“ฟิ่วๆๆ!”
ในขณะนั้น อักษรยันต์ที่รวบรวมเป็ร่างเงาเหยี่ยวั์ปีกทองที่อยู่ด้านหลังของตู้เซ่าฝู่ กลายเป็อักษรยันต์ที่ไหลเวียนเข้าไปข้างในร่างของเขา ปรากฏการณ์นี้เป็เหมือนดั่งการหลอมรวมกับร่างกาย ไม่มีร่องรอยใดๆ ให้สังเกต ทว่ามันทำให้ร่างของตู้เซ่าฝู่เกิดเสียงสะท้อนกึกก้องดังกังวาน ทำตัวเกิดรัศมีแสงสีทองอร่ามสาดออกมาจากทั่วร่าง สุดท้ายแสงสีทองก็หายวับไป
“ฟู่!”
เมื่อทุกอย่างสงบลง ตู้เซ่าฝู่ก็พ่นปราณโสมมในร่างกายออกมา จากนั้นตาสองข้างก็เปิดออก ดวงตาของเขาสดใสเป็ประกายแสงสีทองจางๆ ดูแล้วสง่าน่าเกรงขาม
“ขั้นเบิกนภา ในที่สุดก็บรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของภายในร่างกาย ขนาดตัวเขาเองก็ยังรู้สึกตะลึง ก่อนหน้านั้นไม่นานเขาเป็บุคคลที่ไม่มีวิชาฌานใดๆ แต่เพียงระยะเวลาอันสั้น เขากลับบรรลุถึงขั้นเบิกนภาได้
ในที่สุดก็บรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว ตู้เซ่าฝู่ถือว่าเป็ผู้ฝึกฌานที่แท้จริงคนหนึ่งแล้ว การได้เป็ผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภา ทำให้อยู่ในเมืองสือเฉิงอยากทำอะไรก็ทำได้ไม่ต้องเกรงกลัวใคร
“วิชาลมปราณของอสูรเหยี่ยวั์ปีกทองช่างแข็งแกร่งจริงๆ”
ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจอย่างมากที่สามารถบรรลุขั้นเบิกนภาได้อย่างอัศจรรย์ ในใจของตู้เซ่าฝู่รู้ดีว่า สิ่งที่เข้าได้มาคือวิชาฌานของเหยี่ยวั์ปีกทอง และวิชาลมปราณของเหยี่ยวั์ปีกทองไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีการฝึกร่างกายที่ทำให้แข็งแกร่งได้ยิ่งกว่านี้ ยังมีสิ่งที่น่าพิศวงอีกมากมาย
ตู้เซ่าฝู่ััถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขา ทั้งร่างของเขาราวกับเพิ่งผ่านการชำระล้างครั้งใหญ่ เหมือนได้เปลี่ยนถ่ายเืและกระดูกในร่าง วิชาฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองช่างร้ายแรงเหลือเกิน
หลังจากนั้น ตู้เซ่าฝู่ก็ตื่นจากความใและดีใจ เขามัวแต่จมดิ่งกับเื่ที่ตนบรรลุฌานขั้นเบิกนภาได้สำเร็จ และยังฝึกวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองได้อีก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่างน่าเหลือเชื่อ เป็เื่ที่อัศจรรย์เหลือเกิน
ตู้เซ่าฝู่ยกมือมาประคองบริเวณหน้าอก เขารู้สึกได้ว่ากระดูกหน้าอกที่ถูกทำให้หักเชื่อมกับท่อนกระดูกอีกท่อนไว้แล้ว กระดูกอีกท่อนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหยี่ยวั์ปีกทอง วิชาการฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองในตัวเขาก็มาจากกระดูกหักที่เชื่อมเข้ามาท่อนนี้
กระดูกหักนั้นกำเนิดลมปราณออกมาได้อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น หลังจากที่เขาเปิดจุดชีพจรเสินเชวี่ยบรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว ลมปราณก็หยุดไหลออกมา กระดูกหักกับกระดูกของเขาขณะนี้หลอมรวมกันเป็หนึ่งโดยไร้ข้อต่อใดๆ ราวกับว่าเป็หนึ่งในร่างกายของเขา ทุกอย่างช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
“ที่นี่คือที่ไหน เหตุใดข้ามาอยู่ที่นี่?”
ตู้เซ่าฝู่เพิ่งตระหนักได้ว่าตนอยู่ในหลุมในหุบเขา เขาไม่รู้ว่าตนเองเข้ามาในนั้นได้อย่างไร ทั้งตัวเปลือยเปล่า เขาจำได้ว่าตนอยู่ในไฟะเิที่วิหคั์ปีกประกายทองกับวิหคั์เปลวเพลิงม่วงะเิตัวเอง เหตุใดเขาจึงมีอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ
ชุดม่วงที่เคยปกปิดร่างของเขาก็ถูกเผาจนเหลือแค่เศษซาก ตู้เซ่าฝู่เหมือนว่าจะจำได้คลับคล้ายคลับคลา ตนเองถูกเพลิงไฟสีม่วงเผาทั่วร่าง เสื้อผ้าบนตัวเขาจึงถูกเผาไหม้เป็ตอตะโก
ณ ที่ไม่ไกลจากตัวเขาสักเท่าไร ตู้เซ่าฝู่พบว่า ขวดหยกที่บรรจุโลหิตสกัดของอสูรหมาป่าเป้าสือและกล่องฝ้ายที่ใส่ยาสร้างรากฐานปราณสองกล่องยังคงอยู่ เพียงแต่ขวดหยกและกล่องฝ้ายนั้นเหลือเพียงแค่เศษ คาดว่าน่าจะถูกอุณหภูมิสูงจากกองเพลิงเผาจนมอดเหลือเพียงเท่านี้
ในใจของตู้เซ่าฝู่รู้สึกคับแค้นและเสียดาย โลหิตสกัดของอสูรหมาป่าเป้าสือและยาสร้างรากฐานปราณมีมูลค่าสูงมาก ตอนแรกเขาคิดจะนำมาใช้ในการชำระล้างเพื่อสร้างรากฐานปราณจะได้บรรลุขั้นเบิกนภา
แต่พอมาคิดว่าขณะนี้เขาบรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว ในร่างเกิดความเปลี่ยนแปลงไม่น้อย การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายมาจากเหยี่ยวั์ปีกทอง หากเปรียบกับอสูรหมาป่าเป้าสือ ถือว่าห่างชั้นราวกับฟ้ากับดิน อสูรหมาป่าเป้าสือนำมาเปรียบด้วยไม่ได้เลย พอคิดเช่นนี้ได้ตู้เซ่าฝู่จึงปล่อยวางได้
“อ๊ะ!”
ตู้เซ่าฝู่แสดงสีหน้าประหลาดใจ ตอนแรกเขาคิดว่าทุกอย่างจะถูกเผาเป็จุณไปหมดแล้ว ทว่ากลับพบของสองสิ่ง มันคือเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรชิ้นหนึ่ง มันมาจากตอนที่เขาไปหอเก็บคัมภีร์วรยุทธเพื่อหาคัมภีร์จื่อชี่เฉาหยัง บังเอิญไปพบเข้าและนำติดตัวออกมา ขวดหยกและกล่องฝ้ายถูกเผาเหลือเพียงซาก ทว่าเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรกลับไม่มีร่องรอยเสียหายใดๆ เลย ตู้เซ่าฝู่จึงรู้สึกแปลกประหลาดใจมาก และรับรู้ได้ว่าเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรเป็ของที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
ณ รุ่งอรุณ อากาศในขุนเขาพงไพรมีหมอกบางๆ ปกคลุมแทรกแซงบนห้วงนภา
ในป่ามีต้นไม้ใหญ่ที่สูงตระหง่านขึ้นอยู่ทั่ว ใบไม้ที่ขึ้นดกบดบังแสงตะวันที่ลอดผ่าน แสงที่สาดสู่เบื้องล่างเป็แสงอ่อนๆ ถูกกรองโดนใบไม้บนต้นที่ซ้อนกัน
สาวน้อยและหนุ่มน้อยคนหนึ่งกำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางป่าเขาเพียงลำพัง สีหน้าท่าทางของพวกเขาราวกับว่ากำลังจนตรอกตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
“พวกเราต้องรีบตามหานายท่านเฮ่อและคนอื่นๆ ให้พบให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นแย่แน่” สาวน้อยคนนั้นเอ่ยเบาๆ ใต้ฝ่าเท้ามีพลังปราณแผ่อยู่ พวกเขารีบร้อนกำลังวิ่งฝ่าดงไพร ราวกับว่ากำลังวิ่งหนีจากอะไรบางอย่าง
“สำนักอสรพิษ์ช่างร้ายกาจ ข้าไม่มีทางยกโทษให้พวกเขาแน่” วัยรุ่นหนุ่มอายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปี ในมือถือดาบ กำลังรีบวิ่งพุ่งไปด้านหน้า พร้อมกับกล่าวสบถด่าทอไปด้วย ทว่าความเร็วยังช้ากว่าวัยรุ่นสาวคนนั้นอย่างชัดเจน ความเก่งกาจของเขาน่าจะเทียบกับนางไม่ติดเลย
“จูเสวี่ย เ้าหนีไม่พ้นแล้ว ส่งสมบัติออกมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเงาของคนจำนวนมากเข้ามาใกล้ ผู้นำกลุ่มที่ปรากฏตัวคนแรกคือวัยรุ่นชายอายุประมาณยี่สิบปี หน้าตายิ้มแย้ม หุ่นผอมเพรียวดูแข็งแรงและใบหน้าตาดูหล่อเหลา เป็ลักษณะของบุรุษที่น่าจะได้รับความนิยมจากสาวๆ เป็อย่างดี ทว่าดวงตาเรียวยาวและหนังตาสองชั้นของเขา กำลังเผยความเ้าเล่ห์ออกมา ทำให้ดูแล้วรู้สึกว่าเป็คนปลิ้นปล้อนร้ายกาจ
“ซู่ๆ!”
จากนั้นก็มีวัยรุ่นหลายคนปรากฏตัวขึ้นบริเวณต้นไม้สูงใหญ่ตรงนั้น และทันใดนั้นก็มีเงาคนราวๆ สิบคน กระโจนเข้าไปล้อมรอบสาวน้อยและหนุ่มน้อยสองคนนั้น
สาวน้อยคนนั้นสีหน้าเปลี่ยน ชะงักเท้าหยุดวิ่งต่อ ทั้งสองคนเอาหลังชนกัน เพื่อเป็การป้องกันระวังศัตรูที่อาจเข้ามาได้รอบด้าน
“ลวี่คุนเ้าบังอาจโจมตีพวกข้า สำนักยันต์ปราณของข้าไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่” สาวน้อยคนนั้นหุ่นผอมบาง สวมชุดกระโปรงยาว มีพลังปราณไหลเวียนรอบตัวของนาง ดวงตาของนางสดใส ทว่าแววตาเริ่มเคร่งครียดแล้ว
“จูเสวี่ยเ้าคิดว่าสำนักอสรพิษ์ของข้าจะกลัวสำนักยันต์ปราณของเ้าหรือ คำพูดนี้เอาไปใช้ขู่คนอื่นอาจจะพอได้ แต่เอามาขู่ข้าไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าลวี่คุนยิ้มให้สาวน้อยผอมบางคนนั้น จากนั้นก็แสยะยิ้มส่งสีหน้าชั่วร้ายให้กับนาง และกล่าวว่า “ถามเ้าอีกครั้ง จะส่งสมบัติมาให้ข้าหรือไม่?”
จูเสวี่ยมองไปรอบๆ สีหน้าเครียดขึ้น จากนั้นปล่อยพลังปราณไหลทะลักออกมาจากร่าง พร้อมกับเอ่ยว่า “อยากได้สมบัติหรือ ข้าคิดว่ากำลังของเ้ายังไม่พอใช้สำหรับแย่งชิงไปหรอก”
“อย่างนั้นข้าคงต้องลงมือแล้วล่ะ”
ลวี่คุนยิ้มอย่างเ็า จากนั้นพูดกับบุรุษวัยกลางคนร่างั์อายุราวๆ สามสิบปีที่อยู่ข้างหลังกล่าวว่า “หัวหน้ากลุ่มสาม เ้าเดาไว้ไม่ผิด พวกเขาหนีมาตรงนี้จริงด้วย ตอนนี้ปล่อยให้ข้าจัดการยัยผู้หญิงคนนี้เอง เ้าหนุ่มคนนั้นยกให้เ้า รีบสู้ให้จบเร็วๆ ทำตามที่พวกเราคุยกันไว้ สมบัติเป็ของสำนักอสรพิษ์ ส่วนสิ่งของอย่างอื่นบนตัวพวกเขา เป็ของเ้าทั้งหมด”
“คุณชายลวี่วางใจเถิด เขตเทือกเขาอสุรกายนี้พวกเรานักล่าอสูรคุ้นเคยกว่าใครๆ บอกแล้วว่าพวกเขาหนีไม่พ้นหรอก สาวน้อยให้ท่านจัดการ เดี๋ยวเ้าหนุ่มข้าจัดการเอง จัดการพวกมันสองคนได้แล้ว ค่อยไปจัดการคนอื่นต่อ” บุรุษตัวั์รูปร่างกำยำกล่าว ที่แขนของชายคนนี้มีรอยสักเป็หัวของเสือดาว ดูจากลมปราณที่ไหลเวียน ท่าทางไม่กระจอกเลยสักนิดเดียว
“งั้นก็ลงมือกันเลย”
ลวี่คุนพยักหน้า ขณะที่พูด ก็จ้องจูเสวี่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาส่งสีหน้าเ็าและเล่ห์เหลี่ยมไปให้ จากนั้นก็เริ่มปล่อยพลังปราณออกมา ใช้พลังปราณมืดแห่งความหนาวเหน็บโจมตีใส่จูเสวี่ย
“ศิษย์น้องกัวเ้าระวังตัวให้ดีนะ”
เมื่อถูกพลังปราณมืดแห่งความหนาวเหน็บโจมตี จูเสวี่ยรู้สึกว่าผิวทั้งตัวของนางตึงไปหมด และในใจเจ็บแปลบเหมือนโดนไฟดูดร่าง นางพยายามหลบหนีถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว
“ฉึกๆ”
พลังปราณมืดแห่งความหนาวเหน็บพุ่งไปโอบล้อมรอบคอของจูเสวี่ย จูเสวี่ยหนีรอดได้อย่างหวุดหวิด นางใช้มือบางๆ ของนางรวบรวมพลังดัชนีขึ้นมาอย่างรวด และใช้พลังนี้เล็งโจมตีที่หน้าอกของลวี่คุน!
