ตอนที่ 4 ยายผู้ปักตรวนบนคอ
ห้องของสวีหนิง หากจะเรียกมันว่าห้องก็คงจะดูเกินจริงไปนัก มันเป็เพียงพื้นที่เล็กๆ ที่กั้นออกมาจากส่วนท้ายของครัวด้วยแผ่นไม้กระดานบางๆ ที่ผุกร่อนจนเห็นแสงลอดผ่านได้เป็ริ้วๆ ภายในมีเพียงเตียงไม้แคบๆ หนึ่งตัวที่ขาข้างหนึ่งต้องหนุนด้วยอิฐแตกๆ เพื่อไม่ให้โยกเยก และหีบไม้ใบเล็กที่ใช้เก็บเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุด ทุกตารางนิ้วอบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟและกลิ่นอับชื้นที่ฝังแน่นมาเนิ่นนาน
ที่นี่คือโลกทั้งใบของสวีหนิงคนเดิม คุกที่ไร้กรงขัง แต่กลับกักขังจิติญญาของเธอไว้จนตาย
ทว่าสำหรับหนิงหนิงคนใหม่แล้ว สถานที่แห่งนี้เป็เพียงจุดพักชั่วคราวเท่านั้น ทันทีที่แผ่นหลังัักับฟูกนอนที่ยัดด้วยฟางข้าวแข็งๆ สติของเธอก็ล่องลอยเข้าสู่มิติในหยกอีกครั้ง
ความรู้สึกของการก้าวจากโลกแห่งความขาดแคลนสู่ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์นั้นช่างน่าอัศจรรย์ใจนัก ในขณะที่ร่างภายนอกนอนนิ่งอยู่ในห้องที่มืดมิดและหนาวเย็น จิติญญาของเธอกลับกำลังยืนอยู่กลางโอเอซิสที่สว่างไสวและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต
เธอเดินตรงไปยังตาน้ำวิเศษ วักน้ำขึ้นมาดื่มอีกครั้ง ความเย็นสดชื่นที่แฝงไออุ่นไหลผ่านลำคอ ขับไล่ความเหนื่อยล้าที่หลงเหลืออยู่ออกไปจนหมดสิ้น ร่างกายของสวีหนิงที่เคยอ่อนแอและขาดสารอาหารมาตลอดชีวิต กำลังได้รับการฟื้นฟูอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ราวกับต้นไม้ใกล้ตายที่ได้รับน้ำทิพย์ชโลมราก
หนิงหนิงเดินสำรวจไปรอบๆ ผืนดินสีดำขลับ เธอใช้เท้าััเนื้อดิน มันร่วนซุยและมีไอเย็นจางๆ ราวกับพร้อมที่จะโอบอุ้มทุกเมล็ดพันธุ์ให้เติบโต กระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กดูเรียบง่าย ภายในว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ไม้ไผ่ แต่มันกลับให้ความรู้สึกสงบและปลอดภัยอย่างประหลาด
ที่นี่คือฐานที่มั่นของเธอ คือความลับ คือไพ่ตายที่จะทำให้เธอสามารถต่อกรกับโลกภายนอกได้
เธอนั่งลงข้างตาน้ำ ปล่อยให้ความคิดตกตะกอน การปะทะกับย่าหวังเมื่อตอนเย็น แม้เธอจะเป็ฝ่ายคุมเกมได้ แต่หนิงหนิงรู้ดีว่านี่เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น “ูเาสูงยังมีทางให้ปีนป่าย แต่ใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง” ย่าหวังไม่ใช่แค่หญิงชราปากร้าย แต่คือตัวแทนของอำนาจเก่า คือสัญลักษณ์ของครอบครัวที่กดทับเธออยู่
โซ่ตรวนที่แท้จริงไม่ใช่การทุบตี แต่คือคำว่ากตัญญู ที่สังคมยุคนี้ใช้เป็เครื่องมือในการควบคุมคนรุ่นหลัง ย่าหวังคือผู้ที่ปักตรวนเส้นนี้ลงบนคอของเธอและทุกคนในบ้าน พ่อที่นิ่งเฉย แม่ที่อ่อนแอ และน้องชายที่เห็นแก่ตัว ทุกคนต่างก็เต้นไปตามจังหวะที่หญิงชราคนนี้เป็ผู้กำหนด
การแข็งขืนซึ่งๆ หน้าต่อไปไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก “แข็งเกินไปย่อมเปราะหัก อ่อนเกินไปย่อมถูกโค่นงอ” เธอต้องฉลาดกว่านี้ ต้องหาวิธีที่จะปลดแอกตัวเองโดยไม่ถูกตราหน้าว่าเป็ลูกหลานอกตัญญูในสายตาของชาวบ้าน
หนิงหนิงหลับตาลง วางแผนการในใจอย่างเงียบๆ ก่อนที่สติจะกลับคืนสู่ร่างในห้องนอนอันมืดมิดอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
รุ่งเช้าของอีกวัน
แสงอาทิตย์แรกแย้มสาดส่องผ่านรอยแตกของผนังเข้ามาปลุกหนิงหนิงให้ตื่นขึ้น วันนี้เธอไม่ได้ตื่นมาพร้อมกับอาการไอหรือความรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนเช่นเคย แต่กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อเธอเดินออกมาจากห้อง บรรยากาศในบ้านก็เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ย่าหวังนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กลางบ้าน จ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ดูเหมือนว่าความพ่ายแพ้เมื่อวานได้เปลี่ยนความโกรธของนางให้กลายเป็ความเกลียดชังที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
"ตื่นแล้วรึ นังตัวซวย"
เสียงของย่าหวังแหบพร่าและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งเสียดกระดูก นางไม่ได้ตวาดเหมือนเช่นเคย แต่น้ำเสียงที่กดต่ำลงนั้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเป็ร้อยเท่า
หนิงหนิงไม่ตอบคำ เพียงแค่เดินไปหยิบถังไม้ใบเล็กเพื่อเตรียมจะไปตักน้ำตามหน้าที่ปกติของเธอ แต่ก่อนที่เธอจะได้ก้าวออกจากประตู ย่าหวังก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ไม่ต้องไป"
หนิงหนิงหยุดชะงัก หันกลับไปมองหญิงชราด้วยความสงสัย
ย่าหวังแสยะยิ้มที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ปราศจากความอบอุ่นใดๆ "ในเมื่อปีกกล้าขาแข็งนักไม่ใช่รึ ชอบอ้างกฎของคอมมูนดีนักไม่ใช่รึ? ได้! วันนี้ฉันจะให้แกยึดตามกฎอย่างเต็มที่!"
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินตรงไปที่กระดานดำเล็กๆ ที่แขวนอยู่บนผนังดิน ซึ่งใช้สำหรับจดบันทึกคะแนนแรงงานของคนในบ้าน นางหยิบชอล์กขึ้นมาขีดฆ่าชื่อของหนิงหนิงที่เคยถูกจัดไว้ในกลุ่มงานไร่นาออกจนหมดสิ้น แล้วเขียนชื่อของเธอลงไปในช่องใหม่ ช่องที่เขียนว่า "งานบ้านและงานเบ็ดเตล็ด"
"ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป" ย่าหวังประกาศกร้าว เสียงดังพอที่จะทำให้จ้าวหลันซึ่งกำลังก่อไฟอยู่ในครัวและสวี่กังที่เพิ่งงัวเงียตื่นขึ้นมาได้ยินอย่างชัดเจน "งานในนา งานที่ได้คะแนนแรงงานสูงๆ แกไม่ต้องทำอีกแล้ว หน้าที่ของแกคือ ซักผ้าทุกคนในบ้าน หุงหาอาหาร กวาดบ้านถูบ้าน เลี้ยงไก่เลี้ยงหมู หาบน้ำ ตัดฟืน! ทำมันทุกอย่างที่นี่! ส่วนคะแนนแรงงาน ฉันจะให้แกวันละ 2 คะแนน พอ!"
คำประกาศนั้นรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด!
จ้าวหลันที่อยู่ในครัวเผลอทำทัพพีหลุดมือตกพื้นเสียงดัง เคร้ง! นางรีบวิ่งออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด "ท่านแม่! 2 คะแนนมันจะไปพออะไรกันคะ! แค่ค่าอาหารปันส่วนก็แทบจะไม่พอแล้ว!"
ในระบบคอมมูน คะแนนแรงงาน 10 คะแนนคือมาตรฐานสูงสุดสำหรับผู้ชายที่แข็งแรงทำงานเต็มวัน ส่วนผู้หญิงส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 7-8 คะแนน การที่หนิงหนิงได้ 5 คะแนนก็ถือว่าน้อยมากแล้ว แต่การถูกลดเหลือเพียง 2 คะแนน มันไม่ต่างอะไรกับการบีบให้เธออดตายทางอ้อม! เพราะเมื่อถึงสิ้นปี การปันส่วนธัญพืชและปัจจัยต่างๆ จะคำนวณจากคะแนนแรงงานที่สะสมมาตลอดทั้งปี หากคะแนนไม่พอหักลบกับอาหารที่กินไปในแต่ละวัน หนี้สินก็จะพอกพูน กลายเป็ครัวเรือนหนี้สิน ที่น่าอับอายที่สุดในหมู่บ้าน
"แล้วจะทำไม!" ย่าหวังหันไปตวาดใส่ลูกสะใภ้ "ก็มันอยากจะทำงานแลกข้าวกินนักไม่ใช่รึ! ฉันก็จัดให้แล้วไง! งานบ้านพวกนี้มันก็เป็งานเหมือนกัน หรือจะบอกว่ามันไม่มีค่า?"
"แต่มัน มันไม่เหมือนกันนี่คะ" จ้าวหลันเสียงสั่น
"หุบปาก!" ย่าหวังตวาดลั่น "บ้านนี้ฉันยังเป็คนตัดสินใจ! หรือแกอยากจะไปอยู่ข้างลูกสาวอกตัญญูของแกอีกคน!"
จ้าวหลันหุบปากฉับ นางก้มหน้านิ่ง ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวและความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ นางมองลูกสาวด้วยแววตาขอโทษ แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยคำใดออกมาอีก
นี่คือตรวน ที่ย่าหวังใช้ล่ามทุกคนในบ้านเอาไว้ นางไม่ได้ใช้กำลังโดยตรงเหมือนเมื่อวาน แต่ใช้กฎที่นางตั้งขึ้นเองภายในครอบครัว บีบคั้นและกดดันอย่างเืเย็นที่สุด นางกำลังประกาศให้หนิงหนิงรู้ว่า ต่อให้เธอรู้จักกฎของโลกภายนอกดีแค่ไหน แต่ในบ้านหลังนี้ กฎของย่าหวังคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
หนิงหนิงยืนนิ่ง มองภาพตรงหน้าราวกับเป็ผู้ชมละครโรงใหญ่ที่น่าสมเพช เธอเข้าใจในทันที นี่คือการแก้แค้นที่แยบยลและโเี้ที่สุด
การทำงานบ้านทั้งหมด หมายความว่าเธอจะถูกจองจำอยู่ในพื้นที่บ้านตระกูลสวีตลอดทั้งวัน ไม่มีโอกาสออกไปข้างนอกเพื่อสร้างรายได้เสริมหรือหาหนทางอื่น ไม่มีโอกาสได้พบปะผู้คน และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีวันเก็บคะแนนแรงงานได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ย่าหวังกำลังจะทำให้เธอเป็ทาสโดยสมบูรณ์ ทาสที่ต้องทำงานหนักที่สุด แต่กลับอดอยากที่สุด และค่อยๆ ตายไปอย่างช้าๆ ในสายตาของทุกคน โดยที่คนภายนอกไม่สามารถกล่าวหาได้ว่านางทารุณกรรมหลานสาว เพราะในสายตาของสังคมยุค 70 การให้ลูกหลานทำงานบ้านถือเป็เื่ปกติธรรมดาอย่างที่สุด
สวี่กังเดินออกมาจากห้องนอนในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เขายกมือขึ้นขยี้ตาพลางหาววอด เมื่อเห็นสถานการณ์ตึงเครียดอยู่ตรงหน้า ดวงตาที่ยังปรืออยู่ก็พลันเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นเต้นเขามองแผ่นกระดานแล้วยิ้มเยาะออกมาอย่างไม่ปิดบัง "สมน้ำหน้า! อยากอวดดีนักไม่ใช่รึ! ต่อไปก็ทำงานบ้านไปแล้วกันนะพี่สาว ฉันจะได้มีเวลาไปวิ่งเล่นกับเพื่อนมากขึ้น ไม่ต้องคอยช่วยงานจุกจิกอีก!"
คำพูดที่ไร้เดียงสาแต่แฝงด้วยความเห็นแก่ตัวของน้องชาย เป็เหมือนคมมีดอีกเล่มที่กรีดซ้ำลงบนาแของครอบครัวนี้
หนิงหนิงยังคงยืนนิ่งสงบ ใบหน้าของเธอเรียบเฉยจนน่ากลัว ในขณะที่ทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็นเธอร้องไห้ฟูมฟาย ทุบตีตัวเอง หรือคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตา เธอกลับไม่ทำอะไรเลย
เธอเพียงแค่จ้องมองเข้าไปในดวงตาของย่าหวังอย่างลึกซึ้ง ดวงตาของเธอในตอนนี้ไม่มีแววของความหวาดกลัวหรือความโกรธแค้นอีกต่อไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ย่าหวังไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือแววตาของ ความสมเพช
ใช่แล้ว เธอกำลังสมเพชหญิงชราที่น่าสงสารคนนี้
สมเพชในความคับแคบ สมเพชในอำนาจจอมปลอมที่ต้องใช้วิธีกดขี่คนในครอบครัวเพื่อยืนยันการมีตัวตนของตัวเอง สมเพชในโศกนาฏกรรมของชีวิตที่คิดได้เพียงเท่านี้
แล้วหนิงหนิงก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เธอยิ้ม
เป็รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แต่กลับสว่างไสวจนทำให้ใบหน้าที่เคยซีดเซียวของเธอดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด "ก็ได้ค่ะ ท่านย่า"
เสียงตอบรับที่เรียบง่ายและว่าง่ายจนน่าเหลือเชื่อ ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงไปตามๆ กัน
"ว่า ว่าไงนะ?" ย่าหวังถึงกับพูดติดอ่าง คิดว่าตัวเองหูฝาดไป
"หนูบอกว่า ตกลงค่ะ" หนิงหนิงกล่าวซ้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ "ในเมื่อท่านย่าเห็นว่าหนูเหมาะกับงานบ้านมากกว่า หนูก็จะทำตามนั้นค่ะ แต่หนูมีเงื่อนไขเล็กน้อย"
"แก แกยังกล้ามีเงื่อนไขอีกรึ!"
"เป็เงื่อนไขที่ยุติธรรมค่ะ" หนิงหนิงพูดต่ออย่างไม่หวั่นไหว "ในเมื่อหนูต้องรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว นั่นหมายความว่า งานซักเสื้อผ้าของทุกคน งานทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมของบ้าน งานหาบน้ำจนเต็มโอ่งทุกวัน งานหุงหาอาหารสามมื้อ และงานดูแลหมูและไก่ ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบของหนูแต่เพียงผู้เดียว ใช่ไหมคะ?"
ย่าหวังขมวดคิ้ว พยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจ "ก็ใช่น่ะสิ!"
"ถ้าอย่างนั้น..." หนิงหนิงเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวประโยคสำคัญที่ทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ "คนอื่นๆ ในบ้าน ก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหรือยุ่งเกี่ยวกับ ผลผลิต จากงานเ่าั้เช่นกัน"
"หมายความว่ายังไง!" ย่าหวังขึ้นเสียง
"หมายความว่า ไก่สองตัวในเล้าที่หนูต้องเป็คนดูแลหาอาหารให้มันกิน ไข่ที่มันออกมาก็ควรจะเป็ของหนู" หนิงหนิงอธิบายอย่างใจเย็น "ผักสวนครัวหลังบ้านที่หนูต้องเป็คนรดน้ำพรวนดิน ผักที่เก็บได้ก็ควรจะเป็สิทธิ์ของหนูในการจัดการ และหมูในคอกที่หนูต้องคอยผสมรำข้าวให้มันกินทุกวัน เมื่อถึงสิ้นปีที่ต้องแบ่งเนื้อหมู หนูควรจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของแรงงานที่ลงไป แบบนี้ถึงจะเรียกว่า ยุติธรรม ตามกฎของคอมมูนไม่ใช่เหรอคะ? ทำเท่าไหร่ ได้เท่านั้น"
ทุกคนในบ้านนิ่งอึ้งไปกับตรรกะที่พลิกกลับตาลปัตรของหนิงหนิง!
สิ่งที่นางเอกพูดนั้นถูกต้องทุกอย่างตามหลักการ "ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย" ของระบบคอมมูน เพียงแต่ไม่เคยมีใครกล้านำหลักการนี้มาใช้กับงานบ้าน ซึ่งถูกมองว่าเป็หน้าที่ที่ผู้หญิงต้องทำโดยไม่มีค่าตอบแทน!
"เหลวไหล!" ย่าหวังโต้กลับเสียงสั่น "ของทุกอย่างในบ้านนี้เป็ของส่วนรวม! แกจะมาอ้างสิทธิ์คนเดียวได้ยังไง!"
"อ้าว?" หนิงหนิงแสร้งทำหน้าประหลาดใจ "หนูไม่ได้จะเอาไว้คนเดียวนี่คะ แต่ในเมื่อหนูเป็คนดูแลมันทั้งหมด หนูควรจะมีสิทธิ์ในการ จัดการไม่ใช่เหรอคะ? เช่น วันนี้จะเอาไข่ไปต้มให้ใครกิน หรือจะเอาผักไปทำเมนูอะไร หรือแม้กระทั่ง จะแอบเก็บไข่ไว้ขายแลกกับข้าวของจำเป็อื่นๆ"
ประโยคสุดท้ายคือหมัดเด็ดที่น็อคย่าหวังจนพูดไม่ออก!
การแลกเปลี่ยน ของนอกระบบหรือที่เรียกกันว่าตลาดมืด เป็สิ่งต้องห้ามแต่ก็แอบทำกันเป็เื่ปกติในยุคนี้ ไข่ไก่หนึ่งฟองอาจแลกเส้นหมี่ได้หนึ่งกำเล็กๆ หรือแลกน้ำตาลได้หนึ่งช้อนชา มันคือของมีค่าที่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ การที่หนิงหนิงอ้างสิทธิ์ในการจัดการผลผลิตเหล่านี้ ก็เท่ากับว่าเธอกำลังจะยึด "ช่องทางทำมาหากินเล็กๆ น้อยๆ" ของย่าหวังไปทั้งหมด!
"ไม่ได้! ข้าไม่ยอม!" ย่าหวังกรีดร้องออกมาอย่างลืมตัว
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ?" หนิงหนิงยิ้มอย่างเยือกเย็น "ในเมื่อท่านย่ามอบหมายหน้าที่ ให้หนูแล้ว ก็ต้องมอบอำนาจในการจัดการมาให้ด้วยสิคะ หรือท่านย่าจะบอกว่า ท่านอยากจะให้หนูทำงานหนักฟรีๆ แต่ผลประโยชน์ทั้งหมดกลับตกเป็ของคนอื่น? แบบนั้นมันไม่เรียกว่าการกดขี่ขูดรีดหรอกหรือคะ? คำนี้ท่านผู้ใหญ่บ้านพูดบ่อยๆ ตอนประชุมนะ หนูจำได้"
ย่าหวังหน้าเขียวคล้ำ อ้าปากพะงาบๆ แต่กลับหาคำพูดมาโต้เถียงไม่ได้ นางติดกับดักคำพูดของตัวเองเข้าอย่างจัง! นางเป็คนตั้งกฎนี้ขึ้นมาเอง เป็คนผลักไสหนิงหนิงให้ไปทำงานบ้านเอง และตอนนี้ นางกำลังจะถูกกฎของตัวเองเล่นงานกลับ!
"เอาล่ะค่ะ ไม่ต้องเถียงกันแล้ว" หนิงหนิงสรุปอย่างรวดเร็ว "ถือว่าเราตกลงกันตามนี้นะคะ หนูจะทำงานบ้านทั้งหมดแลกกับคะแนนแรงงาน 2 คะแนน และสิทธิ์ในการจัดการผลผลิตจากงานเ่าั้ ส่วนท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องเล็ก ก็จะได้มีเวลาไปทำงานในนาอย่างเต็มที่เพื่อทำคะแนนแรงงานให้บ้านเราเยอะๆ ยังไงล่ะคะ แบบนี้มีแต่ได้กับได้"
พูดจบ เธอก็ไม่รอให้ใครได้คัดค้านอีกต่อไป เธอเดินไปคว้าถังไม้ แล้วเดินออกจากบ้านไปหาบน้ำด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้สมาชิกในครอบครัวที่เหลือยืนอึ้งเป็รูปปั้น มองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่กลางบ้าน
ตรวนที่ย่าหวังตั้งใจจะสวมให้เธอ บัดนี้กลับถูกเธอยื่นกลับไปพันธนาการผู้สร้างมันขึ้นมาเอง
