ถึงแม้ตุ๊กตากระดาษเหล่านี้จะแต่งกายเป็สาวใช้ ทว่าั้แ่ที่ดวงิญญาถูกผูกติดกับร่างกายที่ทำจากกระดาษ พวกนางก็ไม่เคยถูกปฏิบัติเหมือนเป็มนุษย์เลย การที่ลู่เต้าเรียกพวกนางเช่นนี้ ทำให้ความทรงจำที่แทบจะเลือนหายไปหวนกลับมา
ตุ๊กตากระดาษทั้งสองจ้องมองลู่เต้าด้วยดวงตาไร้แวว เขามองปฏิกิริยาของตุ๊กตากระดาษด้วยความดีใจปนเศร้า ดีใจที่พวกนางสามารถสื่อสารได้ ไม่ใช่ตุ๊กตากระดาษธรรมดา เศร้าที่เื่ที่หูต้าเซียนหลอมรวมหญิงสาวทั้งหมดเป็ยาเม็ดพรหมจรรย์เป็เื่จริง เมื่อมองดูตุ๊กตากระดาษที่เหมือนมนุษย์แต่ไม่ใช่ ลู่เต้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมอันแสนเวทนาของพวกนาง
“คุณหนูทั้งสอง!” ลู่เต้าเห็นทั้งสองหยุดนิ่ง จึงรีบพูด “ได้โปรด ปล่อยข้าไปได้หรือไม่”
ตุ๊กตากระดาษมองหน้ากันไปมา แล้วส่ายหน้าปฏิเสธคำขอของลู่เต้า
ลู่เต้าจับลูกกรงเหล็กแน่นด้วยสองมือ กล่าวด้วยความร้อนใจ “เชื่อข้าเถิด หลังจากข้าออกไปได้แล้ว ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย แล้วจะกลับมาช่วยพวกเ้า!”
ตุ๊กตากระดาษมองหน้ากันอีกครั้ง และส่ายหน้าแรงกว่าเดิม ปกติหากพวกนางบกพร่องต่ออาจารย์และศิษย์ทั้งสอง พวกเขาก็จะร่ายมนตร์ทำให้ตุ๊กตากระดาษทุกข์ทรมานจนแทบอยากตาย หากพวกเขาพบว่าพวกนางปล่อยลู่เต้าไป สิ่งที่รอคอยพวกนางอยู่คือการลงทัณฑ์ที่เ็ปยิ่งกว่าความตาย
ตุ๊กตากระดาษทั้งสองพยักหน้าให้กัน จากนั้นก็ไม่สนใจลู่เต้าอีก แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ลู่เต้าไม่ยอมแพ้ เขาชะโงกหน้าออกไปนอกลูกกรงเหล็ก แล้วะโไล่หลังตุ๊กตากระดาษ “ข้าจะต้องช่วยพวกเ้าให้ได้!”
ตุ๊กตากระดาษหายไปที่ปลายทางเดิน ภายในคุกเหลือเพียงเสียงของลู่เต้าก้องกังวาน
ลู่เต้านั่งขัดสมาธิบนฟางแล้วลองปลุกไป๋เสียอีกครั้ง ทว่าค่ายกลของหูต้าเซียนแ่าจนปิดกั้นเสียงของเขาจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล ลู่เต้าจึงทำได้เพียงหาวิธีอื่น ขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงความร้อนผ่าวไปทั่วร่าง ท้องน้อยปั่นป่วนไม่สบายใจ จึงใ “หรือว่าเ้าคนนั้นวางยาพิษข้า”
อีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าเขาฝึกฝนวิชาฝ่ามือพิษ การวางยาพิษไม่เพียงแต่ทำร้ายเขาไม่ได้ แต่กลับทำให้พลังของวิชาฝ่ามือพิษเพิ่มขึ้นอีกขั้น หูต้าเซียนไม่น่าจะทำผิดพลาดเช่นนี้
ลู่เต้าหลับตาเพ่งมองภายในร่าง เส้นชีพจรทั่วร่างโล่ง ไม่มีพิษแม้แต่น้อย เพื่อค้นหาสาเหตุของความไม่สบายใจ สายตาของเขาจึงไปหยุดที่ทะเลิญญา
เห็นเพียงพลังิญญาภายในเกราะป้องกันกำลังเคลื่อนไหว ประหนึ่งไอน้ำที่กำลังเดือดพล่าน กัดเซาะไปมาไม่หยุด
ลู่เต้าเพิ่งกินอาหารบำรุงกำลังเข้าไปจำนวนมาก ทะเลิญญาที่แห้งแล้งประหนึ่งทะเลทรายจึงสร้างพลังิญญาขึ้นหลังจากย่อยอาหาร พลังิญญาที่ควรจะไหลเวียนไปทั่วร่างกลับถูกเกราะป้องกันกักขังเอาไว้ไม่ให้ปลดปล่อยออกมา ทำให้เขารู้สึกปวดท้องน้อย
ลู่เต้าหลับตาทำสมาธิเพื่อปรับลมปราณ พลังิญญาที่กำลังปะทุออกมาค่อยๆ สงบลง
ได้ผลทันตาเห็น ความรู้สึกปวดท้องน้อยค่อยๆ บรรเทาลง ลู่เต้าพลันตระหนักได้ว่าแม้พลังิญญาจะถูกกักขังไม่ให้ไหลออก แต่เขาก็ยังควบคุมมันได้ด้วยจิตใจ ดังนั้นเขาจึงลองใช้พลังิญญาพุ่งชนเกราะป้องกัน
แต่พลังิญญาในร่างกายของเขาน้อยนิดนัก การรวมตัวกันเพื่อพุ่งชนเกราะป้องกันก็เหมือนกับการเป่าลมใส่แผ่นเหล็ก ไร้ซึ่งผลใดๆ
ถึงกระนั้น ลู่เต้าก็ยังไม่ยอมแพ้ เขามั่นใจว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน ขอเพียงแค่สามารถสร้างรอยแตกเล็กๆ บนเกราะป้องกันได้ก็เพียงพอแล้ว!
เปลวเทียนในคุกส่องแสงวูบไหว ในขณะที่ลู่เต้ากำลังรวบรวมพลังิญญาพุ่งชนค่ายกล ก็มีไอร้อนระเหยออกมาจากร่างกายราวกับซึ้งนึ่ง ในห้องขังที่ไม่มีแสงสว่าง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ทันใดนั้นก็มีคนมาเคาะลูกกรงเหล็กอย่างแรง!
ลู่เต้าใจนลืมตาขึ้น จินเลี่ยงกำลังยืนอยู่หน้าลูกกรงเหล็กด้วยสีหน้าหยามเหยียด “กินข้าวได้แล้ว”
‘กินข้าวหรือ’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เต้าก็รู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ เขาครุ่นคิดในใจ ‘นึกว่าพวกเขาจะอดอาหารข้าสักสองสามวัน รอจนข้าหมดแรงและสติแตกสลาย แล้วค่อยทรมานเค้นคำตอบเสียอีก’
จินเลี่ยงใช้กุญแจไขประตูเหล็ก แล้วหันไปส่งสัญญาณให้ตุ๊กตากระดาษด้านหลัง พวกนางเดินเข้าไปในห้องขังแล้ววางถาดที่เต็มไปด้วยอาหารไว้ตรงหน้าลู่เต้า ทันทีที่ตุ๊กตากระดาษเปิดฝาชามน้ำแกง กลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจาย ทำเอาลู่เต้าอดกลืนน้ำลายไม่ได้
“นี่คือน้ำแกงไก่ตุ๋นโสม ใช้โสมชั้นดีและเนื้อไก่ที่เอามาจากูเาเซียนของพวกเรา” จินเลี่ยงยิ้มจางๆ “กินได้”
ลู่เต้าใช้ช้อนคนน้ำแกงดู บนผิวน้ำแกงมีน้ำมันไก่ลอยอยู่ประปราย ภายในชามมีน่องไก่ขนาดใหญ่และโสมบางส่วน
‘อิ่มตายดีกว่าอดตาย อย่างไรเสียข้าก็ไม่ตายเพราะพิษ’ แมลงในท้องของลู่เต้าทนไม่ไหวอีกต่อไป เขายกชามข้าวขึ้นมากินพร้อมน้ำแกงและกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย คีบผักไม่เว้นแม้แต่ชิ้นเดียว ดื่มน้ำแกงจนหมดไม่เหลือแม้สักหยด
ในขณะที่เขากำลังเจริญอาหารอย่างสำราญใหญ่ จินเลี่ยงก็เอ่ยขึ้นโดยไม่ให้ทันตั้งตัว “เมื่อครู่เ้าน่าจะกำลังพยายามทำลายค่ายกลของท่านอาจารย์ใช่หรือไม่”
ลู่เต้าคีบน่องไก่ขนาดใหญ่ขึ้นมากำลังจะกัดเข้าไป เมื่อถูกอีกฝ่ายถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาก็ชะงักไป จินเลี่ยงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ “ทำไมหรือ คิดว่าข้าจะไปฟ้องท่านอาจารย์รึ อย่าโง่ไปหน่อยเลย ด้วยวิทยายุทธ์แค่นี้ของเ้า คิดจะทำลายค่ายกลได้อย่างนั้นหรือ”
จินเลี่ยงหยิบขวดน้ำเต้าขึ้นมาอีกครั้ง “ตราบใดที่เ้าบอกวิธีการใช้ของวิเศษชิ้นนี้ออกมา ข้าก็จะปล่อยเ้าไป”
เขาเปิดฝาขวดโหลแล้วเทลงในมือ ถึงแม้จะมีเสียงดังออกมาจากขวดโหล แต่กลับไม่มีอะไรล่วงหล่นออกมา จินเลี่ยงถาม “โอสถในนั้นต้องนำออกมาอย่างไร”
ลู่เต้ายิ้มแห้งๆ แล้วตักข้าวเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม พลางคิดในใจ ‘ไป๋เสียเคยกล่าวไว้ว่าขวดน้ำเต้านี้จะจำเ้าของได้ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถนำของที่อยู่ข้างในออกมาได้’
จินเลี่ยงเห็นว่าลู่เต้าไม่สนใจเขา เขาเลยรู้สึกขายหน้า สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง “ไม่เป็ไร เ้ากินให้อิ่มก่อน เมื่อใดที่เ้าอยากจะพูดค่อยบอกก็ได้”
เขาเหน็บขวดน้ำเต้าไว้ที่เอว แล้วพาตุ๊กตากระดาษทั้งสองออกจากคุกไป
ลู่เต้าพักผ่อนครู่หนึ่งก็พบว่าท้องน้อยปั่นป่วนอีกครั้ง ที่แท้หลังจากกินน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมบำรุงกำลังเข้าไป พลังิญญาในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน จึงไปเบียดเกราะป้องกันอีกครั้ง
เขาเพิ่งจะควบคุมพลังิญญาที่ปั่นป่วนได้ ในเวลานี้ลู่เต้าพบว่าปริมาณพลังิญญาเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนกินข้าว ไม่แปลกใจเลยว่าความเ็ปในครั้งนี้จะรุนแรงกว่าครั้งก่อน
ลู่เต้าหลับตาปรับลมปราณ แล้วใช้พลังิญญาพุ่งชนเกราะป้องกันต่อไป ครั้งนี้เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าแรงปะทะเพิ่มขึ้น
‘ดีมาก…ในเมื่อพวกเขาคิดว่าข้าไม่อาจทำลายค่ายกลได้ ข้าก็จะทำลายมันให้พวกเขาดู!’ เพื่อทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึง! เืในกายลู่เต้าเดือดพล่าน ไอร้อนระเหยขึ้นมาจากศีรษะ เขาพุ่งชนต่อไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ห้องเก็บคัมภีร์
หูต้าเซียนนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าโต๊ะหินด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย ขลุ่ยสะกดมารวางอยู่ทางซ้ายมือ เขาเปิดหนังสือเทียบกับภาพวาด ศัสตราวุธิญญาในหนังสือ คัมภีร์โบราณที่อ่านจบแล้วกองสูงพะเนินอยู่ขวามือ
หูต้าเซียนถอนหายใจสั้นๆ แล้วปิดคัมภีร์ในมือ “เล่มนี้ก็ไม่มีบันทึกเอาไว้”
เขาหยิบขลุ่ยสีเขียวขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ของสิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะตอนที่ลู่เต้าเปลี่ยนมันให้กลายเป็ไม้สีดำ หูต้าเซียนรู้สึกว่าเขาเคยพบเห็นมันมาก่อน
ในขณะที่กำลังครุ่นคิด ทันใดนั้นในส่วนลึกของความทรงจำก็มีเสียงโอหังดังขึ้น ‘ตาแก่นี่! เ้าก็กล้าแย่งชิงกับข้าหรือ’
ร่างกายหูต้าเซียนสั่นสะท้าน สีหน้าเปลี่ยนไป เหงื่อเย็นไหลอาบราวกับนึกถึงความทรงจำที่ไม่อยากจดจำ
“ท่านอาจารย์!”
หูต้าเซียนที่ยังใไม่หาย หยิบไม้ปัดรังควานขึ้นมากวาดออกไป เมื่อเห็นว่าเป็ศิษย์จินเลี่ยง จึงหยุดมือกลางคัน แล้วกล่าวอย่างเหนื่อยหอบ “เป็เ้าเองหรือ...”
จินเลี่ยงเห็นว่าอาจารย์หน้าซีด คัมภีร์โบราณกองเป็ูเารอบๆ คงจะไม่ได้นอนมาทั้งคืนเพื่อหาวิธีใช้ของวิเศษชิ้นนั้น เขาจึงปลอบใจว่า “ท่านอาจารย์ ท่านพักผ่อนเถอะ”
“ข้าไม่เป็ไร” หูต้าเซียนกล่าวเสียงแ่ “ข้าเพียงแค่นึกถึงใครบางคนขึ้นมาเท่านั้น”
