การเดินทางไปยังหมู่บ้านชิงสุ่ยของสี่คนพ่อแม่ลูก เป็การเดินทางที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนาน ด้วยระยะทางหลายสิบลี้เข้าสู่เขตพื้นที่ตำบลกู่ซาน กว่าทั้งสี่คนจะไปถึงที่หมายก็เข้าสู่ปลายยามเซินที่ชาวบ้านกลับจากการทำงานที่ทุ่งนาพอดี
หมู่บ้านชิงสุ่ยตั้งอยู่เชิงเขาทางด้านตะวันออกของตำบลกู่ซาน เป็เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ เพียงห้าสิบครัวเรือนแต่กลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเรียบง่าย
ด้านตะวันตกของหมู่บ้านมีลำธารไหลผ่านน้ำจากูเาเื้ัที่ไหลลงมาตลอดปี เย็นสะอาดพอให้ใช้กินใช้ปลูกผักหาปลาได้ สตรีที่ทำงานบ้านมักจะพาเด็ก ๆ มาล้างผัก ซักผ้า หรือแม้แต่ตักน้ำไปใช้ในบ้านเรือนเป็ประจำ
ส่วนด้านหลังหมู่บ้านเป็แนวเขาเขียวขจี มีทั้งไม้ผล สมุนไพร รวมถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ยังอยู่คู่ป่าทว่าชาวบ้านไม่โลภไม่ล่าเกินพอดี ต่างรู้จักแบ่งปันและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพียงเท่าที่จำเป็
แม้คนในหมู่บ้านจะไม่ได้มั่งคั่งด้วยเงินทองหากแต่ไม่มีใครหิวโหยหรือเดือดร้อน ทุกบ้านมีไร่นาเล็ก ๆ ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูพอยังชีพ อาจมีบางครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งบุตรหลานเข้าสำนักศึกษาเท่านั้น
รถม้าที่ค่อย ๆ วิ่งเข้ามายังกลางหมู่บ้านชิงสุ่ย จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าประตูบ้านกลางเก่ากลางใหม่ ที่ภายในบ้านเริ่มมีกลิ่นควันลอยฟุ้งออกมา ซึ่งบ่งบอกว่าเ้าของบ้านหลังนี้กำลังเตรียมหุงหาอาหารมื้อเย็นกันอยู่
อวิ๋นซีจ่ายค่าจ้างให้กับเ้าของรถม้าหลังจากบิดาลงมายืนด้านล่างได้อย่างมั่นคง ทั้งสี่คนจึงค่อย ๆ เปิดประตูที่เป็ไม้ธรรมดาเข้าไป โดยจื่อหานส่งเสียงเรียกหาผู้เป็ตายายของตนเสียงดังลั่นไปทั่ว
‘ท่านตา ท่านยาย จื่อหานกลับมาหาพวกท่านแล้วขอรับ’
ผู้เฒ่าจางที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังอาบน้ำเสร็จหมาด ๆ ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายเรียกหาท่านตาท่านยายก็เกิดความสงสัย เพราะหลานชายทั้งสองของบุตรชายคนโตยังไม่ถึงเวลากลับจากสำนักศึกษาในตำบล
“หือ ใครกันมาะโเรียกหาตายายอยู่ในบ้านของข้า เสียงไม่คุ้นหูเอาเสียเลยไม่น่าใช่จวินเอ๋อร์กับซวนเอ๋อร์แน่ ๆ”
ผู้เฒ่าจางเดินออกมาเพื่อ้าดูว่าเป็ใครที่ส่งเสียงอยู่เช่นนั้น ยามเมื่อร่างของบุรุษสูงวัยเดินมาหยุดอยู่ประตูเรือน จึงเกิดความใกับกลุ่มคนที่เขาเห็นตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
“หยะ หยะ เหยาเอ๋อร์...ชะ ชะ ใช่เ้าจริง ๆ รึ?”
จางซูเหยายืนมองบิดาของตนที่แก่เฒ่าลงไปมากด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย หยดน้ำอุ่น ๆ ค่อย ๆ ไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจห้ามมันไว้ได้
“ฮึก ๆ ท่านพ่อ ข้า...เป็ข้าเองเ้าค่ะ”
ผู้เฒ่าจางรีบสาวเท้าเข้ามาโอบกอดบุตรสาวอันเป็ที่รักทันที หมับ! “เหยาเอ๋อร์ ๆ เป็เ้าจริง ๆ ลูกพ่อในที่สุดเ้าก็กลับมาเยี่ยมพวกเราเสียที”
จื่อหานกับอวิ๋นซีที่ยืนอยู่ด้านซ้ายด้านขวาของบิดา ก็เอ่ยหยอกเย้าท่านตาของพวกตนคล้ายเด็กขี้อิจฉา
“ท่านตาท่านจะกอดท่านแม่คนเดียวไม่ได้ ยังมีข้ากับซีซีที่อยากกอดท่านตาเหมือนกันนะขอรับ”
“สงสัยท่านตาจะไม่รักพวกเราแล้วแน่ ๆ เ้าค่ะพี่ใหญ่”
“อั้ยโย่ว เด็ดสองคนนี่คือหลานชายหลานสาวของใครกันนะเหตุใดถึงได้น่ารักน่าชังเช่นนี้ มา ๆ ๆ ขอตากอดให้หายคิดถึงสักหน่อย ฮ่า ๆ ๆ”
“คารวะท่านตาขอรับ /เ้าค่ะ”
เฟิงหยางเองก็ไม่ลืมทำความเคารพพ่อตาของตนแม้จะลำบากอยู่บ้างก็ตาม “คารวะท่านพ่อตาขอรับ”
“อืม เดี๋ยวนะอาหยางเกิดอันใดขึ้นกับเ้าถึงกับต้องใช้ไม้คำยันช่วยในการเดินเช่นนั้น” ผู้เฒ่าจางที่กอดหลานทั้งสองไว้หันไปเห็นการท่าทางการยืนของเฟิงหยางจึงเกิดความสงสัยมากกว่า
เพียงแต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบกลับมีเสียงของบุรุษคนหนึ่ง ได้เอ่ยถามบิดาว่ากำลังพูดคุยกับผู้ใดเมื่อเขาไปตามที่ห้องไม่พบ
“ท่านพ่อ ๆ ท่านกำลังคุยกับใคร...อาเหยา! หมับ! อาเหยาน้องพี่เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เหตุใดถึงได้ซูบผอมเหลือเกินเล่า มีใครกลั่นแกล้งรังแกเ้าใช่หรือไม่บอกพี่ใหญ่มาเถิด”
จางซูเหยาที่ถูกพี่ชายจับตัวหมุนไปมาเพื่อมองหาร่องรอยของอาการาเ็ ก็ต้องเรียกสติของพี่ชายกลับมาโดยเร็ว “พี่ใหญ่ท่านอย่าหมุนข้าไปมาเช่นนั้นประเดี๋ยวได้ล้มาเ็จริง ๆ เสียกระมัง ข้าเริ่มเวียนหัวตาลายแล้วนะ”
“ขอโทษ ๆ ข้าแค่ดีใจที่ได้เจอเ้าเกินไปเท่านั้น”
“พี่ภรรยา /คารวะท่านลุงขอรับ /คารวะท่านลุงเ้าค่ะ”
จางเจิ้นหันไปตามเสียงก็รู้สึกใกับท่าทางของเฟิงหยาง แม้อยากถามถึงสาเหตุแต่เขาเลือกที่จะเก็บไว้ก่อน และทักทายสามพ่อลูกด้วยความรักใคร่เช่นคนในครอบครัว
“อาหยางเ้าเองก็ดูซูบผอมเหมือนกันนะ หลานของลุงสองคนคงจะเหน็ดเหนื่อยกันแล้วกระมัง ท่านพ่อพาพวกเขาเข้าไปนั่งพักในบ้านก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปตามท่านแม่ที่ห้องครัวให้เองขอรับ”
“อืม พ่อก็กำลังจะชวนทุกคนเข้าไปนั่งในบ้านนั่นแหละแต่เ้าก็เข้ามาพอดี เช่นนั้นเ้าไปตามแม่เ้ามาที่นี่แล้วบอกสะใภ้ใหญ่ว่า ทำอาหารเพิ่มอีกสักหน่อยวันนี้พวกเราจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน” ผู้เฒ่าจางเห็นสีหน้าและแววตาของบุตรชายคนโตที่คิดเหมือนตนจึงเก็บข้อสงสัยเอาไว้เสียก่อน
“ได้ขอรับท่านพ่อ”
“หานเอ๋อร์กับซีซีเข้าไปนั่งพักด้านในกับตาดีกว่านะ ใช้เวลาเดินทางทั้งวันคงจะเหนื่อยจนหิวแล้วสิท่า”
“ท่านตาเ้าคะพวกเราสี่คนทั้งเหนื่อยทั้งหิวมากเลยเ้าค่ะ” อวิ๋นซีใช้หน้าตาท่าทางของเด็กหญิงตัวน้อย กล่าวด้วยเสียงออดอ้อนอย่างน่าสงสาร
“โธ่ ซีซีของตาอดทนอีกนิดนะประเดี๋ยวป้าสะใภ้ก็ทำอาหารเสร็จแล้ว วันนี้เ้าก็กินให้อิ่มท้องอย่างที่อยากกินได้เต็มที่เป็อย่างไร ฮึ”
“เย่ ๆ ๆ ขอบคุณท่านตามากเ้าค่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ เ้าเด็กขี้ประจบ”
ทางด้านจางเจิ้นที่วิ่งย้อนกลับไปยังห้องครัวด้านหลัง ในยามที่เขาบอกเื่น้องสาวกับครอบครัวที่มาเยือนกับมารดา นางจิ้งซื่อเกือบทำถ้วยชามหลุดมือยังดีที่จางเจิ้นคว้าไว้ได้ทัน แม้แต่สะใภ้ใหญ่ยังเกือบทำผัดผักไหม้ไปอีกคน
“เ้าว่าผู้ใดมาที่บ้านของเรานะอาเจิ้น พูดให้แม่ฟังชัด ๆ อีกครั้งสิ”
“ท่านแม่เป็อาเหยานางพาสามีกับหลาน ๆ มาเยี่ยมพวกเรา...”
ฟิ้วววว...
“อ้าว ท่านแม่ ๆ ท่านค่อย ๆ เดินสิประเดี๋ยวก็หกล้มเอาหรอก เฮ้อออ ฮูหยินพวกเราทำอาหารเพิ่มอีกหน่อยเถิดนะ”
“ได้เ้าค่ะท่านพี่ว่าแต่อาเหยานางกับครอบครัวสบายดีไหมเ้าคะ” เซี่ยจิ้งเอินเอ่ยถามสามีเกี่ยวกับน้องสาวของเขา
จางเจิ้นนึกภาพที่เห็นก็ตอบได้ไม่เต็มเสียงเท่าใดนัก “ดูท่าแล้วนางคงมีความเป็อยู่ที่อาจไม่สบายนัก หลังกินมื้อเย็นพวกเราก็จะรู้เองว่าเป็อย่างไร ตอนนี้รีบทำอาหารกันก่อนดีกว่านะ”
“เ้าค่ะท่านพี่”
นางจิ้งซื่อที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาถึงในเรือนก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ร่างท้วมของสตรีเลยวัยกลางคนโผไปกอดบุตรสาวด้วยความดีใจ
“อาเหยา ๆ ลูกแม่เป็เ้าจริง ๆ โฮ ๆ ๆ”
“ท่านแม่ลูกอกตัญญูไม่ได้มาเยี่ยมเยียนท่าน ขออภัยท่านด้วยเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร ๆ พวกเราไม่มีใครกล่าวโทษเ้าหรอกนะ ดูสิเ้าผ่ายผอมลงไปมากกว่าแต่ก่อนมากวันนี้ก็กินให้มากหน่อยล่ะรู้ไหม”
“ท่านแม่ยาย /คารวะท่านยายขอรับ /คารวะท่านยายเ้าค่ะ”
นางจิ้งซื่อมองลูกเขยกับหลานทั้งสอง ที่ร่างกายผ่ายผอมไม่ต่างจากบุตรสาวของตนก็รู้สึกสงสารไม่ได้ “อย่ามากพิธีไปเลยอาหยางพวกเราล้วนเป็ครอบครัวเดียวกันนะ ไหนขอยายดูหน้าหลาน ๆ หน่อยสิพวกเ้าโตขึ้นกว่าแต่ก่อนไม่น้อยเลย”
จื่อหานรู้ดีว่านี่คือคำปลอบใจจากท่านยายของตน แต่มิได้แสดงท่าทีอ่อนแอออกมาให้เห็น “ท่านยายเองก็ยังดูงดงามเหมือนเมื่อก่อนเช่นกันนะขอรับ”
“อืมม ถึงซีซีจะจำไม่ได้แต่ก็เห็นด้วยกับพี่ใหญ่เ้าค่ะ เพราะท่านยายงดงามซีซีจึงได้สืบทอดความงามนี้มาจากท่านยายอีกคน” อวิ๋นซีจำไม่ได้จริง ๆ แม้แต่ในความทรงจำของร่างนี้ก็แทบไม่มีอะไรเลย
“ไอหยา น่าน้อยใจจริง ๆ เหตุใดซีซีถึงชมแต่ท่านยายผู้เดียว หรือท่านลุงจะหน้าตาขี้เหร่เกินไปซีซีถึงไม่ชมลุงบ้างนะ”
อวิ๋นซีแม้จะรู้ว่าท่านลุงของนางแค่เอ่ยหยอกล้อ แต่นางก็รู้จักพูดจาออดอ้อนเอาใจผู้คน “ท่านลุงออกจะหน้าตาหล่อเหลาจะขี้เหร่ได้อย่างไร ถ้าเป็เช่นนั้นท่านแม่ของซีซีก็ต้องขี้เหร่ไปด้วยสิเ้าคะ”
“ฮ่า ๆ ๆ เ้าเด็กคนนี้ช่างพูดเสียจริง มา ๆ ๆ ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเรามากินข้าวให้อิ่มท้องกันเสียก่อนมีเื่อันใดค่อยพูดคุยกันทีหลังนะ”
นางเซี่ยเห็นด้วยกับสามีเพราะนี่ใกล้มืดค่ำเข้าไปทุกที “ท่านพี่พูดถูกทั้งสี่คนเดินทางมาทั้งวันน้องเขยเองก็คล้ายจะมีอาการาเ็ ควรกินข้าวให้เรียบร้อยเพราะต้องดื่มยาด้วยใช่ไหม”
“ใช่ ๆ ๆ พวกเรามัวแต่ดีใจจนเกือบลืมเื่นี้ไปเสียได้ มานั่งเถิดหลาน ๆ ของพ่อคงจะหิวกันแล้วล่ะ”
“ขอรับ /เ้าค่ะ”
นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่บ้านตระกูลจาง ได้นั่งกินข้าวโดยมีบุตรสาวคนเล็กกับครอบครัวของนางอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เื่ราวก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าอาจมีสาเหตุบางอย่าง ที่ทำให้บุตรสาวไม่อาจกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมได้
ทางด้านของเฟิงหยางย่อมรู้สึกได้ถึงความคิดของครอบครัวภรรยา กับความสงสัยเกี่ยวกับการมาเยือนของพวกตนในวันนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรตนย่อมไม่คิดจะปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าครอบครัวของภรรยาอยากรู้เื่ใดตนจะบอกเล่าทุกเื่อย่างแน่นอน
