยข้ามหัวฝูงชนไปไกลหลายเมตร
ฝูงชนได้ยินเสียงร่างของจั่วชิวร่วงกระแทกพื้น ทำให้หัวใจของพวกเขาสั่นสะท้านขึ้นมา เพียงแค่ตบครั้งเดียวถึงกับทำให้จั่วชิวปลิวไปไกลตั้งหลายเมตร ช่างโหดร้ายยิ่งนัก!
หลินเฟิงหันหลังไปมองที่จงหลิง ทำให้จงหลิงรู้สึกหวาดกลัวและก้าวถอยหลัง
“เ้าก็สมควรโดนด้วยเช่นกัน”
หลินเฟิงกล่าว ทำให้จงหลิงหวาดกลัวขึ้นมา สีหน้าของเขาดูปั้นยากอีกทั้งเต็มไปด้วยความกลัวและความอับอาย
“ข้าจะสังหารเ้า!!!”
ตอนนี้เองจั่วชิวก็ะโออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว เขาดันตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และะโว่า “เสี้ยวจันทร์”
สิ้นเสียงของจั่วชิว ทันใดนั้นหมาป่าเสี้ยวจันทร์ก็กระโจนเข้าไปหาหลินเฟิงทันที กรงเล็บอันแหลมคมเปล่งแสงแวววาวขึ้นมา ขณะตวัดกรงเล็บฟันไปที่หลินเฟิง
“เดรัจฉาน”
หลินเฟิงพึมพำออกมา ประกายแสงสว่างพลันปรากฏขึ้นมาในอากาศ พร้อมกับร่างของหมาป่าเสี้ยวจันทร์ที่ร่วงลงสู่พื้น วินาทีต่อมาลมหายใจของมันก็หายไป
“ดาบ… แสงวูบวาบเมื่อกี้ต้องเป็ดาบอย่างแน่นอน!!!”
ในใจของทุกคนพลันตื่นตระหนกขึ้นมา ดาบเมื่อกี้เร็วมากจนพวกเขามองตามแทบไม่ทัน มิหนำซ้ำเพียงดาบเดียวก็สามารถสังหารหมาป่าเสี้ยวจันทร์ สัตว์อสูรระดับจิติญญาได้อย่างง่ายดาย
“เ้า…” ดวงตาของจั่วชิวแข็งกร้าวขึ้นมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดุร้ายและหวาดกลัว
“ถ้าเ้าไม่อยากให้ข้าปิดปากสกปรกของเ้าไปตลอดกาล ทางที่ดีที่สุดคือหุบปากไปซะ”
หลินเฟิงพูดอย่างเ็า จบประโยคของหลินเฟิง จั่วชิวก็หุบปากลงทันที ถึงแม้ว่าในดวงตาของเขาจะฉายแววอาฆาต แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“ฮ่าฮ่าฮ่า นี่นะเหรอ? คือความภาคภูมิใจของพวกเขา??? สมแล้วที่เป็ศิษย์ชนชั้นสูง กระทั่งกระบวนท่าเดียวก็รับไม่ได้ หึ! ขยะชัดๆ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเยาะเย้ยดังมาจากฝูงชน ทำให้ศิษย์ชนชั้นสูงแสดงสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาคิดจะให้จั่วชิวสั่งสอนหลินเฟิงด้วยการตบหน้าหลินเฟิงสักครั้ง อยากจะให้ไอ้คนชั้นต่ำนั่นขายขี้หน้า แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็ไปตามที่คิด จั่วชิวไม่เพียงไม่สามารถตบหลินเฟิงได้ แต่ยังถูกหลินเฟิงตบถึงสองครั้ง
พวกเขารู้สึกหน้าร้อนผ่าวราวกับถูกตบเสียเอง
“จั่วชิว เ้าคือความอับอายของตระกูลจั่ว”
ไป๋เจ๋อกล่าวอย่างเ็า ทำให้จั่วชิวรู้สึกอับอายมากจนแทบกระอักเืออกมา เขาอยากจะอ้าปากด่าไป๋เจ๋อกลับ แต่เมื่อนึกได้ว่าตระกูลไป๋นั้นมีอำนาจมากแค่ไหน ทำให้จั่วชิวจำต้องกลืนโทสะนี้ลงไป
แต่ในตอนนั้นเอง หลินเฟิงก็มองไปที่ไป๋เจ๋อ ทำให้รูม่านตาของไป๋เจ๋อหดลง
“เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าเ้าพูดกับจั่วชิว ให้ตบหน้าข้าสักครั้งสองครั้งไม่ใช่หรือ?”
หลินเฟิงถามไป๋เจ๋ออย่างเฉยชา ทำให้ฝูงชนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
หลินเฟิงคิดจะยั่วโมโหไป๋เจ๋อ?
เมื่อเห็นไป๋เจ๋อมองมาที่ตัวเองแล้วไม่พูดอะไรออกมา มุมปากของหลินเฟิงก็ฉีกยิ้มอย่างเ็า
“เ้าสั่งให้เขาตบหน้าข้า แต่เขากลับทำไม่ได้ งั้นทำไมเ้าไม่ลองลงมือด้วยตัวเองดูล่ะ? ทำให้คนอื่นรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าชนชั้นสูง?”
คำพูดยั่วยุของหลินเฟิงทำให้ฝูงชนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ตอนนี้เองผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็ชาวบ้านธรรมดา และไม่มีเื้ัที่ยิ่งใหญ่คอยสนับสนุนก็เริ่มหัวเราะขึ้นมา
“ไป๋เจ๋อ เ้าชอบทำให้คนอื่นต้องอับอาย แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นทำให้อับอายแทน ไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ?”
“ไป๋เจ๋อ เ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าอยากจะทำให้พวกเรารู้ว่าคนชั้นสูงอย่างพวกเ้า ไม่ใช่สิ่งที่คนชั้นต่ำจะเทียบชั้นได้? ทำไมเ้าไม่พิสูจน์คำพูดของเ้าเองล่ะ หรือว่าคนชั้นสูง นอกจากปากดีไปวันๆ ก็ไม่มีอะไรดี???”
คำพูดเยาะเย้นดังกระหึ่มขึ้นมา แม้แต่ศิษย์ชนชั้นสูงคนอื่นๆ ก็หันมามองที่ไป๋เจ๋อ ในเมื่อหลินเฟิงท้าทายไป๋เจ๋อ แล้วตัวเขาล่ะจะตอบว่าอย่างไร?
